หนังสืออ่านเล่น เล่มที่ 1 โดย.. ส. สังข์สุวรรณ
webmaster - 14/3/10 at 09:04

หนังสืออ่านเล่น
เล่มที่ ๑
โดย ส. สังข์สุวรรณ
ฉบับอินเทอร์เน็ต : จัดพิมพ์โดย..พระวัดท่าซุง
(ลิขสิทธิ์เป็นของ "สำนักพิมพ์เวฬุวัน" วัดท่าซุง)
เนื้อหาของสารบัญ เล่มที่ ๑
(Update 11-06-53)
1
คำนำ
หนังสืออ่านเล่นที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ เดิมทีเดียวไม่ได้คิดว่าจะพิมพ์ออกเผยแพร่ จดไว้เพื่อพิสูจน์คำพยากรณ์จากนิมิต
และเพื่อทราบอาการป่วยเป็นระยะ ๆ เพราะป่วยเสียเป็นอาชีพ ป่วยทุกวันตั้งแต่เดือน มิถุนายน ๒๕๒๕ มาจนบัดนี้ มันไม่หายไปแต่ว่ามันเพิ่มมากขึ้น
เมื่อเห็นความตายอยู่แค่ปลายจมูก มันหยุดหายใจเมื่อไรก็ต้องตายทันที เพื่อความไม่ประมาทจึงได้บันทึกอาการไว้แต่ละวันเริ่มเมื่อเดือน สิงหาคม ๒๕๓๑
ต่อมาเมื่อมีนิมิตบางอย่างที่น่ารู้ก็พยายามติดตามนิมิตนั้นเพื่อรู้ต่อไป จึงต้องจด เพราะไม่จดก็จะเป็นการเกินจำคือจำไม่ได้
จดเอาไว้ทบทวนดูว่านิมิตที่เกิดขึ้นนั้นตรงตามความเป็นจริงหรือคลาดเคลื่อน เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่นิมิตที่เกิดขึ้นตรงตามความเป็นจริงทุกอย่าง
ถ้ามีกำหนดจะไม่พลาดจากกำหนดเวลาเลย เมื่อวันที่ ๒, ๓, ๔, ๕ กันยายน ๒๕๓๑ ไปที่ซอยสายลม เอาเรื่องของนิมิต บางเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง
เห็นเป็นที่ชอบใจของผู้ฟัง
มีผู้แนะนำว่าควรจะจัดการพิมพ์ขึ้น แต่คงแจกไม่ไหวเอาเป็นขายพอไม่ขาดทุนก็แล้วกัน เล่มละเท่าไรกำหนดราคายากเพราะกระดาษราคาแพงขึ้นมาก
เป็นอันว่าขอขายถอนทุนได้เป็นพอ ส่วนกำไรก็เอาตรงที่ท่านทั้งหลายชอบใจ เป็นพอดีกับความต้องการ
หนังสือนี้มีหลายวันไม่เป็นชิ้นเป็นอันนัก ท่านผู้อ่านรำคาญก็โยนทิ้งไปก็แล้วกัน เพราะจะถือเป็นสาระแก่นสารแก่ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่นั้นไม่ได้
ถ้าบังเอิญเป็นที่พอใจ จะเขียนพิมพ์ต่อไปและดัดแปลงข้อความให้ควรแก่การอ่าน ถ้าไม่เป็นที่ชอบใจก็เลิกพิมพ์ แต่ถ้ามีแรงบ้างก็จะบันทึกไว้
เมื่อตายจะได้ทราบว่าคนแก่ทำอะไรไว้บ้าง และมีทุกขเวทนาขนาดไหน.
ส. สังข์สุวรรณ
หมายเหตุ : อักษร ส. เป็นชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ เอามาเพียงตัวหน้าตัวเดียว
สังข์สุวรรณ เป็นนามสกุล สังขะ แปลว่า ขุด สุวรรณ แปลว่า ทอง
เป็นอันว่าตระกูลนี้ต้องเหนื่อยตลอดกาลที่ต้องขุดทอง อาการที่ขุดมันเหนื่อย แต่จะได้ทองหรือไม่นั้น ในนามสกุลท่านไม่ได้บอกไว้
ส. สังข์สุวรรณ
๑๐ กันยายน ๒๕๓๑
2
เริ่มเรื่อง..หนังสืออ่านเล่น เล่มที่ ๑
วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
เวลาเย็นเกือบ ๑๘.๐๐ น. ป่วยมากมีอาการปวดและอืดอาเจียนเป็นเสมหะ ตอนนี้มีพระเนื้อเต็มร่างสูงท่านหนึ่ง มานั่งด้านมือขวา ท่านเอามือมาลูบที่อกไปมา ๒ -
๓ ครั้ง แล้วท่านก็พูดว่า ร่างกายอย่ามีอันตรายนะ
ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน ท่านเวสสุวัณมาบอกว่า มีคนคิดปล้นวัด จึงถามพระท่านว่า ท่านชื่ออะไร ท่านบอกว่า ผมชื่อจันทร์
เจ้าของชื่อวัดจันทาราม (ท่าซุง) นั่นเอง ท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๓ ของวัดนี้
ตอนหัวค่ำท้องผูก มีอารมณ์จิตซ่านคิดนอกลู่นอกทาง (คิดงานสร้างมากไปหน่อย ไม่ได้นึกถึงวิปัสสนาญาณ) เสียงหญิงไพเราะใส ถามขึ้นว่า ป่วยหรือเจ้าคะ
เสียงนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะพอได้ยินเสียงทักท้วงแบบนั้นจิตรวมตัวทันที ขอขอบคุณท่านเจ้าของเสียงที่เตือน (เสียงของใคร?
เสียงนั้นคือเสียงอดีตภรรยาที่มีความดีเหมือนแม่)
วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
เวลาใกล้ ๑๙.๐๐ น. นอนภาวนาบนเตียงด้วยคาถาภาวนาบทสุดท้ายที่ฝึกกรรมฐาน
เป็นบทภาวนาที่ช่วยให้ทิพจักขุญาณแจ่มใสเห็นริมฝีปากและหนวดเรียวเล็กงอนสวยงามมาก จึงถามว่า หนวดใคร
ท่านเจ้าของหนวดปรากฏทั้งองค์พูดว่า หนวดเวสสุวัณครับ
ถามท่านว่า มีธุระอะไรหรือ
ท่านบอกว่า มีข่าวร้ายจะบอก มีคนมันคิดปล้นวัด (ถามท่านถึงกลุ่มคนที่คิดร้าย)
ท่านบอกว่า ชุดเก่าไปหาคนภายนอกมาปล้น แต่ทว่ามันทำไม่ได้ เพราะ พระและ เทวดา พรหม ท่านช่วยป้องกัน
คุยกันสักประเดี๋ยวหนึ่งก็มีชายสูงโปร่งสูงมากประมาณ ๔ วามนุษย์ เดินมาทางทิศตะวันตกของกุฏิ มาถึงที่นอนซึ่งกำลังคุยกับท่านเวสสุวัณ ถามว่า ท่านคือใคร
ท่านตอบว่า ผมคือธตรฐครับ ท่านจ้าวจอมทัพคนธรรพ์ พูดแล้วก็หัวเราะ
หลังจากนั้นมีกลุ่มเทวดามาชุมนุมกันมาก ท่านเมตตาเป็นพิเศษ ท่านปรารภถึงพวกที่คิดจะปล้นว่า ถ้าปล้นก็จะตายเพราะมือตำรวจ
วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
ตอนก่อนเพลที่ตึกอินทราพงษ์ เมื่อว่างก็ภาวนาเพื่อความสบาย นึกถึงถ้อยคำที่เตือนว่า ป่วยหรือเจ้าคะก็ทราบว่าเสียงนี้เป็นเสียงของ พรรณวดี
ขอบใจเธอที่เมตตาคอยดูแลตักเตือน ต่อจากนั้นก็มีกลิ่นหอมตลบเต็มห้อง เจ้าของเสียงก็มา ท่านแม่ก็มาและมากันหมด นับจำนวนไม่ได้ ขอบใจทุกท่านที่เมตตา
แล้วก็คุยกันว่า ฉันมีสรณะ (ที่พึ่ง) ห้าคือ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง มาตาปิตรัง และ ภริยัง สรณังคัจฉามิ ต่างคนต่างหัวเราะแล้วก็ระงับการคุยกัน
วันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
วันนี้ภาวนาตามปกติไม่มีอะไรพิเศษ แต่กลางคืนมีเพราะวันนี้ป่วยมาก กลางวันคุมอารมณ์จะไม่ไหว ท้องอืดเวียนศีรษะมากต้องล้างท้อง พรนุช คืนคงดี
เป็นคนคุมยาและสวนอุจจาระ พระอนันต์ ก็ถือหม้อยาสวนล้างเสร็จแล้วนอน ยาถ่ายแรงแต่โล่ง พอเวลา ๒๑ น. รู้สึกพอมีแรงประสาทคลายเครียด
ก็เริ่มภาวนาเต็มกำลังแล้วขึ้นไปนิพพานไปนมัสการพระ
พระท่านก็บอกว่า อย่าวิตกเลย ท่านเตือนว่าลงไปเถอะร่างกายเพลียมากจะได้หลับ ลงมาแวะที่พรหมชั้น ๑๖ นมัสการท่านพ่อ
มีพรหมยืนอยู่หลายองค์ท่านพ่อบอกว่า โรคจะหายแล้วลูกลงไปพักผ่อนเถอะ ลาท่านแล้วมาแวะดาวดึงส์นมัสการท่านพ่อ ท่านแม่
ท่านก็เตือนให้กลับตอนนี้หยุดชั่วคราว
ที่ต้องหยุดชั่วคราวก็เพราะขณะเขียนเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. เศษ เกิดลมขึ้นอย่างแรง ตาลาย หูอื้อ ร้อนไปทั้งตัวถึงหัวด้วย มือสั่น นั่งไม่อยู่
ต้องหยุดแล้วฉันยา นอนจับอานาปาฯ อาการค่อย ๆ คลายแล้วก็หลับไป ตื่นเวลา ๒๔.๐๐ น. เศษ
ก่อนหลับรวบรวมกำลังใจมุ่งไปนิพพาน ก่อนไปนิพพานออกไปนอกร่างกาย มองดูร่างกายไม่มีความหมายมันสกปรกทรุดโทรม เหม็นน้ำเลือด น้ำหนอง ท่อนไม้ยังดีกว่ามาก
คิดว่าร่างกายเลวแบบนี้ไม่ขอมีอีกและอยากละจากร่างกายนี้ไปเร็ว ๆ มันมีแต่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสทุกวัน พอขยับจะไป เทวดาท่านห้าม ท่านบอกว่า
ยังไม่ถึงเวลาไป
ได้บอกท่านว่า จะไปนมัสการพระ บางองค์ท่านห้าม
แต่เมื่อจะไปจริง ๆ ใครก็ห้ามไม่ได้ พอไปถึงพระท่านก็ยับยั้งว่า ยังไม่ควรไป เพราะงานที่จะให้ทำมีมาก
ได้กราบเรียนท่านว่า ร่างกายมีทุกขเวทนาสาหัสอย่างนี้ ขอไปก่อนกำหนด ท่านบอกว่า
ให้กลับเถอะเดี๋ยวอาการจะคลาย
เมื่อกลับมาและไหว้ ท่านสหัมบดีพรหม (พ่อ) และพรหมหลายองค์ที่ท่านอยู่ร่วมกัน เสร็จแล้วลงมาดาวดึงส์ไหว้ท่านพ่อ ท่านแม่แล้วลงมาที่ร่างกาย
เห็นเทวดาและพรหมท่านมามาก จึงขอร้อง ท่านลุงพุฒ (พี่) และท่านลุงใหญ่ (ลุง) ขอให้ท่านเมตตามาอธิบาย ท่านนำบัญชีมาให้ดู ท่านบอกว่า
อาการวันนี้ประเดี๋ยวก็หาย และต่อไปจะค่อย ๆ หาย จนถึงหายขาด ท่านกางบัญชีออกมา ท่านบอกว่า
ตัวหนังสือสีแดงยาวหลายหน้าสมุดนี้ เป็นการบอกอาการป่วยของคุณ ต่อไปไม่นานนักจะถึงที่สุดของหนังสือสีแดง มีหนังสือสีน้ำเงินแทนไม่ยาวนัก
จากนั้นมีหนังสือสีทองตลอดไป ท่านลุงบอกว่า
๑. หนังสือสีแดง บอกอาการป่วยไม่นานนักก็หมดแล้ว
๒. หนังสือสีน้ำเงิน บอกอาการปกติปลอดโรค
๓. หนังสือสีทอง บอกอาการโชคดีงานธรรมะมีผลดีมาก
เมื่อท่านอธิบายเสร็จ ท่านสหัมบดีพรหม กับ พระอินทร์ ท่านบอกให้ใช้ "อานาปา" พอใช้ "อานาปา" อาการคลายตัวลงแล้วหลับตื่นเวลา ๒๔.๐๐
น.เศษ ร่างกายโปร่งสบาย ไปส้วมกลับมาแล้วใช้ อานาปา ร่วม พุทโธ หลับไปใหม่ ตื่นตี ๓.๓๐ น. ใช้ "อานาปา" กับ "พุทโธ"
หลับต่อไปตื่นเอา ๖.๐๐ น.
วันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
เมื่อตื่นรู้สึกสบาย พอใกล้เวลา ๖.๐๐ น.ครึ่ง ปวดศีรษะฉันยาแก้ไข้แก้ปวดอาการก็ไม่ดีขึ้น วันที่ ๑๖-๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๑ ล้างท้อง
แม้แต่น้ำยาที่สวนเข้าไปก็ไม่อยากจะออกมา จึงเห็นว่าร่างกายแบบนี้ควรทิ้งไปได้แล้ว จึงขึ้นไปลาพระท่าน ท่านยับยั้งบอกว่าจะหายดีแล้วภายในไม่ช้านี้
3
พบพระอรหันต์วัดท่าซุง
ตอนสายนอนภาวนา เห็นพระมายืนห่าง ๆ ๒ องค์ ผิวคลํ้าทั้งคู่ คิดว่าผี จึงทำเฉย ๆ ต่อมาคิดว่าผีพระจะมาทำไม จึงถามท่าน ท่านบอกว่า
ผมไม่ใช่ผี ผมเป็นพระ ถามท่านว่า
ท่านอยู่ไหน ท่านบอกว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ก่อนตาย ถามท่านว่า
ท่านเป็นพระสมัยไหน ท่านบอกว่า สมัย หลวงพ่อเล่ง หลวงพ่อไล้ เมื่อถามถึงหลวงพ่อทั้งสอง ท่านทั้งสองก็ปรากฏองค์
หลวงพ่อเล่งท่านพูดว่า
คุณอย่าหนักใจคนแถวนี้เลยว่ามันขโมยของวัด เพราะมันขโมยมาเป็นปกติอยู่แล้ว สมัยผมมันก็ขโมยไม่เลือก
ถามพระหนุ่มสององค์ว่า สมัยหลวงพ่อทั้งสองมีพระอรหันต์ทำไมวัดไม่เจริญ เพราะพระอรหันต์มีที่วัดไหน วัดนั้นจะเจริญถึงที่สุดเป็นกฎธรรมดา
ท่านทั้งสองบอกว่า
วัดเจริญครับ มีกุฏิ ๘ หลังเรียงกับหอสวดมนต์ และมีกุฏิ ๙ ห้องอยู่หนึ่งหลัง ศาลา อุโบสถ วิหาร สมัยนั้นเจริญ แต่เมื่อสิ้นพระอรหันต์แล้ว พวกเจ้าอาวาส
ทายก ชาวบ้าน ช่วยกันขายหมด
วันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
วันนี้อาการไม่ดีมาก อยู่กับตายใกล้กันมาก อาการใกล้ตายมากกว่า ท้องอืดเสียทั้งวัน ตอนลงรับแขก ทายก วัดเขาไพร จังหวัดระยอง
ขอให้ไปช่วยวางศิลาฤกษ์อุโบสถ ทายกชุดนี้ขนน้ำปลา กะปิ ทุเรียน เงาะ มาถวายประจำปีละมาก ๆ เห็นว่าท่านดีจึงรับปากว่าจะช่วย
แต่มีข้อแม้ว่าถ้าป่วยไม่ไปกำหนดให้วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๓๒ เป็นวันวางศิลาฤกษ์
กลางคืนร่างกายอืดเสียดมากขึ้น เห็นท่าจะอยู่ไม่ไหวจึงออกจากกายเพื่อไปเมืองใหม่หรือเมืองแก้ว เทวดาท่านห้ามอีกแต่เมื่อจะไปก็ไปได้ พอไปถึงพระท่านห้าม
จึงกราบเรียนท่านว่า ทำงานสาธารณะแต่ตัวเองมีทุกข์หนักอย่างนี้ ขอลาก่อนกำหนด ตัดสินใจแน่ว่าไม่กลับละดูร่างกายมันคล้ายกองคูต
(อุจจาระ) นอนอยู่แสนจะรังเกียจ
พระท่านบอกว่า ไม่เป็นไรประเดี๋ยวก็หาย ฉันให้ซื้อรถเพื่อออกสงเคราะห์ คือสร้างความเข้าใจในธรรมแก่สาธุชนที่มาหาไม่ได้ เมื่อรถเสร็จโรคก็หายเด็ดขาด
ขณะนี้มันจะค่อย ๆ ลดตัวลงเรื่อย ๆ ท่านขอให้กลับจึงกลับมาเรียกหาลุงทั้งสอง
ท่านมากางบัญชีออกอ่าน ท่านบอกว่า อีกนานตาย แต่เราจะประมาทไม่ได้ เพราะโทษปาณาติบาตในชาติก่อน ๆ ทำไว้มาก จึงอยากจะตายเสียให้พ้นทรมาน
ลุงท่านเมตตากางบัญชีให้ดู กราฟของร่างกายเป็นเส้นสีแดงคดในที่บางแห่ง มีขอดใหญ่และค่อย ๆ เล็กลงตามลำดับท่านบอกว่า อาการวันนี้หนักที่สุด
พรุ่งนี้เบาลงและเบาลงตามลำดับ ไม่นานนักก็ปกติ
วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
วันนี้อาการลดลงมากตามที่ท่านลุงบอก เวลาที่เขียนนี้ใกล้ ๒๒.๐๐ น. มีอาการเสียดที่อกเพราะแก๊ส แต่น้อยกว่าวันที่ ๑๘ มาก จริงตามที่ท่านลุงท่านบอกไว้
พระท่านบอกว่า ยาขนานนี้ใช้ระบายถูกกับโรค ให้ใช้ไปจนกว่าจะหายขาด
วันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
วันนี้เมื่อตอนสาย ๘.๔๒ น. เห็นนิมิตเพราะคิดถึงหนังสือโลกทิพย์ที่ลงประวัติพระสงฆ์ คิดว่าเวลานี้พระที่จบประถมบริบูรณ์ ป.๔ มีเท่าไร
ทันใดนั้นท่านผู้ใหญ่สุดในบ้านก็มา ท่านบอกว่า ผมจะบอกให้ พอท่านเริ่มบอกพระผู้ใหญ่สุดท่านมา ท่านบอกว่า ฉันบอกเอง แล้วท่านก็บอกดังนี้
วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๓๑
พระที่จบ ป. ๔ มี ๔ องค์
พระที่จบ ป. ๓ กำลังเรียน ป. ๔ มี ๑๗ องค์
พระจบ ป. ๓ ยังไม่เข้าเรียน ป. ๔ มี ๑๓ องค์
ป. ๒ ที่เป็นพระจบ ๑ องค์
ที่เป็นฆราวาสจบ ๓๒ องค์
ป. ๑ พระ ๑๓ องค์ ฆราวาส ๑๓๗ องค์
อีก ๑๐ ปี พระจบ ป. ๔ อีก ๗ องค์ นอกนั้นจบเมื่อใกล้ตาย ฆราวาสจะจบ ป. ๔ เมื่อใกล้ตายจากนี้ไปอีก ๕๐ ปี อีกนับแสนองค์
อาการของโรควันนี้ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๓๑ ดีขึ้นตามที่พระและสองลุงท่านบอกไว้ ถ่ายง่ายอาการทางเสมหะเบา แต่ความร้อนภายในยังเบาเล็กน้อย
วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
วันนี้อาการทางร่างกาย แก๊สขึ้นแรงมาก เวลาที่แก๊สขึ้นเป็นประจำก็คือ ๑๕.๐๐ น. จึงต้องเลิกรับแขกเวลา ๑๕.๐๐ น. เมื่อถึงเวลาแก๊สขึ้น ไม่รอ ร้ายแรงมาก
ศีรษะปวดมาก ยืนโงนเงนเกือบทรงตัวไม่อยู่ เสมหะไหลขึ้นคอ
เมื่อเยี่ยมสุนัขเสร็จ ฉันยาเสร็จ ฉันยาน้ำผึ้งร่วมน้ำมะนาวและดีปลีผสมเกลือ ช่วยละลายเสมหะออกมานอนพักแบบนอนคอยตาย
ได้อาศัยยาถ่ายกระษัยเส้นช่วยลดแก๊สลง เวลา ๑๘.๓๐ น. ก็พอลุกจากที่นอนได้ แต่แรงน้อย เขียนบันทึกไม่ไหวต้องมาเขียนวันนี้ คือ ๒๒ ส.ค. ๓๑
เมื่ออาการหนักจิตก็จับพระนิพพาน และกายคตานุสสติ สักกายทิฏฐิ อารมณ์สบาย เมื่อพบพระ พระท่านบอกว่า
อาการวันนี้เป็นอาการที่ร้ายแรงที่สุด แต่ยังไม่ควรทิ้งมาให้กลับไปก่อน พรุ่งนี้วันที่ ๒๒ ส.ค. ๓๑ อาการต่าง ๆ จะลดลงแต่ยังไม่หาย แล้วท่านบอกว่า
พี่ทั้งสองมาอยู่ข้างหลัง พอเหลียวหลังไปเห็นท่านทั้งสองสว่างมาก ท่านทั้งสองยิ้มแล้วบอกว่า
เรื่องปัญญาช่วยมาเรื่อย ๆ แต่เรื่องกำลัง กำลังจะมอบให้เมื่อออกพรรษาแล้วไม่นาน
ท่านถามว่า จะเอาอย่างไหน ?
ในที่สุดท่านก็บอกว่า เอาทุกอย่างก็แล้วกัน
วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
พอรุ่งขึ้นวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๓๑ ร่างกายเพลียผิดปกติมันเหนื่อยมาก พระท่านบอกว่า น้ำในกายแห้งมาก ท่านให้ดื่มน้ำเกลือแร่ ๒ แก้วในตอนเช้า
ตอนบ่ายให้ดื่มอีก ๒ แก้ว ท่านบอกว่าจะบรรเทาความร้อนดื่มมากกว่านี้ไม่ดี ให้ค่อย ๆ ดื่มตามควร
ความจริงก็เป็นไปตามนั้น เวลา ๑๕.๐๐ น. เป็นเวลาแก๊สขึ้น วันนี้เบาบางมาก ปวดศีรษะน้อยงงน้อยตามท่านตรัสทุกประการ แต่ก็มีการละลายเสมหะด้วยยา ๒
ขนานตามที่บอกแล้ว เสมหะละลายคราวเดียวสำรอกออกมาแล้วพัก.
◄ll กลับสู่สารบัญ
((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))
webmaster - 23/3/10 at 14:25
4
เรื่องพิเศษวันนี้
ตอนก่อนเพล ทำสมาธิตึงไปหน่อย เลยไปไหนไม่ได้ เวลา ๙.๐๐ น. ลดกำลังลง เคลื่อนไหวสบาย เรื่องแปลกทางร่างกาย เพลียประสาทพร่า มองเวลา ๙.๐๐ น. เป็น ๑๑.๐๐
น. ออกไปจะฉันเพล แต่ไม่เห็นใครจัดอาหารไว้ นนทา บอกว่า กำลังจะไปดูอาหารในครัว เห็นนาฬิกา ๙.๐๐ น. เลยกลับมานอนใหม่
เมื่อเอนกายลงพร้อมกับอานาปานุสสติ รวมสมาธิเบา ๆ จิตจะเคลื่อนออกจากกาย เมื่อออกไปได้ ตั้งใจจะไปหาพระ พบลุงพุฒ กับ ท้าวเวสสุวัณ
และเทวดาอื่น ๆ มากท่าน ท่านยืนอยู่ข้าง ๆ ร่างกาย ท่านถามว่า จะไปไหน บอกท่านว่า จะไปหาพระ
ท่านบอกว่า คุยกันก่อน หยุดคุยกับท่านและเทวดาอื่น ๆ ในที่สุดก็กล่าวคำขอบคุณท่านที่ท่านยับยั้งไว้
และข้อความบางข้อที่เขียนบอกให้รู้ และขอให้ท่านช่วยยับยั้งเรื่องที่ไม่ควรท่านรับช่วย
พระยายมตัวแทน
เมื่อถามท่านว่า ท่านมาอย่างนี้งานของท่านไม่ขาดหรือ ท่านเลยชวนไปสำนักของท่าน ไปยืนดูท่านสอบสวน ท่านสุภาพและเมตตาเด็ก
ไม่มีอะไรน่ากลัวเหมือนข่าวลือ
มีภาพเด็กหญิงอายุ ๑๐ ปี ท่านเรียกมาสอบสวนท่านจับหัวลูบไปลูบมา ทำตนเหมือนญาติผู้ใหญ่จนเด็กนั้นสบายใจแล้ว ท่านจึงถามถึงบุญที่ทำ เด็กคนนี้ดีมาก
บอกว่าบูชาพระเสมอ เมื่อเธอพูดภาพเมื่อเป็นมนุษย์กำลังบูชาพระก็เกิดขึ้น โตเท่าตัวภาพชัดเจนมากและบอกว่า แม่ให้ใส่บาตรพระแทนในตอนเช้า
ภาพนั้นก็เกิดขึ้นในที่สุดท่านลุงก็บอกว่า ไปดาวดึงส์นะลูก มีเทวดานำเธอไปเข้าวิมานที่ดาวดึงส์ ภาพชัดเจนมาก
ต่อมาท่านลุงออกมาจากที่ทำงาน ท่านชี้ให้ดูที่ทำงาน ปรากฏว่า เป็นภาพท่านกำลังสอบสวนอยู่ ถามท่านว่า เป็นเพราะอะไร
ท่านบอกว่า ความเป็นทิพย์นึกให้มีรูปแทนก็มีและทำงานได้เหมือนกัน
เมื่อถามท่านว่า เหนื่อยมากไหม? ท่านตอบว่า ความเป็นทิพย์ไม่มีอะไรเหนื่อย เพราะไม่มีธาตุ ๔
ไม่มีอะไรหนัก จึงไม่เหนื่อย ท่านพูดต่อไปว่า ผมห่วงคุณ ผมมาร่วมกับ ท้าวเวสสุวัณ เสมอ คุณไม่ต้องกลัวผมขาดงานเพราะผมมีตัวทิพย์แทนตัว
คุยกันพักหนึ่งก็ลาท่านไปหาพระ ตอนนี้ไม่มีอะไรคุยเพราะไหว้ท่านแล้วก็กลับเพราะว่าเพลพอดี
ร่างกายที่นิพพานสวยจริง ๆ เห็นแล้วไม่อยากได้ร่างกายมนุษย์หรือเทวดาอีกเลย ชอบนิพพานแต่พระท่านบอกว่า ทำงานสงเคราะห์ไปก่อน เมื่อเสร็จงานก็มานิพพานได้
จบวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๓๑
วันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
วันนี้มีเรื่องไม่มาก เมื่อเวลาบ่าย ๑๓.๐๐ น. นอนภาวนาอยู่แล้วออกจากตัวไปไหว้พระ แต่พอออกจากตัวเห็นท้าวมหาราช มีท้าวเวสสุวัณเป็นผู้แทนพูด
พอพบหน้ากันท่านก็พูดว่า วันนี้มีแขกน้อยแต่ได้เงินเป็นพัน ถามท่านว่า หมายความว่าอย่างไร
เพราะการรับแขกไม่เคยคิดถึงเรื่องเงิน รับเพื่อสนองศรัทธาของท่านที่มา ท่านพูดว่า เมื่อวานนี้ได้ ๔๓๓ บาท
ประเดี๋ยวจะหาว่าเทวดาไม่ช่วย วันนี้จะช่วยให้ได้เป็นพัน
ทั้งนี้ต้องถือว่า ถ้าได้เงินถึงพันบาท ต้องถือว่าพยากรณ์ถูกนะ ท่านพูดจบท่านก็พากันหัวเราะ ก็เลยสนุกไปกับท่าน นอนหรืออยู่คนเดียวสงัดดี
จะรวบรวมกำลังใจเมื่อไรก็ได้ ถ้าอยากแก้เหงาก็คุยกับ เทวดา พรหม หรือ ท่านวิสุทธิเทพ พระที่นิพพาน
หลังจากที่หัวเราะกันสนุก มีเทวดามาร่วมวงอยู่มาก แต่ไม่มีนางฟ้า สงสัยว่าเธอจะรังเกียจพระ ต่อมาท่านลุงทั้งสองมาถึงวงคุยท่านบอกว่า
อาการป่วยของคุณดูตามบัญชีแล้ววันนี้ เบากว่าวานนี้มากแล้วท่านก็กางบัญชีให้ดู ท่านบอกว่า อาการขยุกขยิกของร่างกายเหมือนเส้นสีแดงนี้
แต่ไม่ช้าก็หายสนิท
ท่านบอกว่า รถที่ซื้อใหม่เป็นรถเงินรถทองนะ ไปที่ไหนคนที่นั่นมีลาภ
เมื่อคุยกันพอสมควรก็ชวนท่านไปหาโยมที่ดาวดึงส์ไปถึงโยมท่านก็ยืนยันอาการของโรคว่าทุเลาขึ้นทุกวัน บางวันจะสะดุดแรงหน่อย เมื่อไปสหัมบดีพรหม
ท่านบอกให้มาที่ประชุมใหญ่คือ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ที่นั่นรวมกันหมดต่างก็ยืนยันอาการป่วยเหมือนกัน
หลวงพ่อปาน ท่านห่วงตามไปถึงที่พระ พระท่านก็พยากรณ์เหมือนกัน ท่านบอกว่า ตอนบ่าย คุณกินยายับยั้งหรือไม่ก็ตาม
อาการปวดหัวเบามาก เพราะหลายวันมาแล้วต้องกินยาแก้ปวดหัว วันละ ๒-๓ ครั้ง วันนี้ตอนกลางวันไม่ต้องกินเลยมากินครั้งเดียวตอนเข้าที่พัก เวลา ๑๖.๓๐
น.
วันนี้ เมื่อถึงเวลา ๑๓.๓๐ น. ลงรับแขก มีโยมบุญมี เอาเงินมาถวายเจาะจงเป็นส่วนตัว ๑,๐๐๐ บาท โยมเยี่ยม ถวายเจาะจงเป็นส่วนตัว ๕๐๐ บาท
นอกนั้นที่เหลือญาติโยมใส่บาตร เป็นอันว่าท่านท้าวมหาราชมีท้าวเวสสุวัณเป็นองค์แทน พยากรณ์ตรงเป๋ง..!
5
เหตุที่ป่วย
อาการป่วยเรื้อรังเนื่องมาจากไข้มาลาเรีย เมื่อขึ้นดอยตุง มิถุนายน ๒๕๒๕ ลงมาก็เป็นไข้ และเจ้ามาลาเรียนี้มันคุดอยู่ภายในจนอาการโรคแปลก
และรักษาแบบไหนอาการก็ไม่ยอมลดตัว ยาทุกขนานมีผลตอนแรก ๆ ต่อมาก็สู้เจ้ามาลาเรียที่คุดอยู่ไม่ได้ ต่อมาเมื่อเดือน กรกฎาคม ๒๕๓๑ ท่านโกมารภัจจ์
ท่านชูยาให้ดู เป็นยาฉีดน้ำยาสีชา ท่านบอกว่า อยากตัดรากของโรคให้ใช้ยานี้ฉีด ๒ เดือน ๓ หลอด โรคจะหายขาด
จึงบอก หมอจรูญ, หมอมนตรี, หมอชนะ ทั้งสามหมอก็พากันไปหายา ยาที่มีหลอดสีชา น้ำยาสีชา อาจจะเป็นยาอะไรก็ได้เลยเดากันไม่ถูก ต่อมาเมื่อวันที่ ๕
สิงหาคม ๒๕๓๑ พระท่านบอกว่า เป็นยาควินนินเข้มข้นจะผสมกับอะไรก็ช่าง ให้ผสมควินนินเข้มข้นก็แล้วกัน และให้ใช้ยากระตุ้นหัวใจเล็กน้อย ยาขนานนี้ถูกกับโรค
ยาระบายประจำ ท่านบอกว่า ยาไทยให้ใช้ประจำจนกว่าจะถ่ายเองเป็นปกติ เมื่อได้ยาครบถ้วนแล้ว หมอจรูญ ได้ให้ยาสังหารมาลาเรียเป็นยารับประทานอีก
ทำให้ดีขึ้นเป็นลำดับ คิดว่าเจ้าโรคผีมาลาเรียสิงนี้คงจะหายขาดตามที่ท่านพยากรณ์ไว้
เมื่อหายแล้วก็เดินทางแจกธรรมะในสถานที่สมควร เดือนละเที่ยวเลือกที่ไปเฉพาะที่เอาจริง ปฏิบัติจริง ไม่ไปเพื่องานประจำของที่ใด
ก่อนหลับเห็นชายนุ่งผ้าแดงมากคน เดินเข้ามาทางประตูตึกเสือ ถามได้ความว่าเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยและเป็นคณะเพชรฆาต
เช้ามืดเวลา ๓.๓๐ น. ไปหาพระชมสถานที่อยู่เห็นสวยงามสว่างไสวมาก ลงมาหา ท่านสหัมบดีพรหม
ท่านให้ประชุมใหญ่ในสถานที่เคยประชุมท่านบอกว่าพร้อมเพรียงกันดี
วันนี้อาการทางร่างกายตอนเช้าดีขึ้น ๐๔.๐๐ น. ไปเดินจงกรม ท่านย่า กับ แม่ศรี มาเดินด้วย ท่านบอกว่า อาการของโรคจะบรรเทาลงมาก
ท่านบอกว่า สุนัขที่ตายหรือป่วยเธอมารับทุกขเวทนาแทนพ่อ ถามท่านว่า
เธอตายแล้วจะไปไหน พระท่านมาบอกว่า พวกนี้บารมีเต็มต่อไปเขาไปนิพพานหมด
วันที่ ๒๔ - ๒๕ สิงหาคม ๒๕๓๑ ร่างกายค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่ทว่าก็มีอาการรวนเรของร่างกายสลับบ้างแต่ไม่รุนแรงนัก
วันที่ ๒๕ สิงหาคม ทางร่างกายไม่ดีเพราะโผเผมาก ไม่มีแรงเดินคล้ายตัวจะปลิว อยากจะล้ม วันที่ ๒๖ ส.ค. จึงให้อี๊ดมาให้น้ำเกลือ ๑,๕๐๐ ซี.ซี.
เลยเมาน้ำเกลืออีก ตอนเย็นท้องถ่ายเลยโปร่ง แต่ปวดมวนท้องมาก ถามพระฯ และลุงฯ ว่า ต้องล้างท้องไหม ท่านบอกว่าไม่ต้องล้าง
ตอนดึกอาการโปร่งขึ้นเลยนั่งจัดรูปภาพวัดเพื่อพิมพ์หนังสือ
ตอนเช้ามืดใกล้สว่างเห็นหญิงคนหนึ่ง มีเนื้อเต็ม (อ้วน) ผิวขาวเธอนั่งแล้วยิ้ม สงสัยไม่ทราบว่าใคร ต่อมาเห็นหญิงหลายสิบคนนั่งเรียงแถวเรียงหนึ่ง
จึงถามลุงว่า หญิงพวกนี้เป็นใคร ลุงบอกว่า เป็นชุดเมียของคุณในอดีต เวลานี้เขาอยู่สวรรค์บ้าง
อยู่สูงสุดบ้าง เขาห่วงคุณมาดูแลช่วยรักษาคุณ เขามากันเป็นปกติทุกวันคุณไม่สนใจเขาเอง
6
วันไหว้สาร์ทจีน ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๑
วันนี้ เวลา ๑๐.๓๐ น. ทำกรรมฐานเรื่อยมาแต่ตอนเช้า เพราะว่างงาน เวลาเช้า ๑๐.๓๐ น. คิดจะไปไหว้พระฯ จึงออกจากร่างกายพบ ท่านย่า (แม่) และ
ท่านพรรณวดีฯ ท่านมาหาถามท่านถึงอาการโรค ท่านบอกว่า ไม่เป็นไรจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ
แต่มันจะมีอาการทรุดบ้างบางวันแต่ไม่มากนัก คุยกับท่านเล็กน้อย
ท่านลุงพุฒ มาท่านนุ่งโสร่งมีผ้าขาวม้าคาดพุง ท่านบอกว่า เวลาพอมีไปสำนักงานผมก่อนดีกว่า จึงหันไปชวนท่าน ๔
มหาราชและเทวดาบริวารของท่าน ท่านบอกว่า ผมไปด้วยครับ จากนั้นลุงนำหน้าพวกเราเดินตาม ออกเดินทางไม่ได้กี่ก้าวพบยักษ์สูงใหญ่ตนหนึ่งยืนอยู่ข้างทาง
เอามือกั้นทางแล้วพูดว่า
ท่านจงอย่าไปเลย วันนี้ตำแหน่งจักรพรรดิจะมาสู่ท่านแล้ว เมื่อใคร่ครวญดูก็ทราบว่ายักษ์ตนนี้เป็นยักษ์ปลอม จึงบอกว่าเอาหัวยักษ์ออกเถอะ
ท่านถอดหัวยักษ์ออกกลายเป็น ท่านสหัมบดีพรหม ไป ท่านบอกว่าไปด้วยกัน เมื่อถามถึง ท่านมาลัย (พระยามาราธิราช) ท่านสหัมบดีพรหมบอกว่า
อยู่ข้างหลัง จึงเห็นองค์ท่านต่างก็ร่วมกันเดินตามลุงฯไป
7
เข้าเขตพระยายมฯ
เมื่อเข้าเขตสำนักงานของลุง เห็นคนยืนเป็นกลุ่ม ๆ รูปไม่สวยผิวดำหน้าไม่สบาย มีด้วยกันสิบเอ็ดหมู่ แต่ละหมู่มีจำนวนมากนับเป็นพัน ๆ หมู่หนึ่ง ๆ
ก็มีเจ้าหน้าที่รูปร่างใหญ่กว่าพวกนั้นมาก สูงกว่าเยอะยืนถืออาวุธคุมอยู่หมู่ละ ๑ คน
จึงเฉียดเข้าไปดูถามลุงท่านว่า พวกนี้เป็นใคร..?
ท่านบอกว่า พวกนี้รอการสอบสวน ถ้านึกถึงบุญได้ก็ไปสวรรค์ นึกถึงบุญไม่ได้ก็ไปนรก ท่านบอกว่า แต่ละกลุ่มมีบาปไม่เหมือนกัน
มีกรรมบถสิบเป็นหลัก
๑. หมวดนี้หนักในทางละเมิดศีลข้อที่หนึ่ง ฆ่าสัตว์
๒. กลุ่มที่ ๒ หนักในทางลักทรัพย์
๓. กลุ่มที่ ๓ หนักในทางเจ้าชู้
๔. กลุ่มที่ ๔ หนักในทางดื่มสุรา เมรัย
๕. กลุ่มที่ ๕ หนักในทางมุสาวาท
๖. กลุ่มที่ ๖ หนักในทางกล่าวคำหยาบ
๗. กลุ่มที่ ๗ หนักในทางนินทา
๘. กลุ่มที่ ๘ หนักในทางขาดสติพูด พูดไร้ประโยชน์
๙. กลุ่มที่ ๙ หนักในทางคิดอยากได้ทรัพย์คนอื่น (อยากโกง)
๑๐. กลุ่มที่ ๑๐ หนักในทางอยากทำร้ายผู้อื่น
๑๑. กลุ่มที่ ๑๑ ไม่เชื่อพระธรรมวินัย ไร้เหตุผล
พวกนี้ มีหวังลงนรก ยากที่จะเป็นอิสระ เพราะพยานมาคอยพร้อมแล้ว..!
◄ll กลับสู่สารบัญ
((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))
webmaster - 3/4/10 at 08:53
8
พยานบาป
ท่านลุงชวนเดินต่อไป ผ่านอาคารสอบสวนไปทางทิศตะวันออก มองเห็นไก่ เป็ด หมู วัว ควายและสัตว์ต่าง ๆ ที่มนุษย์กินอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ ถามไก่ว่า
มีเท่าไร..ไก่บอกว่า นับแสน ถามเป็ด..เป็ดก็บอกว่านับแสนเหมือนกัน หมู วัว ควายก็เป็นแสนเหมือนกัน
ถามพวกเธอว่า มารวมกันทำไมมากมายอย่างนี้ พวกเธอบอกว่ามาเป็นพยานให้ พระยายม เมื่อท่านเรียกผู้ฆ่าสัตว์มาสอบสวน เธอจะเข้าไปรายงานก่อนว่าคนนี้
ฆ่า เชือด จับให้เชือด หรือ สั่งให้ฆ่า เป็นต้น
เป็นอันว่าวันนี้ วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๑ เป็นวันสาร์ทจีนของเจ๊กพอดี เลยทำให้คิดว่า สาร์ทจีนทั่วโลกต้องฆ่าสัตว์นับล้าน
พยานบุญ
เมื่อเดินเลยไปอีกก็มีคน สัตว์ อีกจำนวนมากแต่ไม่มากเท่าพยานบาป เมื่อถามเธอเธอบอกว่ามาเป็นพยานบุญที่เขาช่วยเหลือไว้ เมื่อพระยายมถามถึงบุญที่เขาทำ
ถ้าเขานึกไม่ออก เธอจะเข้าไปรายงานพระยายมว่าเขาเคยช่วยชีวิตไว้
เมื่อพระยายมรับฟังแล้ว จะให้เขาไปสวรรค์ก่อน ชมมาถึงแค่นี้ก็ใกล้เวลาจะเพลจึงกลับ แต่ก่อนถอนสมาธิมีเสียงบอกว่า วันนี้มีคนถวายเงินหมื่นนะ แล้วก็ถอนสมาธิ เมื่อลงรับแขกก็มีชายหนุ่มถวายเงินหมื่นบาททันที คำพยากรณ์ของท่านไม่เคยพลาด
เวลาเช้ามืดของวันนี้ตื่นนอนสายไปหน่อย เพราะยาที่ฉันเข้าไปถ่ายรุนแรงมาก คิดว่าหมดวาระจึงถามพระท่านว่า งดยาระบายได้หรือยัง ท่าน บอกว่า ยัง
เพราะมีอุจจาระจับแข็งในช่วงบนของช่องท้องมาก ต้องระบายต่อไปอีก
ถ้าหยุดระบาย ของเก่ายังเหลือใหม่ก็ก่อตัวขึ้น โรคจะมากอีก ขอให้อดทนไล่ไปให้หมด จะได้หายขาด ตอนสาย ท่านย่า มา แม่ศรี มา ถามท่านว่า
หยุดยาระบายได้หรือยัง แม่จิต มาบอกว่า ยัง เพราะส่วนบนของช่องท้องยังค้างมาก ขอให้ใช้ยาระบายต่อไป
๒๗ สิงหาคม ๒๕๓๑
วันนี้ตอนใกล้ค่ำนอนพักเพราะท้องปั่นป่วน วันนี้วันสังฆกรรมแต่ลงสังฆกรรมไม่ได้ ด้วยก่อนเวลาลงสังฆกรรมปวดหัวมาก ต้องกินยาแก้ปวดหัวในขณะที่รับแขก
เมื่อนอนพักคนเดียวอารมณ์สบายมากคิดว่า เราจะรักษาอารมณ์สมาธิให้ทรงตัว จึงเริ่มภาวนาคาถาบทสุดท้ายเมื่อศึกษา จับอานาปานุสสติช่วยจิตสงัดอารมณ์สบาย
ตั้งใจจะรักษาไว้สักครึ่งชั่วโมง
แต่เวลาผ่านไปประมาณ ๓ นาทีเห็นท่านย่า และบรรดาแม่ทั้งหลายมามาก จึงละ "อานาปา" คุยกับท่านประเดี๋ยวหนึ่งพระท่านก็มา
ท่านชวนว่าไปสำนักพระยายมกันเถอะพร้อมใจกันไป พระท่านนำ
เมื่อถึงสำนักพระยายม เห็นคนคอยการสอบสวนมากมาย มองไปข้างหน้าเห็นพยานบาปและพยานบุญรออยู่มากมาย พระท่านบอกให้ยืนด้านหลังพระยายม ชมบริเวณ
เป็นบริเวณที่สวยงามมากโปร่งเย็นตาทุกคนในที่นั้นแต่งตัวเรียบร้อยไม่มีใครน่ากลัวเลย สายตาและวาจาเป็นมิตรของผู้ถูกสอบสวน
9
สถานที่สอบสวน
มีโต๊ะ ๓ ตัว พระยายม อยู่กลาง สองข้างด้านหน้า มี ๒ โต๊ะ ด้านซ้ายของพระยายม มีโต๊ะของนายบัญชี (ท่านลุงใหญ่) ท่านนั่งคนเดียว แต่มีเจ้าหน้าที่
ที่นั่งกับพื้นด้านหลังท่านมีหลายคน มีบัญชีเล่มใหญ่ เมื่อถามเอาความจริงว่า
ในเมื่อมีอารมณ์เป็นทิพย์ต้องจดบัญชีหรือ?
ท่านตอบว่า ไม่ต้องจดแต่มีไว้แสดงให้เห็นเป็นสมุดบัญชีสำหรับคนมาชมเท่านั้น เมื่อเวลาแสดงกฎของกรรมต้องแสดงบัญชี
มิฉะนั้นจะไม่มีใครเชื่อ นายบัญชีมีหน้าที่รู้กฎของกรรม การเกิด และการไปรับของเทวดาที่ไปรับคนมาสอบสวน (คนตาย)
โต๊ะด้านขวามือของพระยายม มีเจ้าหน้าที่ ๑ คน มีหน้าที่รายงานเรื่องบาป บุญ ของผู้มารับการสอบสวนหรือกำลังสอบสวนยังไม่ถูกล่ามโซ่
เมื่อผู้มารับการสอบสวน ท่านผู้นี้จะรายงานเรื่องบาปที่ทำมา เมื่อท่านรายงานจบพระยายมจะถามผู้ถูกสอบสวนว่า เธอทำตามนั้นจริงหรือ
เมื่อผู้ถูกสอบสวนไม่ค้านก็เป็นอันว่าเธอยอมรับตามนั้น
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็รายงานผู้ที่ถูกสอบสวนการทำบุญ เมื่อถูกสอบสวนยอมรับว่าทำบุญตามนั้น พระยายมก็จะบอกให้ไปรับผลของความดีคือสวรรค์ก่อน
เรื่องการถูกลงโทษเอาไว้ภายหลัง ที่โต๊ะ พระยายม ด้านหลังท่านมีคน ๔ - ๕ คนเป็นเทวดาที่เรียกว่าเทวทูต มีหน้าที่นำผู้มีบุญไปสวรรค์
โดยพระยายมจะบอกว่าไปสวรรค์ชั้นไหนตามกำลังของบุญ
บุคคลตัวอย่าง
มีสาวอายุ ๑๘ ปี อยู่จังหวัดอุบลฯ ตายเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๓๑ นี้เอง เธอมีรูปร่างค่อนข้างโปร่งผิวคลํ้า มีไฝหรือขี้แมลงวันที่โคนขา
ทราบจากการสอบถามเธอเมื่อเสร็จจากการสอบสวนแล้ว
เมื่อเธอถูกนำตัวเข้าไปเพื่อสอบสวน ผู้รายงานที่โต๊ะขวาได้รายงานบาปของเธอว่า เธอสุ่มปลา จับกบ จับเขียด ปลาไหล ตีงู เพื่อนำมาเป็นอาหาร เธอยอมรับหมด
เมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศบาปของเธอ รูปการกระทำเป็นภาพปรากฏเหมือนดูภาพยนตร์ เธอหน้าซีด
ต่อมาเจ้าหน้าที่ประกาศเรื่องทำบุญว่า เธอเคยใส่บาตรแทนแม่และแม่ใช้ให้ใส่บาตร เธอเคยบูชาพระ เธอเคยไปทำบุญที่วัด เธอเคยถวายสังฆทาน เธอยอมรับว่าทำจริง
เจ้าหน้าที่กล่าวต่อไปว่าเธอเคยขโมยไก่ชาวบ้าน เธอค้าน บอกว่าไก่เขาจะฆ่าในวันรุ่งขึ้น เธอขโมยไปปล่อยวัดเพื่อให้ไก่พ้นจากการถูกฆ่า
เมื่อเธอพูดจบก็มีไก่ตัวเมียมีขนลายเดินเข้ามาสู่ที่ประชุม ไก่ยืนยันว่าเธอเองคือไก่ที่ถูกขโมย เพราะบ้านนั้นเขาเชือดไก่ขาย
วันรุ่งขึ้นเธอจะถูกฆ่าเกิดความไม่สบายใจ เดินมาข้างกรงขังเวลากลางคืน พอดีสาวคนนี้เดินมาไก่จึงยืนดูเธอ
เธอได้จับไก่ขึ้นมาแล้วพาไปปล่อยที่วัดใกล้บ้านที่เธอเคยไปทำบุญ เวลานี้ยังมีชีวิตอยู่ มาถึงตรงนี้เกิดสงสัยว่า เมื่อไก่ยังไม่ตาย
ไก่มาสำนักพระยายมได้อย่างไร ?
พระยายมท่านบอกว่า ด้วยบุญของเมตตาบารมีของเธอบันดาลให้เกิดภาพไก่มารายงาน เมื่อท่านพูดถึงอำนาจบุญก็หมดสงสัย เมื่อการสอบสวนเสร็จ
พระยายมท่านบอกว่า ความดีของเธอมีมากที่ทำบาปเพราะความยากจนบังคับก็เห็นใจ
ท่านจึงถามว่า หนู...บุญอะไรที่เธอมั่นใจ และจำฝังติดใจ เธอบอกว่า ถวายสังฆทานค่ะ เมื่อ ๓ ปีที่ผ่านมาได้ไป วัดท่าซุง กับแม่
ไปเพื่อรับยันต์เกราะเพชร แม่ได้ถวายสังฆทาน เธอเกาะถังใส่สังฆทานและพระพุทธรูป ประเคนหลวงพ่อองค์นี้ เธอชี้มาทางผู้เขียน
ภาพนี้เธอจำติดตาและติดใจตลอดเวลา
และเมื่อเป่ายันต์ ท่านให้ภาวนา พุทโธ เพื่อรักษายันต์ไว้ป้องกันอันตราย เธอก็ภาวนาเสมอ แต่ทว่า เวลาสุ่มปลาวันไหนภาวนาว่า พุทโธ ไปด้วย
วันนั้นไม่ได้ปลา เวลาจะสุ่มปลาต้องละพุทโธชั่วคราว
เมื่อพระยายมท่านฟังแล้วท่านบอกว่า เอ็งไปรับผลบุญก่อนไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่านบอกว่า วิมานมีคอยเอ็งอยู่แล้ว แล้วท่านก็สั่งเทวทูตว่า
จงพาแม่หนูคนนี้ไปวิมานของเธอ มีเทวดาท่านหนึ่งพาเธอไปวิมาน คณะของเราตามเธอไปด้วย
วิมานของเธอเป็นวิมานอันดับสูงสุดของวิมานทองคำ ทองสุกอร่ามมากเครื่องประดับวิมานสวยมาก เครื่องประดับกายก็สวยแต่ผ้าที่นุ่งสีเขียว
ถามเธอว่าเพราะอะไรจึงมีผ้านุ่งสีเขียว เธอบอกว่าเมื่อเป็นมนุษย์ชอบสีเขียว (น้ำเงิน)
10
นิมิตก่อนตาย
ถามเธอว่า ความดีที่เป็นบุญเธอมีมากขนาดนี้น่าจะไปสวรรค์เลย ไม่น่าจะต้องเข้าข่ายสอบสวน เธอตอบว่า เธอป่วยเป็นโรคปวดท้อง มันปวดเสียดมาก
จะนึกถึงบุญและภาวนาไม่ไหว แม่บอกให้นึกถึงพระก็นึกไม่ไหว มันปวดเสียดมากจริง ๆ
ขณะที่ป่วยหนักใกล้ตายเห็นภาพงูลายสอที่เคยตีเอามาให้พ่อเลื้อยมา หลังจากนั้นอารมณ์ก็มืดนึกถึงบุญไม่ออก อารมณ์มืดไปครู่หนึ่ง มารู้สึกตัวเมื่อเห็นคน ๔
คนนุ่งกางเกงแดงไปรับ เขาบอกว่า ไปเถอะถึงเวลาแล้วก็เดินมากับเขา เขาพาไปรวมกับพวกรอการสอบสวน พอดีเมื่อคณะไปถึงก็ถึงวาระที่เธอต้องเข้ารับการสอบสวนพอดี
เวลานี้เธอเป็นสุขแล้วเป็นห่วงพ่อกับแม่ เธอบอกว่า เธอกำลังเตรียมตัวไปหาพ่อกับแม่ ถามเธอถึงฐานะเมื่อเป็นมนุษย์ เธอบอกว่าฐานะยากจน
ที่ต้องทำบาปเพราะความจำเป็นไม่ทำก็ไม่มีกับข้าว ใจจริงแล้วไม่อยากทำบาป ชอบทำบุญมากกว่า รวมความว่า เธอมีสุขแล้ว เหลือแต่พวกเราเถอะจะไปทางไหนกันแน่
หัวค่ำ วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๓๑ ชมข่าวโทรทัศน์ทราบว่า สมเด็จพระสังฆราช สิ้นพระชนม์ ก็เลยคิดถึงตัวเองว่า พระสังฆราช ท่านเป็นผู้ใหญ่
บุญใหญ่ บุญใหญ่บารมีใหญ่ขนาดนี้ท่านยังสิ้นพระชนม์ เราก็กำลังรอความตายอยู่จึงเห็นว่า ร่างกายทรัพย์สมบัติทั้งหลายไม่มีความหมาย
ความตายเป็นสมบัติที่เราต้องการ
หมายความว่าเรากำลังเดินเข้าไปหาความตายทุกวินาที วันเวลาล่วงไปเท่าไรเราก็ใกล้ความตายเข้าไปเท่านั้น คิดว่าสมเด็จฯท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างนั้น
ท่านคงไปอย่างน้อยก็พรหมชั้นที่ ๑๒ กระมัง ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่รู้ พูดตามความรู้สึกในจริยาวัตรของท่าน
หันมามองดูตัวเองชักจะหนักใจเพราะตัวเองไม่ดีเหมือนท่าน ตายแล้วเราจะไปทางไหน หันมาหันไปไม่รู้จะทำอะไรดีเลยตัดสินใจซ้อมตายดีกว่า
เริ่มจับอานาปา เมื่อเวลา ๒๐.๐๐ น. นอนทำ ค่อย ๆ สังเกตลมหายใจเข้าออกเห็นว่าค่อย ๆ เบาลง ๆ เบาลง ๆ ตามลำดับ ในที่สุดลมก็ละเอียดมาก ใจสงบ
แล้วตัวอีกตัวหนึ่งมันก็ออกไปจากตัวที่นอนตัวใหม่นี้สวยมาก เบา ไม่มีนํ้าหนัก สว่างและแพรวพราวเหมือนแก้ว ก็ทราบว่าตัวนี้คือเราเอง
ตัวที่นอนคือเรือนร่างที่อาศัยมันแสนจะสกปรกโสโครกน่าเกลียด
เมื่อมองแล้วไม่คิดอยากจะอยู่กับมันต่อไป มันมีแต่ทุกข์ พอคิดเท่านี้ท่านแม่ก็มาพร้อมกับคณะของลูก ท่านมาเตือนว่ายังไม่ถึงเวลาไปช่วยงานของพระท่านก่อน
อาการป่วยจะค่อย ๆ คลายหายไปตามกำหนดเวลาที่พระท่านบอก เวลานั้นพอดีท่านลุงท่านมาจากสำนักของท่าน ท่านชวนไปชมงานของท่าน
พอดีพระท่านมา ท่านผกาพรหม และ ท่านชมภู ก็มาเลยชวนกันไปสำนักของท่านลุง ท่านลุงเตือนว่า คุณอย่าเพ่อไปเพราะงานที่พระท่านจะมอบหมายให้ทำมีมาก ทำเพื่อความเข้าใจของพุทธศาสนิกชน เมื่อไปถึงสำนักของท่านลุงแล้ว
เจ้าหน้าที่จัดการต้อนรับดีมาก ชมงานของท่านลุงตอนแรก ๆ ไม่ชอบใจเลยเพราะแถวยาวเหยียดนั้นไปนรกหมด
บุคคลตัวอย่าง
ต่อมา เมื่อมีชายคนหนึ่งร่างกายใหญ่โต ผิวคลํ้า อายุประมาณ ๗๐ ปีเดินเข้าที่สอบสวน ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ผู้ประกาศความประพฤติว่า นายกิ่ง
(ชื่อสมมุติ) เธอเป็นทายกวัดเป็นคนเคร่งครัดในระเบียบ ผู้พบเห็นศรัทธาเธอมาก แต่เบื้องหลังแกบังคับพระให้อยู่ในอำนาจ (คนนี้ตายเมื่อ วันที่ ๑๘ สิงหาคม
๒๕๓๑) ชอบเอาของสงฆ์เข้าบ้านและมีอะไรอีกมาก
เมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศจบ ท่านลุงท่านก็ถามนายกิ่งว่า กิ่ง เธอทำอย่างนั้นหรือเปล่า นายกิ่งตอบว่า
ตามที่เจ้าหน้าที่พูดนั้นเป็นความจริงทุกอย่าง ท่านลุงจึงบอกว่า กิ่งเธอทำกรรมหนักมากของสงฆ์มีอันตรายใหญ่เธอเอาของสงฆ์ไปใช้มีเวลาถึง ๓๑ ปี โทษนี้ต้องลงอเวจีมหานรกและต้องลงนรกอีกหลายขุม
กิ่งฟังแล้วก้มหน้าน้ำตาไหล
เมื่อนายกิ่งนิ่งเจ้าหน้าที่ก็ประกาศต่อไปว่า ส่วนที่เป็นกุศลนายกิ่งรักษาศีลห้าบริสุทธิ์ทุกสิกขาบทมีเรื่องเดียวที่เสียคือบังคับพระให้อยู่ในอำนาจ
แล้วนำของสงฆ์ไป ทำไปเป็นครั้งคราว ประกาศที่สองนายกิ่งชอบบูชาพระและสวดมนต์ ตั้งใจบูชาและสวดด้วยความเคารพเป็นปกติ
บทที่ชอบสวดที่สุดคือธรรมจักร เมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศจบท่านลุงก็ถามนายกิ่งว่า ที่เขาพูดนั้นจริงหรือ
นายกิ่งยอมรับว่าจริง
เจ้าหน้าที่ประกาศต่อไปว่า การให้ทานเป็นปกตินายกิ่งชอบใส่บาตรเป็นประจำทุกวัน และเคยถวายสังฆทานมีผ้าไตรของใช้ อาหารแห้ง พระพุทธรูป ถวาย ๑
ครั้งในชีวิต ท่านลุงถามว่า เธอทำอย่างนั้นจริงหรือเปล่า นายกิ่งยอมรับว่าทำจริง ท่านลุงถามว่า บุญที่ทำทุกอย่างเธอมั่นใจบุญอะไรมากที่สุด นายกิ่งตอบว่า มั่นใจบูชาพระและสวดมนต์ที่ติดตาติดใจมากที่สุดคือถวายสังฆทาน
ท่านลุงพูดว่า การทำบุญอย่างนี้น่าจะไปสวรรค์โดยตรง ไม่น่าจะต้องถูกจับมาสอบสวน
ท่านว่าก่อนที่เขาจะนำมาเธอไม่ได้นึกถึงบุญเลยหรือ นายกิ่งตอบว่า เมื่อป่วยใหม่ ๆ นึกถึงสวดมนต์และถวายสังฆทาน แต่เมื่อใกล้จะตาย
(ตายด้วยโรคลมขึ้นแน่นจุกหน้าอก) มีเสียงเหมือนใครเอาของหนักมาขว้างที่ฝาบ้านดังปังถนัด จึงตกใจลืมบุญทั้งหมด
ใจว้าวุ่นกลุ้มพร้อมทั้งอาการจุกเสียดเกิดขึ้นอย่างหนัก อารมณ์มืดชั่วครู่ ก็เห็น ๔ ท่านมาบอกว่า ฉันมารับขอให้ตามมา แล้วก็ตามท่านมา มายืนคอยอยู่นาน
จนกว่าจะถึงเวลาสอบสวน
ท่านลุงฟังแล้วท่านก็บอกว่า เออดีแล้วยังนึกถึงบุญกุศลได้ เอ็งไปรับผลความดีก่อน เรื่องอเวจีเอาไว้ภายหลัง
ไปเป็นเทวดาแล้วพยายามสร้างความดี อย่าให้พลัดลงมาได้นะ อานิสงส์สวดมนต์ทำให้เอ็งไปเป็นเทวดาชั้นยามา
อานิสงส์สังฆทานเป็นเหตุให้มีวิมานและเครื่องประดับทิพย์
การถวายพระพุทธรูปร่วมสังฆทานเป็นเหตุให้เป็นเทวดาที่มีอานุภาพมาก เอ็งไปได้แล้วฉันช่วยได้แค่นี้นะ ถ้าพลัดลงมาอีกเอ็งต้องไปอเวจีแน่
แล้วท่านลุงก็ให้เทวดานำนายกิ่งออกเดินทางไปชั้นยามา ร่างกายเธอสวยมาก วิมานก็สวย พวกเราก็ลากลับแล้วก็สะดุ้งตื่นพอดีจบเรื่องนายกิ่ง.
◄ll กลับสู่สารบัญ
((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))
webmaster - 12/4/10 at 08:14
11
บันทึก วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๑
ขอนำเรื่องของวันที่ ๒๘ และ ๒๙ มารวมกัน เพราะทั้งสองวันนี้ไม่ใคร่มีเรื่องอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มาเล่าสู่กันฟังเพราะว่าเมื่อวันที่ ๒๙ หมอจำนูน
ร่วมกับคณะเอาครอบฟันมาใส่ให้ฟันมันเกิดภายหลังเรา แต่เป็นอนัตตาก่อนร่างกาย เมื่อยังไม่ได้ใส่ครอบฟันกินอะไรไม่ได้เลย
พอกินปั๊บ..มันยัดช่องว่างปุ๊บ..ปวดแป๊บทันที ทรมานด้วยอาการเป็นทุกข์
เพราะความเป็นอนัตตาของฟันมาสองอาทิตย์ ต้องกินขนมจีนแทนอาหารอื่นเพราะขนมจีนเคี้ยวง่าย เมื่อหมอจำนูนมาใส่ครอบฟันให้เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๑
เริ่มกินอาหารได้ เลยฉลองครอบฟันเสียอิ่มแปล้ไปเลย เอาละฟุ้งเรื่องฟันมาพอสมควร พอที ขืนฟุ้งมากผู้อ่านจะรำคาญ วันนี้มาคุยกันเรื่องอะไรดี
จะเล่านิทานก็นึกไม่ออก เล่าเรื่องประสบการณ์ดีกว่า..
เป็นอันว่าวันที่ ๒๙ สิงหาคมว่างเล็กน้อยพอควร เวลา ๑๘.๐๐ น. เศษอยู่คนเดียว กำลังนั่งรำพึงถึงร่างกายว่า สมเด็จพระสังฆราช
วัดราชบพิตรท่านมรณภาพแล้ว ประวัติของท่านดีมาก เป็นพระที่ควรแก่การบูชา เลยนึกถึงตัวเองก็รู้สึกว่าใกล้ตายเต็มที
ดูนั่นดูนี่มันก็มีแต่เสื่อมมันจะพังเมื่อไรก็ให้มันพัง นั่งนึกเพลินไป
ขณะที่เพลินอยู่มีชายสองคนอายุมากแล้ว ท่านบอกว่า "ท่านเมืองยม" มายืนใกล้ ๆ ท่านชวนไปดูงานที่บ้านท่าน บอกท่านว่า เวลานี้จะค่ำแล้วและใคร ๆ
ก็ไม่ทราบว่าไปไหน ถ้าเขาขึ้นมาไม่พบจะเกิดโกลาหลกันใหญ่ท่านทั้งสองบอกว่า เรื่องใกล้ค่ำไม่เป็นไร ผมเอารถมารับ ถ้าเกรงว่าใครไม่รู้ว่าไปไหน
ผมจะให้คนของผมคอยอยู่บอกความจริง
เมื่อเห็นว่าท่านพูดดี ไม่มีอาวุธก็เลยไปกับท่านทั้งสอง ท่านพาไปขึ้นรถที่หน้าที่พัก รถของท่านจอดที่ตรงนั้น รถใหญ่มากนั่งได้ นอนได้ เดินเล่นได้
ขณะเดินถ้าเดินยังไม่หยุดก็ยังไม่ถึงท้ายรถ รถของท่านดูเหมือนยืดได้ ท่านขับรถพาวิ่งมาทางตะวันออกเฉียงใต้ ประเดี๋ยวเดียวก็ถึงสำนักงานของท่าน
พอมองไปเห็นสำนักงานก็ทราบว่า ที่นี่ สำนักงานของพระยายม คิดในใจว่าเราเข้าเกณฑ์สอบสวนแล้วหรือ
ดีใจว่าคราวนี้พ้นทุกข์จากร่างกายที่แสนทุกข์เสียที เมื่อรถจอดทั้งสองท่านก็บอกให้ลงจากรถเดินตามท่านไป
เมื่อเข้าไปในสถานที่ก็พบญาติที่รู้จักมาคอยอยู่ก่อนมากมาย ชั้นแดนดินมีหัวหน้าชั้น ๔ ท่าน คือท่านท้าวธตรฐ ท่านท้าววิรุฬหก ท่านท้าววิรูปักข์
ท่านเวสสุวัณ พร้อมด้วย "อินทกะ" มากมาย ท่านทั้งหมดยิ้มและโบกมือให้ นอกจากนั้นก็ยังมีอีกหลายชั้นและมากท่านมารออยู่ที่นี่
ท่านชมภู และ ท่านผกาพรหม เข้ามาหา ท่านบอกว่ายังไม่ตายนะ พี่ท่านไปรับมาดูการสอบสวน
ท่านต้องการให้พบคนที่ทำบาปและบุญคล้ายคลึงกัน สองท่านที่ไปรับคือท่านลุง และท่านพี่
เมื่อท่านผกาพรหมพูดจบ ท่านลุงและท่านพี่ก็เปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่เปลี่ยนรูปใหม่ จากนุ่งโสร่ง เมื่อไปรับเปลี่ยนเป็นนุ่งผ้าพื้น
จากรูปอ้วนดำใหญ่กลายเป็นคนสวย ท่านเดินเข้ามาหาแล้วบอกให้นั่งบนแท่นสำหรับนั่ง แล้วท่านก็ถามว่า เมื่อผมไปรับแปลกใจไหม
ได้บอกท่านว่า ไม่แปลกใจและไม่ตกใจ เพราะห้องพักอยู่ชั้น ๓ กว่าจะขึ้นไปพบได้ต้องผ่านประตู ๓ ประตู ทุกประตูปิดและใส่กลอน
มนุษย์ธรรมดาเข้าไปไม่ได้ ผีภายนอกก็เข้าไม่ได้เว้นไว้แต่ผีผู้มีพระคุณเท่านั้นจึงเข้าได้
ท่านถามว่า อย่างผมนี่เรียกว่าผีหรือ ได้บอกท่านว่า อย่างนี้เขาเรียกว่า "ผีหน้านรก"
คืออยู่หน้าเขตของนรกไม่มีภัยแก่ใครทั้งหมด และอุตส่าห์สร้างความมุสาเอารถเข้าไปจอดในรั้วแคบ ๆ ซึ่งปกติแล้วรถจอดไม่ได้ และเข้าไม่ได้เพราะมีกำแพงกั้น
ทั้งสองท่านฟังแล้วท่านก็ยิ้ม
ท่านบอกว่า ดีแล้วที่จำได้ ที่ไปพามาก็เพราะอยากให้เห็นคนมาที่นี่แล้วไปสวรรค์ จะได้ทราบว่า พระยายมไม่น่ากลัว
ท่านบอกว่าให้คอยดู จึงนั่งดูการสอบสวน งานสอบสวนไม่ได้หยุด พระยายม ๑ ไม่อยู่ พระยายม ๒ ก็สอบสวนแทน (รูปนิมิตแทนตัว)
เห็นผู้ถูกสอบสวนเสร็จแล้วถูกนายนิริยบาลนำไปนรกมากมายผ่านไปประมาณ ๒๐ คนเศษ
ได้ยินเจ้าหน้าที่ประกาศเรียกหญิงคนหนึ่งไม่ขอออกชื่อเพราะชื่ออาจจะเหมือนใครเข้า จะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น หญิงคนนี้ตายเมื่อตอนกลางเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๑
อยู่ทางตะวันออกของประเทศไทย อายุ ๕๓ ปี
เมื่อเธอเข้ามาที่เจ้าหน้าที่ เธอมีเครื่องแต่งกายเหมือนที่บวชในเมืองไทย เมื่อเธอมายืนแล้วเจ้าหน้าที่ก็ประกาศว่า เมื่อเธออายุ ๑๒ ปี
เธอฆ่าไก่เพื่อแกงขายเอาเงินมาใช้ใช่ไหม เธอตอบว่าใช่ เจ้าหน้าที่ไม่พูดเรื่องมากมายเพราะคนนี้จนบาป เสียงเจ้าหน้าที่บอกว่าบาป นอกจากนี้ของเธอไม่มี
การเดิน หรือ นั่ง นอน ทับสัตว์ตายเพราะไม่รู้ไม่ถือว่าเป็นบาป
แล้วเจ้าหน้าที่ก็พูดถึงบุญ เธอเคยเอาเงินที่รับจ้างได้ผสมกับเงินนายจ้างที่ใช้เธอไปซื้อของเพื่อทำบุญมีไหม เธอตอบว่ามีเป็นปกติ ก่อนนอนเธอบูชาพระ
สวดมนต์ เป็นปกติใช่ไหม เธอตอบว่าใช่เจ้าค่ะ
เจ้าหน้าที่ถามว่า เธอไม่ประสงค์แต่งงาน เพราะเห็นว่าเป็นทุกข์ใช่ไหม เธอตอบว่า ใช่เจ้าค่ะ
เจ้าหน้าที่ถามว่า เธอถวายสังฆทานกี่ครั้งในชีวิต เธอตอบว่า ๑๗ ครั้งเจ้าค่ะ
เจ้าหน้าที่ถามว่า เคยภาวนาใช่ไหม เธอตอบว่า ตั้งแต่อายุ ๑๙ ปีเป็นต้นมา ภาวนาก่อนหลับเป็นปกติเจ้าค่ะ
เสียงเจ้าหน้าที่บอกว่าหมดภาระของฉันต่อนี้ไปเป็นหน้าที่ของท่านพระยายม
เธอเข้ามาใกล้โต๊ะหรือแท่นของพระยายม นั่งลงกราบแล้วก็ยืนขึ้นตามระเบียบ เธอเป็นคนเรียบร้อยสงบเสงี่ยมน่ารักมาก พระยายมถามเธอว่า เธอฆ่าไก่เพื่อแกงขายใช่ไหม เธอตอบว่า ใช่เจ้าค่ะ
ท่านบอกว่า บาปของเธอแม้มีครั้งเดียว ก็หนักมาก พยานเขามาคอยเธอนานแล้ว
ท่านพูดจบไก่ก็โผล่ออกมาไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนมาก่อน ไก่รายงานว่าจับเธอแล้วหลับตาเอาหัวไก่ตีกับเสาจนไก่ตาย ใจร้ายมาก
พระยายมท่านถามว่า จริงไหม เธอตอบว่าจริง ที่ทำอย่างนั้นก็เพราะความจนไม่มีเงินพ่อแม่ตาย มีคนจะซื้อแกงไก่ เขาชี้มาว่าถ้าแกงไก่ตัวนี้เขาให้เงินมาก
เพราะความจนไม่มีเงินใช้จึงทำ หลังจากนั้นแล้วก็พยายามทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ไก่ เพื่อให้อโหสิกรรมทำอย่างนี้ทุกวันที่บูชาพระ และนั่งทางธรรม เวลาที่ผ่านมา
๓๐ ปีเศษ ไก่ได้รับหรือเปล่าจ๊ะ ไก่ตอบว่าได้รับและอโหสิกรรมให้แล้ว
พระยายมท่านถามว่า เมื่ออโหสิกรรมให้แล้ว เธอบอกว่าเขาทำร้ายเธอทำไม ไก่ตอบว่าประสงค์จะประกาศการอโหสิกรรมให้เธอทราบ
เมื่อก่อนหน้าจะตายขณะที่เธอภาวนาอยู่ จึงแกล้งส่งเสียงดังเหมือนไก่ร้องให้เธอได้ยิน
เมื่อเธอได้ยินเสียงไก่เธอก็ตกใจ จังหวะภาวนาก็หยุดเวลานั้นเธอก็จากร่าง ซึ่งถ้าปล่อยให้ภาวนาตามปกติเธอจะไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทันที
โอกาสที่จะประกาศอโหสิกรรมก็จะไม่มี ไก่พูดแล้วก็หายไป เมื่อไก่ไปแล้ว ท่านก็บอกว่า วันนี้ผมให้คุณชมเรื่องเดียวนะครับ
เพราะเมืองมนุษย์ใกล้สว่างแล้วเชิญกลับเอง รถสำหรับไปส่งไม่มี มีแต่รถที่ไปรับ
พอท่านพระยายมพูดจบ เสียงฮาดังสนั่น ต่างคนต่างกลับขณะที่เดินกลับรู้สึกเหนื่อย ได้ยินเสียงครืนครันที่ประตู
ลืมตาขึ้นมาเห็นเด็กมาขนกระเป๋าเอกสารเพื่อไปทำงาน เธอถามว่า วันนี้คุณตาทำไมนอนตื่นสาย ก็บอกเธอว่า ตานั่งตรงนี้ตั้งแต่ ๑๘.๐๐ น.
ยังไม่ได้นอนเลยเวลาเท่าไรแล้ว เด็กบอกว่า ๘ โมง แล้วค่ะ ตกใจคิดว่าวันนี้ฝันเรื่องราวใหญ่โตมาก โบราณท่านว่า กินมากขี้มาก พูดมากโกหกมาก นอนมากฝันมาก
ข้อท้ายคงไม่ถูกเพราะฉันไม่ได้นอนเลย นั่งตรงนี้ตั้งแต่ ๑๘.๐๐ น. มารู้สึกตัวตื่น ๘.๐๐ น.ของวันใหม่
ไม่ได้นอนสักนิดฝันใหญ่ใช้ไม่ได้ไม่ตรงตำราโบราณวันนี้ขอจบเพียงเท่านี้ ขณะที่บันทึกนี้จบตอน ๒๓.๐๐ น. ขอลานอนนะเจ้าข้า...!
บันทึก วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
วันนี้ วันที่ ๓๐ ส.ค. ๓๑ เรื่องของวันที่ ๓๐ นี้ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ร่างกายก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ วันนี้ไม่มีอาเจียนตอน ๑๖.๐๐ - ๑๗.๐๐ น.
ปลอดไปหนึ่งวันละนับตั้งแต่อาเจียนมาเป็นปี เรื่องอาเจียนเวลาเย็นหรือตอนค่ำนี้ไม่มีใครเห็น มี พระอนันต์ และ พรนุช
ซึ่งมีหน้าที่จัดยาแก้โรคให้กินตามหมอสั่ง พระอนันต์ มีหน้าที่คุมกลัวล้ม และถือหม้อน้ำล้างท้อง นอกจากนี้คิดว่าคนที่เข้าใจตามความเป็นจริงนั้นหายาก
เป็นอันว่าเรื่องร่างกายขอผ่านไป
วันนี้อยากจะคุยเรื่อง พระปัจเจกพุทธเจ้า สักหน่อย เพราะเมื่อตอนสายของวันที่ ๒๘ ส.ค. ๓๑ เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น.
นอนภาวนาตามปกติ หมายความว่า เวลาไหนไม่ภาวนาเวลานั้นร่างกายผิดปกติมาก ภาวนาไปโดยไม่คิดคำนึกถึงเรื่องอะไร
ต้องการให้จิตเป็นสุขเพราะมีอารมณ์ว่างจากนิวรณ์
ว่าเพลงภาวนาไปได้สักนาทีเศษ ๆ จิตก็สงบอารมณ์เรียบร้อยมีความสุข เมื่อจิตสงบนิวรณ์ห่างไปอารมณ์ใจก็เริ่มเป็นทิพย์
ก็เกิดภาพพระขึ้นสององค์สว่างไสวมากสวยมาก เห็นท่านยิ้มน้อย ๆ ที่เรียกว่าแย้ม จะใช้คำว่าแย้มก็กลัวว่าเด็กไม่เข้าใจ
เพราะหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออ่านเล่นไม่ใช่ตำรา
เมื่อท่านยิ้มก็กราบท่านทั้งสององค์ องค์ที่สองท่านพูดว่าทำรูปพระปัจเจกพุทธเจ้าไว้ให้สาธุชนบูชาซิ เขาบูชาโดยไม่เห็นรูปมานานแล้ว
ถ้ามีรูปด้วยจิตเขาจะรวยทรัพย์ก็ได้รวยบุญก็ได้ หรือรวยทั้งทรัพย์ทั้งบุญก็ได้ สุดแล้วแต่คนบูชา พอท่านบอกว่ารวยก็ชื่นใจเพราะคนทุกคนอยากรวย
จึงถามท่านว่า จะให้ทำรูปร่างอย่างไร ท่านบอกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้ากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
รูปที่นิพพานแล้วเหมือนกัน แต่เวลาปั้นให้ทำเกศต่างกันนิดหน่อยตามนี้ แล้วท่านก็ทำให้ดูแบบที่ท่านบอกให้เรียกไม่ถูกอยากเห็นก็เดือนมีนาคม ๒๕๓๒ วันที่ ๑๑-๑๒
มี.ค. ไปดูที่วัดท่าซุงก็แล้วกันคงปั้นเสร็จ
ท่านสั่งว่า ก่อนช่างลงมือปั้นให้ชุมนุมเทวดาก่อนตามแบบของหลวงพ่อปาน แล้วท่านบอกว่า ฉันจะช่วยบรรจุกำลังให้เต็มอัตรา
ส่วนพระองค์ที่หนึ่งท่านก็บอกว่าพระพุทธชินราช ในวิหารฉันจะช่วยบรรจุกำลังให้เต็มอัตราเหมือนกัน
นิมิตวันนี้ดีมากเป็นเรื่องเป็นราวดี นิมิตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองไม่เหมือนฤทธิ์ ฤทธิ์สร้างขึ้นได้แต่นิมิตสร้างไม่ได้ เพราะไม่ใช่ฤทธิ์
ต่อมาวันที่ ๒๙ ส.ค. จึงไปที่วิหารบอกให้ช่างปั้นทำตามนิมิตและกำหนดสถานที่ให้ คิดว่าจะปั้นหน้าตัก ๔ ศอกหลังคาจะต่ำไปหรือไม่ก็ไม่ทราบ ถ้าหลังคาต่ำไป
๔ ศอกไม่ได้ก็เอา ๓ แค่สามศอก ตามแต่สถานที่จะอำนวย พอมาถึงวันที่ ๓๐ ส.ค.ตอนใกล้ค่ำนิมิตเก่าเกิดอีก
คราวนี้ท่านบอกให้ปั้นขนาดหน้าตัก ๓๐ นิ้ว สององค์ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนึ่งองค์และพระปัจเจกพุทธเจ้าหนึ่งองค์ ทำไว้เพื่อให้คนที่ประสงค์จะปิดทอง จะได้ปิดได้ตามความพอใจ และท่านบอกว่า ทองที่เขาทำบุญมาคราวก่อนยังมี
สร้อยทองคำที่เขาทำบุญมาหลังงานหล่อรูปยังมีอยู่ให้รวบรวมหล่อรูปพระปัจเจกพุทธเจ้าให้หมดเจ้าของทรัพย์สินจะได้มีลาภ ถามท่านว่า จะจัดงานเมื่อไร
ท่านบอกว่า วันแรม ๗ ค่ำ เดือน ๔ ตรงกับวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๓ เป็นวันเริ่มงาน วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๓ ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ
เดือน ๔ (เป็นวันเสาร์และอาทิตย์) เป็นวันเททอง ใครมีปฏิทินร้อยปีที่ตรง ๆ โปรดตรวจสอบด้วย ขึ้นแรม วันที่ ในปี พ.ศ.๒๕๓๓ ตรงตามนี้ไหม
คนเขียนไม่มีปฏิทินร้อยปีเลยเขียนตามท่านบอกถ้าผิดก็แก้กันใหม่ท่านกำหนดให้หล่อรูปพระปัจเจกพุทธเจ้าตามนี้
ถ้าไม่ผิดจากปฏิทินขอเชิญมาร่วมงานด้วยกันทุกคนนะงานปั้นพระและหล่อพระไม่มีตัวแทนรับเงิน ถ้าทำบุญขอให้ทำโดยตรงก็แล้วกัน พระปัจเจกพุทธเจ้าที่หล่อ
เมื่อหล่อแล้วจะเอาไว้ที่ มณฑปท่านปู่ท่านย่า หน้าวิหารร้อยเมตร
วันนี้งงเพราะดึกมาก ขอลานอนก่อนนะ...
บันทึก วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๓๑
วันที่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๓๑ คุยกันด้วยเรื่องที่พบวันนี้ วันนี้เป็นวันจ่ายสิ้นเดือน เดือนหนึ่งจ่ายเงินสองครั้ง คือกลางเดือนและสิ้นเดือน
การจ่ายไม่มีเงินสด โอนจากธนาคารสะดวกดีมากไม่มีอะไรเป็นกังวล
แต่ก็ต้องตื่นเต้นนิดหนึ่งที่ร้านค้าร้านหนึ่งโทรศัพท์มาถามว่าวันนี้วัดไม่โอนเงินให้หรือปกติร้านนี้โอนสิ้นเดือน แต่วันนี้ไม่โอนให้เพราะเงินในธนาคารหมด
เมื่อเขาถามมาก็บอกว่าเงินหมดรอให้มีเสียก่อนเงินของเขาห้าหมื่นเศษ เวลาผ่านไปประมาณ ๑๐ นาทีเศษ ๆ มีโยมหญิงอายุมากแล้วนุ่งผ้าโจงกระเบน
มาขอพบก่อนเวลารับแขก ท่านมาคนเดียวท่าทางรีบร้อนมาก เป็นคนค่อนข้างผอมผิวเนื้อดำแดงอายุประมาณ ๖๐ ปีเศษ
เมื่อเห็นว่าเป็นคนแก่มาคนเดียวมีท่าทางรีบร้อนก็อนุญาตให้พบได้
เมื่อเข้ามาพบได้ถามท่านว่า คุณโยมมาจากไหนท่านตอบยาวมากฟังไม่รู้เรื่องครั้นถามว่า คุณโยมมีธุระอะไรโยมเหลียวหน้าเหลียวหลังท่าทางระแวง จึงบอกว่าคุณโยมไม่ต้องกังวลในห้องนี้คนอื่นเข้ามาไม่ได้ พูดได้ตามสบาย
คุณโยมถามว่า วันนี้จ่ายเงินค่าวัตถุก่อสร้างและเรื่องอาหารของใช้ในวัดขาดเท่าไรจ๊ะ ได้บอกโยมว่า ขาดไปเกือบหมื่น
โยมนิ่งเฉยมองหน้าเล็กน้อย แล้วโยมก็ขยายชายพกหยิบเงินออกมา เป็นธนบัตรใบละ ๕๐๐ ครบ ๖๐,๐๐๐ บาท เมื่อถามว่า คุณโยมทำบุญอะไร
คุณโยมบอกว่า ทำบุญที่ขาดชำระหนี้เขาไม่หมดโปรดชำระให้ครบเถอะจ๊ะ โยมคุยอีก ๒-๓ คำก็ลากลับ
จึงเปิดประตูให้ออกหันมาบอกพระว่าโยมจะกลับบ้านให้ไปบอก กำนันสมนึก ให้เอารถไปส่งโยมที่ท่ารถ เมื่อสั่งเสร็จหันมาจะบอกโยมให้รอรถ
ปรากฏว่าโยมหายไปให้คนค้นหาก็ไม่พบจึงโทรศัพท์ให้ธนาคารมารับเงิน แล้วโอนให้ร้านค้าครบจำนวนหนี้เหลือนิดหน่อย
เรื่องอย่างนี้เป็นของไม่แปลกเพราะมีเป็นปกติ สิ้นเดือนนี้รายจ่ายเรื่องของเด็กนักเรียน ค่าอาหารและอย่างอื่นรวม ๕ หมื่นเศษ ครูอีก ๔ หมื่นเศษ วัด ๒
ล้านเศษ มันก็น่าจะไม่พอจ่าย สำหรับเรื่องของวัดจ่ายตอนกลางเดือนไปแล้ว ๗ แสนเศษ คงมีคนคิดว่ารวยนะ ขอให้เป็นไปตามที่ท่านคิดเถอะ
และขอให้คนคิดรวยด้วยแต่ละเดือนก่อนถึงวันกลางเดือนและสิ้นเดือนหายใจไม่ใคร่ปกติ เพราะเกรงเงินจะไม่พอจ่าย เรื่องกินเองไม่หนักใจมีน้ำปลา น้ำพริก
เท่านั้นพอใจแล้ว แต่ก็มีญาติโยม เอาอาหารมาเลี้ยงพระเสมอ ทุ่นค่าใช้จ่ายไปเยอะ ขอบคุณที่เมตตาพระ...
◄ll กลับสู่สารบัญ
((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))
webmaster - 22/4/10 at 05:00
12
พระศรีอาริย์มาช่วย
วันนี้โชคดีตอน ๑๐ น. เศษ โยมเอาเงินมาช่วยชำระหนี้ตอนบ่าย ๑๓.๓๐ น. พระศรีอาริย์มาช่วยรักษาโรค โชคดีจริง ๆ เมื่อลงไปรับแขก
พบแขกพิเศษแต่งตัวสวยมีบริวาร ๔-๕ คน นุ่งขาวห่มขาวมีผ้าสะไบสีทอง เป็นสาว ๔ คน เป็นชายหนุ่มน้อย ๑ คน
พอพบกัน..คือพอพระนั่งบนที่นั่ง คณะพระศรีอาริย์ ท่านมาคอยอยู่แล้ว ท่านไม่พูดพล่ามทำเพลง ท่านเริ่มโองการทันที เสียงไพเราะและดังมาก
ท่านพูดภาษาเทวดาเล่นเอาเทวดาฟังไม่รู้เรื่อง เลยปล่อยให้ท่านบรรยายไปตามความรู้ของท่าน พอเข้าใจว่าท่านบรรยายการถอนโรคในสำนวนท่านบอกว่า
"หลวงพ่อปานท่านขอร้องให้มาช่วยรักษาตามความสามารถของท่าน ท่านบอกว่าคนไข้ ๒ คน ท่านช่วยได้ ๑ คน อีกหนึ่งคนต้องปล่อยไปตามกฎของกรรม.."
ท่านบรรยายจบหญิงสาวและชายหนุ่มน้อยก็ร่วมกันสวด สวดทำนองไพเราะมาก มีสามทำนอง สวดอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงจึงขอให้ท่านหยุด เพราะคนมาคอยหลายร้อยคนแล้ว
ถ้าจะถามว่าพระศรีอาริย์จริงหรือไม่ ก็ขอตอบว่า
เจ้าตัวท่านบอกว่าเป็นพระศรีอาริย์ เป็นการเข้าทรง ถ้าถามว่า เชื่อไหม ก็ขอตอบว่า
เมื่อเห็นว่าไม่เป็นพิษเป็นภัยก็ไม่ขัดคอใคร ถ้าเป็นพิษเป็นภัยหรือเกินจำเป็น ก็เอาเหมือนกันถ้าเขาไม่ฟังก็แรง
นอกจากโยมผู้เมตตา พระศรีอาริย์สงเคราะห์แล้ว ก็มีนักปราชญ์นอกคอกถามปัญหาหลายคน คนหนึ่งถามว่า
ท่านมีความเห็นอย่างไรที่สร้างวัดใหญ่โตอย่างที่เป็นอยู่นี่ ตอบเธอไปว่า วัดนี้สร้างตามใจผู้มีศรัทธาในเมื่อท่านให้เงินมา
ก็ทำตามที่ท่านประสงค์
คนที่สองถามว่า ท่านมีเทคนิคอย่างไร จึงมีคนเขาอุดหนุนมากอย่างนี้
ตอบเธอว่า ฉันไม่มีเทคนิค มีแต่ความรู้สึกว่าเป็นพระเท่านั้น จริยาทุกอย่างทำตามที่พระท่านสอน
คนที่สามถามว่า พระที่ท่านปลุกเสก การปลุกเสกเป็นอวิชชาใช่ไหม
ตอบเธอในทำนองอนุโยคว่า เธอรักษาศีลห้าครบแล้วหรือ?
เธอตอบว่า ไม่ครบ จึงบอกเธอว่า เมื่อตนเองยังมีศีลห้าไม่ครบ จะรู้เรื่องอวิชชาได้อย่างไร พระที่ท่านทำการปลุกเสก
ท่านใช้ฌาน ๔ บ้าง สมาบัติแปดบ้างบางท่านใช้ผลสมาบัติ
ถามเธอว่า สมาบัติที่ว่ามานี้เป็นวิชชาหรืออวิชชา เธอไม่รู้เรื่องเลย น่าสงสารคนโง่ขนาดนี้ยังมีในเขตพระพุทธศาสนา
คนที่สี่ถามว่า ที่บอกว่าคนรักษาศีลห้ายังหยาบอยู่มาก พระโสดาบันก็มีศีลห้าใช่ไหมครับ?
ตอบเธอในทำนองอนุโยคว่า พระโสดาบันมีกี่ขั้น?
เธอตอบว่า เธอไม่รู้ จึงบอกให้เธอไปดูตำราเสียใหม่
เธออยากรู้จึงบอกให้ทราบว่า พระโสดาบันมี ๓ ขั้น คือสัตตักขัตตุง บารมีอ่อนมาก บำเพ็ญอีก ๗ ชาติไปนิพพาน โกลังโกละ บารมีอย่างกลาง
บำเพ็ญบารมี ๓ ชาติไปนิพพาน และเอกพิชี บำเพ็ญบารมีอีกชาติเดียวไปนิพพาน ทุกขั้นต้องมีศีลห้าร่วมกรรมบถสิบ
วันนี้ดึกมากแล้วขอลานอน...
วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๑
วันนี้วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๑ เรื่องของวันนี้มีไม่มากเพราะมีแขกมาพบจริง ๆ เพียงสองคน ไม่เหมือนวันที่ ๓๑ ส.ค. ๓๑ มีแขกมาเกินสองร้อยคน
วันนี้มีเรื่องจะรายงานให้ทราบก็คือ อาการทางร่างกายพอจะดีขึ้นบ้างไม่อาเจียนตอนเย็นเป็นวันที่สามแล้ว
แต่ก็หนักใจนิดหนึ่งที่วันนี้กำลังเตรียมกระเป๋าเพื่อเดินทางไปสอนพระกรรมฐานที่ซอยสายลม กรุงเทพฯ การไปสอนกรรมฐานที่ซอยสายลม
ถ้าจะพูดกันเรื่องทางร่างกายแล้ว ก็ต้องพูดว่า ไปเพิ่มอาการให้ใกล้ตายมากขึ้น เพราะกว่าจะเลิกสอนมาใช้เวลาทำงาน ๔ วัน เพิ่มโรคไป ๔ เท่าที่อยู่
หลายครั้งที่คิดว่าอาจจะตายขณะสอน
คราวนี้ก็เหมือนกันอาการทางเสมหะเบาลง แต่ที่ขณะเขียนอยู่นี่ปวดท้องมาก รอเวลามาจนดึกมันก็ไม่หายปวด เลยเขียนหนังสือแบ่งความกังวล
แทนที่จะให้กังวลเรื่องหนังสือเสียทางหนึ่ง จะได้คลายความรู้สึกปวดท้อง เรื่องการป่วยเป็นของธรรมดา มันต้องป่วยและไม่ช้ามันก็คงตาย
มันตายเมื่อไรเราสุขเมื่อนั้น เมื่อมันยังไม่ตายก็รับทุกขเวทนาไปพราง ๆ ก่อน จนกว่ามันจะตาย เรื่องร่างกายหยุดเพียงเท่านี้นะ
มาคุยกันเรื่องรับแขกดีกว่า วันนี้ อาจารย์สุรพล กับ เพื่อนมาขอแตรวงไปบรรเลงในงานวันการศึกษานอกโรงเรียน ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนแห่งนี้ดีมาก
มีระเบียบการถูกใจมาก เจ้าหน้าที่อันมีผู้อำนวยการเป็นประธานคล่องตัวดีมาก โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา ที่ตั้งขึ้นเองจ่ายเงินเอง
แต่เป็นเงินของท่านผู้เมตตาให้มา ขึ้นอยู่กับการศึกษานอกโรงเรียนแห่งนี้
ท่านช่วยทุกอย่างนักเรียนจะเรียนชั้น ม.๔ ทางการศึกษาธิการจังหวัดเขาไม่อนุญาต แต่ทางกรมการศึกษานอกโรงเรียนเขาอนุญาตให้และประสานงานดีมาก
ให้ความสงเคราะห์อนุเคราะห์ทุกอย่างรวดเร็วทันใจแป๊ะแป๊ะเลยชอบใจ เราขอไปท่านให้มา ท่านขอมาเราก็ให้ไป อย่างนี้แป๊ะชอบใจ
ในเมื่อท่านมาหาแตรวงให้ไปบรรเลงฟรี นักเรียนชายหญิงโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยาบรรเลง เราก็ให้ท่าน
แต่แป๊ะก็ตั้งราคาไว้คือว่าเมื่อเสร็จจากการบรรเลง ขอให้เลี้ยงข้าวต้มเครื่องแก่นักเรียนที่บรรเลง คราวนี้ถ้าท่านเลี้ยงคราวต่อไปขอได้อีกเพราะแป๊ะชอบ
คราวนี้ถ้าไม่เลี้ยงคราวต่อไปไม่ให้อีก เพราะแป๊ะไม่ชอบใจ
เมื่อตกลงกันแล้วก็คุยกัน ในฐานะที่ท่านเป็นจานสังกะสี จานประเภทนี้แตกยาก ไม่เหมือนจานกระเบื้องถามท่านถึงเรื่องไทยสมัยเก่าคือไทยมะลิวัลย์
ท่านบอกว่า ท่านไม่รู้เลยท่านอาจจะอมภูมิก็ได้หรือโนภูมิก็ได้เหมือนกัน ในเมื่อแป๊ะเป็นคนถาม ท่านบอกไม่รู้ แป๊ะก็เลยโม้ตามวิสัยเจ๊กขี้คุย คุยสั้น ๆ ว่า
ไทยมะลิวัลย์เข้ามาหยุดอยู่ที่อินเดีย หลังจากไทยอาหม ยกเข้ามาอยู่ในอินเดีย ๑๐๐ ปี หลังจากนั้นแป๊ะก็ฟุ้งเรื่องไทยมะลิวัลย์ปลอมที่มีในเมืองไทย
ได้เวลาสมควรท่านก็ลากลับ เมื่อท่านกลับแป๊ะก็ไปอาบน้ำ กินยาแล้วนอนปวดท้องมาจนถึงเวลา ๒๔ น. เห็นว่ามันไม่หยุดปวด แป๊ะเลยหยิบปากกามาโม้ต่อไป
แต่เรื่องไทยมะลิวัลย์นี้ไม่คุยต่อ เพราะเป็นเรื่องสะเทือนใจชนชาติบางชาติ ของดไว้เพียงเท่านี้
หลังจากนี้จะคุยเรื่องอะไรดี เรื่องโม้ของวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๑ ควรจะหมดแล้ว กลับไปเอาเรื่องวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๑ มาคุยอีกสักนิดจะได้หายปวดท้อง
เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๓๑ มีญาติโยมมาจากจังหวัดตากพวกหนึ่ง อีกพวกหนึ่งมาจากบางปู จ.สมุทรปราการ พวกบางปูคุยเรียบร้อย แต่ญาติโยม จ.ตาก
คนหนึ่งเป็นหญิงอายุประมาณ ๔๐ ปีเศษ ท่าทางออกในทางโยคีมากสักหน่อย ท่านพูดตอนหนึ่งว่า หลวงพ่อเจ้าคะ นำนั่งสมาธิสักนาทีสองนาทีได้ไหม?
พอพูดถึงตรงนี้เกิดภาวะฉุกเฉินเกิดขึ้น ต้องละปากกาชั่วครู่วิ่งเข้าส้วมเพราะปวดท้องขี้ เห็นจะเป็นเพราะพูดเรื่องของม่วยก็ได้แต่ก็มีผล
เมื่อขี้ออกมาแล้วอาการปวดท้องบรรเทาลงมาก
พูดเรื่องของม่วยต่อไป เมื่อม่วยขอให้นำนั่งกรรมฐานท่าทางของม่วยมีทีท่าเคร่งครัด พูดไม่ยิ้ม อาการแบบนี้เห็นพังมามากแล้ว เพราะเครียดมากเกินไป
เข้าเขตอับในทางปฏิบัติ จึงบอกเธอว่า
การทำสมาธิเดี๋ยวเดียวไม่มีประโยชน์ เวลานี้เป็นเวลารับแขก คนอื่นยังคอยอยู่อีกหลายสิบคน ถ้าจะปฏิบัติกรรมฐานให้ไปที่ห้องปฏิบัติกรรมฐาน
เพราะเขากำลังทำกันอยู่ ม่วยถามว่า จะมาวันไหนได้ จึงบอกเธอว่า ที่วัดนี้ฝึกกรรมฐานทุกวันตลอดปี เธอก็เฉยไป
ต่อมา น้อย กูรมะโรหิต เธอเดินขึ้นมา น้อย คนนี้มีเมตตากรุณาเป็นเบื้องหน้า มีพรหมวิหารสี่ครบสงเคราะห์สัตว์
โดยเฉพาะหมาในวัดเธอซื้อยามารักษาเป็นเวลาแรมปีแล้ว หายามาให้กิน ฉีดยาให้ หาอาหารให้ เธอเพียบพร้อมด้วยพรหมวิหารสี่ เธอเล่าถึงอาการป่วยของสัตว์
แป๊ะก็เลยบอกว่า หมาของแป๊ะมีเกือบร้อยตัว ต้องให้ จำปี และ จ.ส.ต.พเยาว์ ขับรถพาไปหาหมอรักษากันทั้งปี
ม่วยเธอฟังแล้วเธอถามแป๊ะว่า เลี้ยงไว้ทำไมตั้งเกือบร้อยตัว แป๊ะเลยตอบว่า ปัญหานี้ไม่ควรตอบ
ชักสงสัยเหมือนกันว่า ตอนแรกเธอชวนนั่งกรรมฐาน ตอนหลังเธอบอกว่าเลี้ยงหมามากไม่ดี คนที่เจริญพระกรรมฐานนั้น ถ้าขาดพรหมวิหารสี่แล้ว
ทำไปยันตายก็ไม่มีผล
หยุดเพียงนี้นะพูดมากเกินไป ถ้าบังเอิญม่วยอ่านหนังสือนี้เข้า ม่วยจะด่าแป๊ะเอา แต่เมื่อม่วยด่าแป๊ะไม่ได้ยิน แป๊ะเลยไม่เดือดร้อน ม่วยเองจะเร่าร้อนแย่
เพราะทราบว่าไม่มีผล
หมดเรื่องแล้วนี่จะคุยอะไรกันอีก เวลานี้ก็ดึกสงัดคนอื่นเขานอนกันหมดแล้ว
หลับหรือไม่หลับก็ไม่ทราบเวลานี้มีเพื่อนคุ้มผีก็คือวิทยุของตำรวจที่เขาเปิดรับไว้ ยังพูดเสียงแจ้ว ๆ ตำรวจเองนอนฟังหรือหลับฟังก็ไม่ทราบ
ห้องใกล้กันได้ยินเสียงเลยพอเอาเสียงเป็นเพื่อนกันกลัวผีไปได้
13
ผีมาแล้ว
เมื่อพูดถึงผีก็พอดีผีโผล่หน้ามาพอดีมีหลายผี หนึ่งผีพระยายม สองผีหลักเมืองกรุงเทพฯ ผีอื่นก็มีแต่ท่านยืนเฉย
เสียงผีหลักเมืองกรุงเทพฯบอกว่า ต่อไปอย่าเรียกผีนะ ก็แกเป็นผีจะให้แป๊ะเรียกอะไร (แป๊ะรำพึง) ท่านผีหลักเมืองให้เรียก "พ่อปู่"
แป๊ะหนักใจเพราะถ้าเป็นแค่พ่อพออาศัยได้ แต่ถ้าเป็นปู่แก่เหลาแหย่อย่างนั้นจะอาศัยอะไรได้ ผีกรุงเทพฯ เลยยอมจำนน ท่านพูดว่า ที่มานี่ไม่ได้มาหลอก
มาเยี่ยมและจะบอกว่าลาภใหญ่จะเกิดขึ้นมาแล้ว ธันวาคม ๒๕๓๑ ลูกหลานจะเริ่มเป็นสุข เพราะลมหนาวจะมา ความร้อนจะคลายตัว น้ำฝนจะหายชื้น
พิโธ่เอ๋ย... อุตส่าห์เป็นผีพยากรณ์ส่งเดชอย่างนี้ใคร ๆ ก็รู้ ท่านคุยโวต่อไปว่า นอกจากที่บอกมาแล้ว ระวังทุกคนที่เล่นลาภลอยไว้ลาภจะลอยมาหา
ฟังแล้วอ่านแล้วก็เฉยไว้ก่อน ไม่เห็นน้ำอย่าตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกอย่าโก่งหน้าไม้ จะเหนื่อยเปล่า ท่านผีกรุงเทพฯกลับไปแล้ว
ต่อมาก็เป็นผีเมืองยม วันนี้ท่านไม่ชวนเที่ยว ท่านเห็นว่าเหนื่อยมากท่านบอกว่าร่างกายจะค่อยดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต้องกังวลมาก
สิ่งที่ปรารถนาสมหวังทุกอย่าง แต่ห้ามหวังมีเมีย ความจริงเรื่องมีเมียนี้ไม่น่าเตือนเพราะแป๊ะตัดได้เด็ดขาดแล้ว เพราะเพียงแต่จะยืนหรือเดินแป๊ะก็ไม่ไหวแล้ว
เป็นอันตัดได้แน่เพราะไม่มีแรงสู้เมีย
ท่านถามว่า พ.ศ. ๒๕๓๒ สร้าง "พระปัจเจกพุทธเจ้า" ปั้น พ.ศ. ๒๕๓๓ หล่อพระปัจเจกพุทธเจ้าโลหะ เอาแน่หรือ บอกท่านว่า ถ้ายังไม่ตายก่อนทำแน่ เรื่องทุนไม่สำคัญไม่มีเงินก็เป็นหนี้เขาก่อน ท่านก็เลยพูดว่าที่หลักเมืองเขาพูดนั้นจริงนะ
ท่านทิ้งท้ายเท่านี้แล้วท่านก็หายไป..!
◄ll กลับสู่สารบัญ
((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))
webmaster - 1/5/10 at 09:47
14
แขกเมืองบน
แขกเมืองบนคือแขกเมืองนางฟ้า เรื่องที่พูดนี้ ท่านผู้อ่านอย่าลืมว่า เป็นหนังสืออ่านเล่น ห้ามคิดว่าเป็นตำรา หรือเรื่องจริง
ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องจริงอยู่ด้วยก็ไม่ควรเชื่อ อ่านส่งเดชไปก็แล้วกัน เมื่อรำคาญไม่ถูกใจก็โยนทิ้งไป อยากอ่านใหม่ก็ซื้อมาใหม่..หมดเรื่องไป !
แขกเมืองบนท่านแรกที่สุดเป็นแขกคนแก่ ท่านเรียกแป๊ะว่า.."ลูก" ท่านบอกว่า ดึกแล้วลูกพักผ่อนเสียเถอะ แม่จะบอกให้ ไปซอยสายลมคราวนี้ร่างกายพอทนไหว
สอน "กสิณ" นั้นดีคนสนใจกันมาก ผลที่จะได้รับ ทำให้นักบุญเข้าใจเรื่องทรงอารมณ์สมาธิ
แต่เรื่องรถที่ปรับปรุง ๒ คัน สร้างใหม่หนึ่งคัน ทั้งหมดนี้เป็นรถที่จะใช้ในงานบุญแม่ขอร่วมด้วย แม่จะช่วยหาเงินถ้าลูกหลานที่ช่วยขัดข้อง
ตั้งแต่ธันวาคม ๒๕๓๑ ไปแล้ว แม่จะช่วยทุกคนให้เบาใจ เดือนธันวาคม ๒๕๓๑ นี้ ท่านยืนยันกันสามท่านแล้ว เป็นอันว่าท่านเตือนให้พักก็ขอพักเพียงเท่านี้
สมองเริ่มฝืนประสาทเริ่มเครียด ขอลานอนละนะเวลา ๐๑.๓๐ น. สวัสดี
วันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๑
วันนี้ วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๑ เริ่มงานการบันทึก เวลา ๒๒.๒๗ น. วันนี้อาการทางร่างกายไม่ดีเอามาก ๆ
เพราะร่างกายมันขี้เนื่องจากกินยาระบายและมีอาการปั่นป่วนมาก ขณะขี้นี้ก็กำลังปั่นป่วนอย่างแรง ถ้าจะถามว่าเมื่อมันปั่นป่วนทำไมจึงเสือกมาเขียน
ก็ต้องขอตอบว่า
ที่ต้องเสือกมาเขียนก็เพราะต้องการเสือกให้อาการมันปั่นป่วนมันบรรเทาลง จิตจะได้แบ่งความรู้สึก คือส่วนหนึ่งรับความรู้สึกปั่นป่วน
อีกส่วนหนึ่งแบ่งมาคิดงานที่เขียน มันก็พอจะบรรเทาอาการปั่นป่วนลงไปได้บ้าง ตามความรู้สึกของคนบ้า ๆ บอ ๆ อย่างคนเขียน
เขียนมานิดเดียวเริ่มบ้าออกนอกทางแล้ว ขอวกเข้าเรื่องที่ต้องการจะเขียนต่อไป
การเขียนเว้นมาหลายวันก็เพราะว่า เมื่อวันที่ ๒ ถึงวันที่ ๖ กันยายนนี้ ไปซอยสายลมเพื่อสอนกรรมฐานตามปกติ เมื่อก่อนจะไปเพียงหนึ่งวัน อาการทางกายมันรวน
(ป่วย) กระทันหันแก้ไขไม่ได้ อาการทางกายแย่มาก แต่ก็ไปเพราะเป็นงานฝ่ายธรรมะ เป็นตายอย่างไรก็ทำ เมื่อไปถึงบ้านท่าน พล.อ.ท.ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์
พบ หมอมนตรี อมรพิเชษฐกูล คอยอยู่แล้ว
ต่อมา หมอจรูญ ก็มาคุณหมอวัฒนะ เอาน้ำเกลือมาให้ คนที่มาสุดท้ายเฉพาะที่ทำการรักษาก็หมอแสงโสม ภรรยา หมอจรูญ วันนี้ขาด
หมอชนะ (ญี่ปุ่น) ไปคนหนึ่ง ไม่ทราบว่าหวยกินเดินไม่ไหวหรืออย่างไร
หมอคนนี้ไม่ชอบเล่นหวย แต่ชอบเอาเลขหวยที่ฟังมานำไปให้คนอื่นเล่น อานิสงส์ที่ได้รับคือไม่เคยถูกหวยอย่างจริงจัง แต่คนรับเลขจากหมอไปรวยมาก
คุณหมอญี่ปุ่นก็รวยแค่ ๑๐ บาท เท่านี้ต้องถือว่าเป็นคนเฮงมากแล้ว
ขอย้ายมาพูดเรื่องการงาน เมื่อเห็นว่า หมอวัฒนะ ท่านเป็นหมอรวมรักษาสมเด็จพระสังฆราช จึงถามว่า ทำไมรักษาให้สมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ คุณหมอตอบน่ารักว่า ท่านบ่นว่าเบื่อเหลือเกินครับ
เป็นอันว่า ตอบกันคนละฝั่งมหาสุมทรอย่างนี้ไม่ชนกันแน่ เรื่องเบื่อเป็นนิพพิทาญาณของคนมีฌานสมาบัติ แต่ทว่าสมเด็จฯท่านเบื่อตอนป่วยหนัก
อย่างนี้อาจจะเป็นการเบื่อของวิปัสสนาญาณก็ได้ ใครจะรู้ใจของท่านแน่นอน อาการป่วยเป็นเหตุให้ใจว่างจาก...
๑. ความรักในระหว่างเพศ เพราะทุกขเวทนารบกวน
๒. ความอยากร่ำรวย เพราะทุกขเวทนารบกวน
๓. ความอยากจะฆ่าใคร เพราะไม่มีแรง และทุกขเวทนารบกวน
๔. สักกายทิฏฐิ หมดความรู้สึกว่าร่างกายมีดีเป็นสมบัติของเรา เพราะมันกำลังจะตายและมีทุกขเวทนาอย่างสาหัส
เมื่อทุกขเวทนาทำให้เว้นจากอารมณ์ ๔ อย่างตามที่กล่าวมา ถ้าเป็นคนมีธรรมะก็มีหวังหมดสิทธิ์ในการเวียนว่ายตายเกิด เว้นไว้แต่คนไร้ธรรมะเท่านั้น
ที่ยังหมกมุ่นกับความเกิดต่อไป สำหรับสมเด็จฯ ท่านมีเมตตาสูงและเป็นพระทรงธรรมะ ท่านจะไปทางไหนเป็นเรื่องของท่าน
15
คนตายใกล้สมเด็จฯ
วันนี้ตอนก่อนกินข้าวกลางวัน นอนภาวนาตามประสาคนบ้าๆ บวมๆ เห็นท่านชาย ๒ คนท่านเดินตรงมาหาจึงละภาวนาคุยกับท่าน
เพราะถ้าไม่คุยด้วยจะเป็นการเสียมารยาทของเจ้าของบ้าน เมื่อคุยกันไปหน่อยหนึ่งลืมบอกไปว่า ชายสองคนนี้เป็นญาติผู้ใหญ่ของผู้เขียน
คนหนึ่งเป็นพี่อีกคนหนึ่งเป็นลุง
ท่านลุงเป็นคนชอบอ่านหนังสือ มาทีไรเป็นต้องถือหนังสือเล่มใหญ่มาด้วยทุกคราว หนังสือของท่านเล่มนี้มีความรู้ร้อยแปดพันเก้า จะอ่านอะไรก็ได้
ที่ดีมากก็เป็นตำราหมอดู ดูได้แม้กระทั่งคนและสัตว์ที่ตายไปแล้ว ใช้เวลาที่ถามเป็นเกณฑ์การพยากรณ์ เมื่อทั้งสองท่านซึ่งทรงฉลองโสร่งทั้งคู่ (นุ่งโสร่ง)
คุยพอเห็นว่าทั้งสองคลายเหนื่อย ก็ถามท่านถึงคนที่ตายก่อนสมเด็จพระสังฆราชหนึ่งวัน
ท่านก็เปิดบัญชีแม้บ..อ่านทันทีว่า ไปอเวจีแล้ว ในหนังสือก็ปรากฏมีรูปคนยืนถ่างขา ในลักษณะของสัตว์ที่เสวยทุกข์ในอเวจี
เมื่อถามถึงกฎของกรรม ท่านบอกว่าตำราบอกอย่างนี้ ท่านกางหนังสือออกแล้วอ่านดังนี้
๑. กรรมหลอกลวงหลายกรณี
๒. ปรามาสพระรัตนตรัย
๓. ขุดของสงฆ์เอามาขาย
แม้จะเคยมีฌานสมาบัติในระยะแรกและระยะกลาง แต่ตอนท้ายฌานและญาณสลายเพราะความเป็นมิจฉาทิฏฐิ เอาละว่ากันพอย่อ ๆ เท่านี้นะ
พวกได้ฌานสมาบัติควรระมัดระวังอย่าทำตัวเหลวไหล เป็นอันว่าเรื่องนอกคอกไม่เกี่ยวแก่ตนงดไว้เพียงเท่านี้ก่อน มาคุยกันเรื่องวันนี้ก่อนดีกว่า
จึงถามท่านถึงเรื่องทางร่างกาย ท่านกางตำราออกแล้วท่านอ่านตำราทำนาย ถามเมื่อไรเปิดตำราเมื่อนั้น คงจะเป็นตำราคล้าย "ยามสามตา" แต่เป็นหนังสือ
ท่านกางหนังสือออกแล้วท่านก็บอกว่า วันนี้ที่มาก็คิดจะมาบอกข่าวคุณ ถามท่านว่า จะบอกข่าวอะไร ท่านบอกว่า
หลังจากนี้ไป วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ แล้วเรื่อยไป ๗๕ วัน คุณจะมีโชคดีทั้งทางโลกและทางธรรม เมื่อเลย ๗๕ วัน
หลังจากวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ ไปแล้ว การสอนธรรมจะมีผลดีมาก เพราะคนเข้าใจและสนใจมากกว่าเวลานี้มาก จะมีคนจากที่ไกลมาเรียนธรรมปฏิบัติมากทุกวัน
งานออกไปสงเคราะห์นอกสถานที่เดือนละครั้งก็มีผลดีมาก คนเข้าใจธรรมะมาก แล้วท่านก็วกมาเข้าใกล้
ท่านบอกว่า เวลานี้ชะตาของคุณอยู่ในช่วงหนังสือสีน้ำเงิน เป็นระยะเวลาที่ปรับปรุงร่างกาย ต่อไปเดือนตุลาคม ๒๕๓๑ นี้
เริ่มเข้าเขตตัวหนังสือสีทองแต่เป็นตัวหนังสือปกติ เมื่อถึงเดือนธันวาคม ๒๕๓๑ เดือนนั้นจะเป็นทองจุดหรือก้อนใหญ่
(หมายถึงลักษณะของตัวหนังสือ) จุดนั้นจะทำให้ชื่นใจมาก และต่อมาเป็นทองเรียบ พอเข้าถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ จะรุ่งตามที่กล่าวไว้แล้ว
ที่ว่ามาแล้วนี้ตามตำราของท่าน ท่านพูดแล้วท่านก็กางหนังสือให้ดู เมื่อฟังแล้วก็หวลนึกถึงคำพยากรณ์คืออ่านตามตำราของท่าน ท่านให้อ่านเมื่อวันที่ ๑๗
สิงหาคม ๒๕๓๑ มีข้อความดังนี้
16
คำพยากรณ์ที่จดไว้
แรม ๙ ค่ำเดือน ๙ หมายถึงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๓๑ โรคที่เป็นอยู่จะเริ่มหาย (อาการเครียดหนักจะหายไป) ร่างกายเข้าตัวหนังสือสีน้ำเงินเป็นจริงตามนั้น
อาการใหญ่ของโรคหายไปอาศัยหมอ ๗ หมอ ช่วยกันรักษาและได้ยาที่ท่านโกมารภัจจ์ท่านแนะนำไว้
อาการหนักหายในวันนั้นจริง ๆ เหลือแต่อาการประกอบและบำรุงร่างกายให้ปกติ เพราะมันป่วยมา ๖ ปี คงไม่มีใครเข้าใจเรื่องป่วย เมื่อถึงเดือน ๑๐ แรม ๑๕ ค่ำ
ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๑ ชะตาจะเข้าเขตตัวหนังสือสีทอง รอไปก่อนจนกว่าจะถึงวันนั้น แต่ทว่าตอนสายท่านมายืนยันของท่านอีกครั้งหนึ่ง
คิดว่าของท่านจะไม่พลาดหรือพลาดก็ไม่ผิด ถึงแม้จะผิดก็ไม่ได้เสียเงินค่าหมอดูคงไม่ขาดทุน แต่เสียเวลาจำนิดหน่อย
มาถึงตอนนี้ท่านทั้งสองท่านลากลับ จะเดินไปส่งท่านที่ประตูท่านบอกว่า คุณนอนไปพลาง ๆ เถอะ ผมสองคนมีคนมาด้วยสองสามคน เธอคอยอยู่ข้างนอก และท่านบอกว่า
ท่านมีรถมาไม่มีอะไรลำบากจึงขออภัยท่าน เพราะท่านมาคุยไม่ได้เลี้ยงน้ำประปาท่าน ท่านบอกว่าไม่เป็นไร ท่านสั่งว่ามีธุระอะไรละก็ให้เด็ก ๆ
ของผมที่เฝ้าท่านอยู่ที่นี่ให้เข้าไปบอกผมนะผมจะมา และจะมาดูหมอให้ ท่านว่าแล้วท่านก็ลากลับไป
เมื่อท่านทั้งสองไปแล้วนึกขึ้นมาได้ว่าเราอยู่คนเดียวประตูใส่กลอน ท่านทั้งสองเข้ามาได้อย่างไร
ออกไปถามคนข้างนอกว่าเห็นคนแก่สองคนอ้วนและผิวดำนุ่งโสร่งไปทางไหน ทุกคนบอกว่าไม่มีคนแบบที่พูดมานั้นเลย อนิจจาเอ๋ย...ผีหลอกเสียแล้ว..จบกัน..!
วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๓๑
วันนี้วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๓๑ เป็นวันสิ้นเดือน ๙วันที่พระท่านลงทำสังฆกรรม ผู้เขียนเองก็เกือบสิ้นเหมือนกัน แต่ไม่ใช่สิ้นเดือน เปลี่ยนเป็นการสิ้นชีพ
เพราะเมื่อคืนวันที่ ๙ เดินไปเดินมา ๑๔ รอบ เดินไปไหนท่านทราบไหม เดินไปส้วม แบ่งการเดินเป็นสองระยะ คือ ระยะแรกก่อนหลับ เดินไปเดินมา ๑๒ เที่ยว
และหลังจากตื่นแล้วซ้อมเดินอีก ๒ เที่ยว รวมแล้ว คืนวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๓๑ เดินเพื่ออุจจาระกิจ ๑๔ เที่ยว
เมื่อสว่างต้องไปที่ทำงาน งานที่ทำวันนี้ ตอนเช้านิทรางาน คือนอนแหงแก๋แต่ทว่ามันไม่หลับ หมดแรงหมดกำลังตอนบ่ายต้องรับแขกแต่พูดภาษาแขกไม่เป็น
วันนี้แขกมากและมาจากที่ไกล ๆ คือ พวกแรกมาจากหนองแขม ธนบุรี เดิมคณะนี้มามากท่านมาด้วยศรัทธาแท้ ทำบุญแล้วคือ ถวายสังฆทานเสร็จแล้วกลับ
ให้เงินไว้สร้างพระพุทธรูปหน้าตัก ๔ ศอก ๒ องค์ นอกนั้นทำบุญตามอัธยาศัย
อีกพวกหนึ่งมาจากเพชรบูรณ์ คณะนี้มาไม่มากนัก เมื่อถวายสังฆทานเสร็จแล้วก็ถามปัญหาว่า การถวายสังฆทานวันนี้ต้องอุทิศให้สามีที่เอารถไปชนกันตาย
ไม่ทราบว่าใครชนใครหรือใครเป็นผู้ถูกชน ภรรยาผู้ตายไม่ได้อธิบาย เธอบอกว่า มีคนเขามาบอกว่าสามีไปอยู่ไม่เป็นสุข เธออยากให้สามีอยู่เป็นสุข
ก็แนะนำให้เธออุทิศส่วนกุศลโดยไม่แบ่งให้คนอื่น ให้เฉพาะสามีเธอคนเดียว
หลังจากนั้นเธอก็ปฏิบัติตามคำแนะนำ เธอแสนดีจริง ๆ ผีจะได้หรือไม่ได้ไม่ทราบแน่นัก คิดว่าคงได้ เมื่อถามเธอว่า การถวายสังฆทานถวายที่ไหนก็ได้ มีผลเสมอกัน ทำไมต้องเดินทางมาถึงนี่ เธอตอบว่ามีคนเขาบอกว่า
สังฆทานที่วัดนี้มีของครบจึงมาที่นี่ เธอต้องมาจากเพชรบูรณ์ ไกลจริง ๆ เธออุตส่าห์มา เธอรักและหวังดีต่อสามีเธอมากจริง ๆ
หญิงอย่างนี้หาไม่ง่ายนัก
นอกจากคณะเพชรบูรณ์แล้ว ก็มีคณะเชียงใหม่มาอีกหนึ่งคันรถโดยสารขนาดใหญ่ คณะกรุงเทพฯ และระยอง วันนี้มากันมากหน่อย บางวันก็โหลงเหลงเหมือนกัน
กลับมาคุยเรื่องของวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๓๑ ใหม่ ตอนเช้ามันเพลียมากก็นอนภาวนาและพิจารณาด้วยคิดว่า คราวนี้แป๊ะเห็นจะแย่เสียแล้ว
มันจะตายก็เชิญตายตามสบาย นอนบังสุกุลตนเองรู้สึกอารมณ์สบาย คิดว่าร่างกายเมื่อมันหมดลมหายใจเข้าออก มันไม่มีอะไรเป็นของเรา
ถ้าตายไปแล้วเราจะสบายกว่านี้มาก
เพราะทุกอย่างครบถ้วนแล้ว จะเอาทานเราก็เพียบพร้อม ทานทุกแบบมีหมด จะเอาศีลก็มีทั้งดีทั้งรุ่งริ่ง เลือกเอาตามสบาย เอาภาวนาก็สบายมาก
เพราะกำลังภาวนาอยู่ เมื่อคิดว่าอาจจะตายในระยะเวลา ๙-๑๐ น. เพราะมันร่อแร่มาก ใจก็เหลือบไปเห็นพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่มาก
แต่ทว่ามือท่านเคลื่อนไหวได้เหมือนคนธรรมดา ปากท่านพูดได้