อนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง

.....มาวันหนึ่ง เห็นจะเป็นเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๗
ใช่หรือไม่ใช่ก็จำไม่ได้ นี่เดามันไปก็แล้วกัน นี่สภาพของพรมเช็ดเท้า วันนั้น ท่านพันตำรวจเอกพิเศษ ม.ร.ว.พงษ์พูนเกษม เกษมศรี มาคุยด้วยถึงเรื่องของ
พ่อขุนผาเมือง ที่จังหวัดเชียงราย อำเภอเชียงแสน แล้วพูดถึงพระธาตุจอมกิตติ
ท่านพันตำรวจเอก ม.ร.ว.พงษ์พูนเกษม เกษมศรี ในทัศนะของท่านผู้นี้ มีท่าทางเป็นคนมีความรู้ แล้วก็มีความคิดอ่านในด้านสุขุม เป็นคนฉลาด
ท่านก็มาปรารภเรื่องผี คือผีของพระเจ้าผาเมือง หรือว่าพ่อขุนผาเมือง เรียกยังไงก็ได้ เพราะว่าปากของเรา
เราจะเรียกพระเจ้าหรือว่าเราจะเรียกพ่อขุนท่านก็ไม่ค้าน หรือว่าท่านจะค้านท่านก็เป็นผีแล้ว เราไม่เห็นท่าน เราไม่ได้ยินท่านเสียก็หมดเรื่อง
เราพูดตามอัธยาศัย ตามใจของพรมเช็ดเท้า
ทีนี้ ท่านมากล่าวถึงปาฏิหาริย์บางอย่าง จะเรียกว่าปาฏิหาริย์ก็ไม่ถูก เรียกว่าเหตุอัศจรรย์ เพราะว่าเป็นวันวิสาขบูชา ท่านพันตำรวจเอก
ม.ร.ว.พงษ์พูนเกษม เกษมศรี พร้อมด้วยคณะของท่าน มีใครบ้างไม่ทราบ เห็นจะมีพ่อขุนเสลา (เส ลา) หรือเสลิม สักคนหนึ่งไปในที่นั้นด้วย บอกว่ามีเหตุอัศจรรย์
คือมีพระอาจารย์ท่านหนึ่งมีนามว่า พระอาจารย์ซ่วน เห็นเขาบอกกันว่าอยู่ทางเขตปราจีนบุรี พระคุณเจ้ารูปนี้
มีความชำนาญในเรื่องวิญญาณ ไม่ถูกละมั้ง เรียกงี้ไม่ถูก เรียกว่ามีความชำนาญในการเห็นผีดีกว่า
คำว่า "วิญญาณ" นี่มันเห็นยาก มันเป็นระบบประสาทอันหนึ่งที่สร้างความรู้สึกให้เกิดกับร่างกาย บรรดาผีทั้งหลายท่านไม่เรียกว่า วิญญาณ เรียกกันว่า "ผี" สบาย ผีมาจากศัพท์ชาวเหนือที่เรียกว่า บี๋ คือแปลว่าความมืด
เป็นอันว่าท่านผู้นี้อยู่ในความมืดที่เราจะมองเห็นไม่ได้ด้วยตาเนื้อ
ท่านมาคุยให้ฟังถึงเรื่องพ่อขุนผาเมืองด้วยเหตุบางกรณี ท่านผู้นี้ไปนมัสการพระธาตุจอมกิตติ
ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีท่านผู้ใหญ่นำมาบรรจุไว้ถึงสองสมัยด้วยกัน
คือสมัย พระเจ้าพังคราช ร่วมไปด้วยพระลูกชายทั้ง ๒ องค์ นั่นไงราชาศัพท์เขาเรียกว่า "ราชโอรส"
นี่ปรากฏว่านายพรหมกะร่องกะแร่งตักพระลูกชายเข้าให้ เห็นอัธยาศัยของนายพรหมไหม นี่มันขาดกะร่องกแร่งแบบนี้ จึงควรมีสมญาว่า "นายพรหมขาดกะร่องกะแร่ง" หรือ
"นายพรหมเช็ดเท้า"
เวลาท่าน ม.ร.ว.พงษ์พูนเกษม เกษมศรี ท่านคุยไป นายพรหมนั่งฟังท่านคุย ไอ้ความจริงใจ หรือตาฝาดก็ไม่รู้ มันย่องไปเห็นพ่อขุนผาเมืองมายืนอยู่ใกล้ๆ
ก็เลยถามท่านพงษ์พูนเกษม เกษมศรีว่า ท่านขุนผาเมืองเป็นคนร่าเริง มีลักษณะบางประการเป็นอย่างนี้ๆ ใช่ไหม ท่านพูนเกษม
เกษมศรีก็บอกว่า"ใช่แล้ว...ท่าน..!"
ก็พูดต่อไปถึงอัธยาศัยของท่านขุนผาเมืองและรูปร่างลักษณะ ตรงกับภาพที่มายืนอยู่ข้างหลังท่านชัด แล้วท่านก็ออกปานชวนว่าอยากจะไปเชียงแสนอีกที่
พระธาตุจอมกิตติ แต่การไปต้องการไปวันกลางเดือน เพื่อจะได้ทำการนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ พอฟังท่านปรารภก็ชอบใจอยากจะไป จึงได้ตกลงใจว่าไปกัน ไปไหว้
เป็นวันกลางเดือน ๙ ตรงกับวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๗
ทีนี้..ต่อมาเมื่อใกล้เวลาที่จะไป อีกประมาณ ๑๐ วัน ในระยะนั้นร่างกายปกติดี แข็งแรงทุกอย่าง
ทั้งนี้ก็เพราะว่าบรรดาหมอทั้งหลายช่วยกันปะความกะร่องกะแร่งในร่างกายของนายพรหมด้วยการให้ยาน้ำบ้าง ด้วยการให้น้ำเกลือบ้าง ดีมาหลายวัน
แต่พอถึงเวลาจะไปเข้าจริงๆ ปรากฏว่านายพรหม เริ่มขาดกะร่องกะแร่งเข้าอีก
พอดีไปที่โรงพยาบาลอุทัยธานี ให้พยาบาลช่วยฉีดยาให้ ต่อมาแพทย์หญิงท่านหนึ่งจำชื่อไม่ได้ สามีเป็นเภสัชกรมาพบเข้า ก็เลยสั่งยาเพิ่มให้อีก ๒ วัน
หลังจากนั้นวันใกล้จะไปวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ท่านแพทย์หญิงกับท่านเภสัชกร สามีภรรยาเชิญไปรับประทานอาหารที่บ้าน คุยกันเป็นที่ถูกอัธยาศัย
จึงสั่งพยาบาลของท่านมาให้น้ำเกลืออีก ๑,๐๐๐ ซี.ซี.
รุ่งขึ้นวันที่ ๒๙ ท่านให้ภรรยาของท่านมาฉีดยาบำรุงกำลัง รวมความว่าท่านช่วยเย็บปะตรงที่กะร่องกะแร่งให้รวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนพอที่จะห่อ
พอที่จะใช้อะไรได้บ้าง หลังจากนั้น วันที่ ๓๐ กรกฎาคม คุณเฉิดศรี สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา ภรรยา พลอากาศตรี ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์
เจ้ากรมสื่อสารทหารอากาศมารับ
พอไปถึงกรุงเทพฯ ท่านพันตรี พ.ญ.วีวรรณ คำนวณกิจ ก็เอายาประเภทวิตามินรวม ที่ชาวปากตลาดชอบใช้ว่า เลือดเทียม มาให้ ๕๐๐ ซี.ซี.
รุ่งขึ้นอีกท่านรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลตำรวจ ลืมชื่อท่านเสียแล้ว ขอโทษด้วย (เห็นไหม..เห็นไหมว่านายพรหมนี้มันขาดกะร่องกะแร่ง จำอะไรไม่ได้ถนัด ?)
ก็ได้จัดการเอาวิตามินมาฉีดให้เป็นการกระตุ้นหัวใจ แล้วช่วยให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นสักหน่อย เพราะว่านายพรหมเป็นโรค เขาเรียกว่า "โรคลำไส้หรือกระเพาะผุ
ความดันโลหิตต่ำ" แล้วท่านก็ให้น้ำเกลืออีก ๑,๐๐๐ ซี.ซี.
เป็นอันว่าการเดินทางคราวนี้ เพราะอาศัยความดีของท่านนายแพทย์ ทั้งพลเรือน ที่โรงพยาบาลอุทัยธานี โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าของทหารบก
และโรงพยาบาลทหารเรือ โรงพยาบาลทหารอากาศและกรมแพทย์ สงเคราะห์อนุเคราะห์เป็นอย่างดี เรียกว่าการเดินทางคราวนี้ มีแพทย์ตามที่กล่าวมาแล้วทุกจุดติดตามไปด้วย
เพื่อจะได้ช่วยปะช่วยเย็บในเวลาที่พรมมันขาด
เมื่อถึงเวลา ๔ นาฬิกาของวันที่ ๑ จะถึงวันที่ ๒ สิงหาคม ขบวนรถก็มา คุณเฉิดศรี สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา เป็นโต้โผในการจัด
เห็นใจเธอเหลือเกินเหนื่อยมานานในการจัดสรร แต่ว่ามีสิ่งสำคัญที่ควรคิดอยู่นิดหนึ่ง คือ ความจริง รถในการเดินทางพอแก่คนที่จะร่วมเดินทางไป
แต่ท่านนักบุญทั้งหลายบางท่านอาจจะไม่ได้ไป เพราะว่าเวลาที่รถมาจอด ท่านที่จะไปด้วยไม่ได้ขึ้นนั่งประจำที่
บางรายท่านเอาของมาวางไว้เสียบนเตียงนั่ง ตัวท่านเองตั้งใจนั่งอีกที่หนึ่ง แต่เอากระเป๋ามาวางไว้บนเตียงอีกเตียงหนึ่ง อีกเก้าอี้หนึ่ง
เป็นเหตุให้คนอื่นเข้าใจว่ามีคนเต็มแล้ว อันนี้ก็ต้องขออภัยบรรดาท่านทั้งหลายที่ตั้งใจจะไปด้วยในคราวนั้น แต่ไม่มีโอกาสได้ไป
เนื่องจากเข้าใจว่าที่นั่งเต็มเสียแล้ว ต้องขออภัยแทนคุณเฉิดศรี สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา ทั้งนี้ก็เพราะว่าเป็นความเข้าใจผิด
การไปคราวนี้ มีท่านผู้ใหญ่หลายท่านร่วมทางไปด้วย จะขอออกนามเฉพาะบางท่านคือ ท่านพลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์ เสนาธิการทหารประจำกลาโหม
แล้วก็ท่านพลอากาศตรี ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์ ท่านพลตำรวจตรีจรัส วงศ์สาโรจน์ (หนวด)
ท่านผู้นี้มาหาบ่อยๆ ถามว่าจำได้ไหม ก็บอกว่าจำได้ที่ตรงหนวด เลยเรียกท่านว่า "นายพลตำรวจหนวด" แล้วก็มีท่านพันตำรวจเอกพิเศษ ม.ร.ว.พงษ์พูนเกษม
เกษมศรีนอกนั้นก็มีอีกเยอะ มีท่านคุณหญิง ท่านคุณนาย และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ เชื้อพระวงศ์ร่วมเดินทางกันมากมาย
มีปริมาณคนเท่าไรจำไม่ได้เพราะไม่ได้นับ
เห็นไหม..เห็นอาการขาดของพรมไหม แต่ว่าอาหารการบริโภคดีมาก ตั้งใจจะไปรถทัวร์ ไอ้ทัวร์นี่มันแปลว่าอะไรก็ไม่รู้ ไอ้เจ้าพรหมมันเป็นคนไทย
ขอใช้คำทัวร์นี่เป็นภาษาไทย คำว่า ทัวร์ ถ้าเป็นภาษาเทศไม่รู้แปลว่าอะไร ถ้าเป็นภาษาไทยก็ใช้ไม่ชัดเหมือนกัน
เมื่อจะเอาทัวร์มาเป็นภาษาไทยก็ต้องจัดกันใหม่ คือใส่ไม้เอกลงไปเป็น ทั่ว เป็นอันว่ารถคันนี้สำหรับการเดินทางทั่วๆ ไป
ตั้งใจว่าจะเอารถไป ๒ คัน แต่ว่าไปว่ามาก็เอาไปเสีย ๕ คัน คือ รถทัวร์เสีย ๒ คัน รถโฟล์คตู้ของพันตรี พ.ญ.วีวรรณ คำนวณกิจ อีก ๑ คัน
แล้วก็โฟล์คตู้ของคุณอรอนงค์ คุณะเกษม หรือว่าของคุณวัฒนี นวพันธ์ สองพี่น้องนี่ไปด้วยกัน เลยไม่ทราบว่าเป็นรถใครอีก ๑ คัน แล้วก็
คุณราตรีเอารถไปอีก ๑ คัน แล้วก็คุณปวิณ ปานศรี ไปตรวจราชการเชียงใหม่ (ไปทางเครื่องบิน แล้วก็ไปสมทบกัน) อีก ๑ สาย เป็นอันว่าคนเท่าไรไม่รู้
เดินทางออกมาด้วยความทุลักทุเล
จะไม่พูดถึงการไปพักไปผ่อนไปนอนไปกินกันตรงไหน แต่ว่าพอถึงจังหวัดนครสวรรค์ เห็นจะเป็นเวลา ๘ นาฬิกาเห็นจะได้ เดาๆ เอา รถคันหน้ามีนายทหารชั้นผู้ใหญ่
มีพลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์ เป็นต้น กับนายพรหม นั่งไปในรถคันนั้นผ่านไฟเขียวไปได้ แต่ว่ารถทัวร์คันหลัง ซึ่งมีนายตำรวจผู้ใหญ่นั่งไป พอเคลื่อนเข้าไป
ปรากฏว่ามีไฟแดงที่สี่แยก อะไรล่ะ "เดชา" หรืออะไร
ไอ้สี่แยกนี่ เขาเรียกสี่แยกอะไรก็ช่างเพราะไม่รู้จักชื่อเขา แต่ว่าลงจากสะพานเดชาแล้วก็ถึง ถ้าเขามีชื่ออยู่เก่าก็ช่างปะไร ขอตั้งให้ใหม่ว่า
สี่แยกเดชา เป็นอันว่ารถที่นายตำรวจใหญ่นั่งมา ถูกโปลิศจับเพราะฝ่าไฟแดงดีเหมือนกัน
แต่ว่าโปลิศนครสวรรค์ก็แสนจะดี ให้ความสะดวกเป็นอันดีอย่างยิ่ง ไม่ประวิงเวลาในเมื่อท่านพลตำรวจตรีจรัส วงศาโรจน์ พาคนขับรถไปหา
เพราะการไปกันคราวนั้น ไม่มีใครรบกวนพาหนะของทางราชการ เป็นการร่วมทุนร่วมแรงร่วมใจกันจริงๆ
ไม่มีใครเบียดเบียนประชาชนด้วยการเอาเงินภาษีอากรของราษฎรไปใช้
เมื่อรถผ่านนครสวรรค์ไปได้แล้ว ก็ไปกันแบบทุลักทุเล พอถึงจังหวัดเชียงราย มีเวลาเท่าไร่ไม่ทราบ เห็นค่ำมาก ตอนนั้น ดร.ปริญญา นุตาลัย
อาจารย์แผนกธรณีวิทยา ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เอารถเก๋งมารับนายพรหมล่วงหน้าไปก่อน ถึงพระธาตุจอมกิตติเวลา ๕ ทุ่มครึ่ง ภาษาเก่า ภาษาใหม่เขาเรียก ๒๓
นาฬิกา ๓๐ นาที
รถทัวร์ยังโอ้เอ้ยืดยาดออกไปอีกใช้เวลาเท่าไหร่ไม่ทราบ คาดว่าประมาณเลย ๒๔ นาฬิกา จึงถึงสถานที่พัก เมื่อไปถึงแล้วก็รู้สึกว่ามันเพลียจัด
ดร.ปริญญาให้ลูกน้องจัดสถานที่ไว้ต้อนรับนายพรหมคนสำคัญ เขาไปตั้งแคมป์ไว้ให้ที่ชายเบื้องล่างของพระธาตุจอมกิตติ อยู่ชายป่า..สบาย
อยู่ในที่ต่ำไกลจากคนอื่น แล้วก็มีคุณดำรงค์ (สองคนนี่ลืมนามสกุล) เป็นบิดาของ ดร.ปริญญา คนนี้มีปริญญาเหมือนกัน คือมีปริญญา ๒ ปริญญาจากต่างประเทศ
นอนอยู่ด้วย
ในขณะที่ไป ท่านพลอากาศตรี ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์ ท่านแจกเทปบันทึกเสียงให้หลายตลับ ตลอดจนกระทั่งแบตเตอรี่แห้ง คือถ่านไฟฉาย เอาไว้บันทึก
คือว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็จะได้บันทึกเข้าไว้ แต่โอกาสที่จะบันทึกมันไม่มี มันเพลียเต็มที พอถึงที่แล้วก็ตั้งท่านอน วันนั้นเรียกว่า ซักแห้ง กัน ๑
วัน เอ เห็นจะถึงวันที่สอง
วันรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งเป็นวันกลางเดือน จะมาซักเปียกเอาตอนเย็น ใช้เวลาซักแห้งกันครบ ครบเวลาเท่าไร? ๔๘ ชั่วโมง ในเมื่อถึงเวลาเขาจัดสถานที่ให้
คณะของ ดร.ปริญญาก็ดีมาก ให้ความสะดวกทุกอย่าง พอเสร็จพิธีแล้วก็เริ่มนอน คุณดำรงค์ก็นอน นายพรหมก็นอน แต่ว่าก่อนจะนอนพูดกันเสียก่อนดีไหม
อย่าเพิ่งนอนกันเลย ถอยหลังกลับมาก่อน นี่ไม่ได้บันทึกไว้ นึกๆ เอาตามเหตุการณ์ที่ปรากฏ พูดไปพูดมามันก็ผ่านเรื่องสำคัญไป
ตอนออกจากอุทัยไปกรุงเทพฯ คืนแรกไปนอนอยู่ที่บ้านท่านพลอากาศตรี ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์ เจ้ากรมสื่อสาร ทอ. ท่านจัดห้องนอนให้เป็นพิเศษ
เวลาหัวค่ำ จำได้ว่าไม่ถึง ๒ ทุ่ม ไอ้เวลา น.ๆ เขาเรียกกี่ น. ไม่ทราบ ๒๐ น. ยังไม่ถึง เห็นพระองค์หนึ่งท่านมากราบๆ เลยตกใจ ยกมือขึ้นมาพนม
ถามท่านว่าท่านเป็นพระ ท่านมากราบผมทำไม ท่านเลยบอกว่าไม่เป็นไร
เพราะนายพรหมมีความดีพอที่จะเห็นท่านได้ เลยถามท่านว่า การเดินทางคราวนี้จะมีอันตรายหรือเปล่า หมายถึงว่าปลายทาง เพราะได้ทราบข่าวว่า ม.ร.ว.(หญิง)
เสริมศรี เกษมศรี จดหมายติดต่อไปทางพระธาตุจอมกิตติ ปรากฏว่าพระมหา...ปรักกโม ท่านโทรเลขตอบมาว่าท่านไม่ต้อนรับ
ความจริงพระองค์นี้ ตั้งฉายาใหม่ดีกว่าควรจะตั้งฉายาว่า พระมหา.... ปฏิปักกธัมโม
เพราะมีจริยาเป็นปฏิปักษ์กับธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน นี่คนเขาจะไปไหว้นมัสการองค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ควรจะเจริญศรัทธา
พระพุทธเจ้าสอนไว้แบบนั้น แต่พ่อเจ้าประคุณ..พ่อ...แกตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับองค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าพวกเธอจะมาก็เชิญซิ
ฉันไม่ต้อนรับ
เมื่อไปถึงที่นั้นเข้าแล้ว ปรากฏว่าพบป้ายพระมหา...นี้ พระมหา...ปฏิปักกธัมโม เขียนไว้ว่า
ห้ามนิมนต์พระที่อื่นมารับกฐินหรือผ้าป่าบนพระธาตุจอมกิตติ เป็นการประกาศว่า บริเวณบนนี้นะ เป็นสถานที่ข้ากินคนเดียวนะ คนอื่นอย่ามาแย่งข้ากิน
จะเป็นของดีหรือขี้หมูขี้หมาอะไรทั้งหมดข้ากินคนเดียว นี่พระเห็นแก่ปากแก่ท้องอย่างนี้
องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ถือว่าเป็นพุทธสาวก ถือว่าเป็นเดียรถีย์ คือคนนอกคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เลวมาก..เลวจริงๆ
พระสงฆ์ในขอบเขตนี้ ที่มีอำนาจการบริหารคณะสงฆ์ปล่อยให้ดำรงอยู่ได้ยังไง หรือว่ามีความตั้งใจร่วมกันทำลายพระพุทธศาสนาก็บอกมาเสียให้รู้ด้วย
เรื่องแบบนี้มันไม่ถูก
หลังจากนั้นไปแล้ว ก็ลงไปคุยกันข้างล่าง มีคนมามาก พอกลับขึ้นมานอนใหม่ ก็ปรากฏว่ามีชายคนหนึ่งรูปร่างผอมๆ มานั่งอยู่ข้างๆ ความจริงร่างกายก็ดี
ปรากฏว่าขาซ้ายเสียวขึ้นมาถึงตาตุ่ม เป็นอาการของตะคริวแล้วก็เสียวเรื่อยขึ้นมาถึงเข่า แล้วก็ถึงโคนขา เลยบอกว่านี่เอ็งจะทำอะไรก็เชิญ
ไอ้ตะคริวมันขึ้นมันก็ควรจะขึ้นทั้งสองข้าง อาการที่จะมีตะคริวมันก็ไม่มีอาการ
จะหาว่าท้องเสียก็เปล่า ที่บอกว่ามีคนเข้าใจว่าท้องเสียน่ะ ความจริงไม่ใช่ท้องเสีย มันเป็นเรื่องท้องที่ถ่ายตามปกติ แต่มันผูกมาหลายวันเท่านั้น
นายแพทย์ก็ห่วงกัน เอายาแก้ท้องเสียมาให้ก็เลยไม่ได้กิน เพราะมันไม่ใช่ท้องเสีย เป็นเรื่องท้องถ่ายธรรมดา อาการอย่างนี้ไม่เคยมีมาในชีวิต
ก็มีความเข้าใจว่าเจ้าผีร้ายตัวนั้นมันมายุ่ง
ช่างมัน บอกเอ้าแกดีแกก็ทำไป เดี๋ยวข้าจะหลับ มันเรื่องเล็กนี่ มายุ่งกะนายพรหมได้รึ คนไม่เต็มบาท ไม่เต็มสลึง พอตัดสินใจเท่านี้
เห็นท่านชายกับท่านหญิงคู่หนึ่ง ท่านมาแสดง ท่าทางว่ามีอายุมากแล้ว มีทรวดทรงเป็นบุคคลทรวดทรงดี ลักษณะไม่สูงไม่ต่ำ สันทัดคน จริยาดี มีความเป็นผู้ใหญ่
มาถึงก็กราบๆ ๓ วาระ
เวลาจะพูดก็พนมมือ เป็นอันว่าเวลาที่พูดอยู่ด้วยน่ะก็พนมมือตลอดกาล ความรู้สึกขณะนั้นว่าท่านผู้มาคือพ่อและแม่ที่ตายไปแล้ว นานแล้ว หลายตลบแห่งการเกิด
ถามท่านว่าท่านเป็นใคร เพื่อตัดความสงสัย ท่านชายตอบว่า "ผมคือ..พังคราช.."
ตกใจ! เอ..นี่ตาเราฝาดไปหรือไง นี่พระเจ้าพังคราชมาไหว้เรา ก็เลยบอกว่าขออย่าไหว้เลย อย่าไหว้เลย ใจไม่สบายเสียแล้ว
อีคราวนี้น่ากลัวจะไปแย่งที่ท่านเทวทัตอยู่ เพราะคนที่มีพระคุณใหญ่ จะถือว่าเป็นต้นตระกูลระหว่างกลางๆ ของไทย แห่งวงศ์กษัตริย์ของชาติไทย
คือวงศ์ของพระร่วงสุโขทัย แล้วก็วงศ์อู่ทอง กษัตริย์ทั้งสองวงศ์นี้ ก็มาจากองค์พังคราช
แต่ว่าท่านพังคราชจะมาจากวงศ์ไหนสืบกันไปเองเถอะ ไม่รู้ แล้วก็ไม่อยากถาม ถามไปก็ไร้ประโยชน์มีแต่โทษ คือเสียเวลา จึงได้ถามท่านว่าที่ท่านมานี่
เพื่อประโยชน์อะไร ท่านก็เลยบอกว่าดีใจ ที่บรรดาลูกทั้งหลายจะไปสู่ที่นั่น คนไทยด้วยกันที่มีความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
และมีความเคารพในองค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านโมทนา
จึงได้ถามขึ้นว่า (อีตอนนี้พระราชา..ราชาศัพท์เขาว่ายังไงก็ไม่รู้) กราบทูลถามหรืออะไรก็ไม่รู้ ขี้เกียจไปลงเดชะ..เดเชอะ ไม่รู้เขาว่าไง
พูดไปเขาจะหาว่าเอาป่ามาว่า เดี๋ยวเขาจะเห็นรอยขาดมากขึ้น เวลานี้มันก็ขาดมากอยู่แล้ว
จึงได้ถามท่านต่อไปว่า การไปคราวนี้จะเป็นยังไง
ท่านบอกว่าไม่เป็นไร ดีใจเหตุร้ายใดๆ ไม่ต้องวิตก ไม่มี ขึ้นชื่อว่าเหตุร้ายใหญ่ไม่มี
ก็เลยถามท่านอีกทีว่าไอ้เจ้าผีตัวที่มันนั่งข้างหลังมันมาแกล้วทำขาข้างซ้ายให้เสีย (เวลานั้นเริ่มปวด..กระตุก คล้ายๆ
มันจับเส้นกระตุก) มันเป็นใคร
ท่านก็ตอบว่าไม่ใช่ใคร มันเป็นเพื่อนเก่าของเธอ มันมาล้อเล่น
แหม...เจ้าเพื่อนระยำคนนี้ไม่ไหว ล้ออะไรทำขาปวดเหมือนกระดูกจะแตก ท่านบอกมาอย่างนั้นมันก็ไม่ยักคลาย ความปวดมันเพิ่มขึ้นใหญ่
เลยหันไปพูดกับมันว่าเก่งจริงก็ลองทำให้ข้านอนไม่หลับซี ประเดี๋ยวข้าจะหลับให้ดู พอว่าแล้วท่านก็เลยบอกว่าเชิญหลับเถอะ หลับเสียก็ได้
เจ้านี่มันมีกำลังไม่ถึงเจ้า แหม..ขอบคุณท่านบรมกษัตริย์ ท่านอุตส่าห์มีพระมหากรุณาธิคุณมาเยี่ยม
ก็ถามว่า เวลานี้ท่านอยู่ที่ไหน
ท่านบอกว่าท่านอยู่ชั้นพรหม ทั้งท่านหญิงและท่านชาย เพราะว่าท่านมีความเคารพในองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดามาตั้งแต่ต้น
พอเอาพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ที่พระธาตุจอมกิตติ ทั้ง ๓ พระองค์ คือพระเจ้าพ่อและพระเจ้าลูกทั้งสอง ตลอดจนกระทั่งวงศ์ตระกูลก็ทำทานการบริจาค
สมาทานศีล เจริญสมาธิ และวิปัสสนาตลอดเวลายันตาย ผลความดีของท่านทั้งหลายเป็นเหตุให้ท่านเกิดเป็นพรหม นี่ที่ย้อนหลังลงมา...ความจริงวิ่งมาถึงนครสวรรค์แล้ว
ต้องกลับดันย้อนไปกรุงเทพมหานครอีก
◄ll กลับสู่สารบัญ
puy - 10/8/10 at 10:06
2
(Update 10-08-53 )

พอวันรุ่งขึ้น เขาทำพิธีถวายสังฆทาน เอาอีกแล้ว มีพระท่านมา ท่านพระมหาอำพัน เขาตั้งให้เป็นพระครูอะไรก็ไม่ทราบ ที่วัดเทพศิรินทร์
ท่านมาเป็นประธานในการรับสังฆทาน เวลานั้นนายพรหมก็นั่งอยู่ด้วย แต่พระองค์นี้น่ารักมากนะ หลวงน้าพระมหาอำพันนี่ ท่านไม่เป็นปฏิปักษ์กับธัมโม หมายความว่า
ท่านเป็นมิตรกับธรรมะ มี่จริยาน่ารักทั้งภายนอกและภายใน
คือจริยาทางร่างกายก็สดสวย งดงาม นี่ว่ากันถึงจริยานะ ไม่ใช่ว่าตัวร่างกายสวยงาม แม้แต่น้ำใจก็ผ่องใส ตั้งใจเป็นพระ พระอย่างนี้
ถ้าคนไม่บูชาก็ซวยเต็มที มีความดีกว่าพ่อเทวดาชิต ปฏิปักกธัมโม คนนั้นไม่เป็นเรื่อง ใครเป็นผู้บังคับบัญชาก็เอาแม่แรงแหกลูกตามองจริยาพระองค์นี้เสียบ้าง
ไม่เช่นนั้นละ..พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจะพลอยเสียกันหมด
แล้วก็ศาสนาพระบรมสุคตกำลังถูกเหยียดหยามจากคนอื่น ที่ไม่มีความเข้าใจจริงในพระพุทธศาสนา ก็เพราะว่าจริยาของบรรดานักบวชที่ทรงไว้
ซึ่งความเลวทรามทั้งหลายทำไว้นี่แหละ ฉะนั้นขอพระสงฆ์ทั้งหลายทุกท่านที่ตั้งใจบวชเพื่อความดับไม่มีเชื้อ ทำลายความเลวไม่ให้เหลือตามพระพุทธเจ้าท่านสอน
ช่วยกันสอดส่องดูบ้าง ในประเทศไทยนี่รู้สึกว่าจะเยอะมาก จนกระทั่งคนดีๆ นี่เขาไม่อยากจะไหว้พระ ไม่อยากจะบูชาพระอยู่แล้ว
แต่ว่าพระที่ดีในองค์การศาสนาขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วในประเทศไทยมีอยู่เยอะ แต่ท่านพวกนี้มีคนเขาเดินข้ามหัวไปเกือบหมด
ปรากฏว่าไม่ค่อยจะมีใครเคารพนับถือ
แล้วก็ไม่มีใครเขายกย่องสรรเสริญเชิดชู เพื่อเป็นคู่กับพระศาสนา เขากลับไปยินดีปรีดากับพระที่เมามันใน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่วางโลกธรรม
ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะท่านทั้งหลายเหล่านั้นไม่ประจบสอพลอ แล้วเราจะทำกันยังไง เราอยากได้พระดี แต่เราจะเลี้ยงพระชั่ว เชิดชูพระชั่ว
พระดีไม่มีใครประสงค์
แต่โดยเจตจำนงของทุกคนก็ว่า ฉันต้องการพระดีจ้ะ เป็นอันว่าทองคำเราไม่เอา ไปเห็นขี้ของชาวบ้านเข้า ก้อนเหลืองๆ เหมือนกัน เราก็กอบโกยเอามา
ซึ่งเข้าใจว่าเป็นทองคำ แต่เมื่อมันส่งกลิ่นเหม็นขึ้นมาแล้ว จะมาโทษพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระประทีปแก้วว่าศาสนานี้ไม่เป็นเรื่องได้ยังไง
เอาละ.. เวลาที่เขาถวายสังฆทานกัน ตอนนั้นเห็นใครต่อใครมากันเยอะแยะมากมาย เห็นนักรบคนหนึ่งท่าทางแข็งแรงเอาดาบมาตั้งเยอะ เอามาหอบใหญ่ ถามว่าเอามาทำไม
ตอบว่านี่อั๊วเคยเป็นคู่ปรับมากับลื้อ เคยรบกันมาหลายชาติหลายสมัย รบกันคราวไรไม่มีใครเลือดออก เพราะฝีมือพอกัน
ไอ้ดาบที่นำมานี้นั้น แสดงว่าทั้งสองฝ่ายเตรียมดาบให้ใหญ่ให้หนักมาก จะได้หักดาบของอีกฝ่ายหนึ่งได้ แต่แล้วแต่ละฝ่ายก็ตั้งใจเสมอกัน
เมื่อฝ่ายนี้ทำดาบใหญ่ไม่ได้บอกกัน ฝ่ายโน้นก็ทำบ้าง เรียกว่าดาบต่อดาบต้านทานกันได้ ไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ รบกันไปรบกันมาจนกระทั่งกลายเป็นเพื่อนกัน
เมื่อเวลากาลผ่านไป ถึงเวลาเช้าก็ออกเดินทาง คราวนี้วิ่งกันถ่งเถ่งไปถึงพระธาตุจอมกิตติกันเลย เวลาที่ ดร.ปริญญา พร้อมด้วยคณะ
แล้วก็คุณดำรงค์ผู้เป็นบิดานอนหลับ (เขากลับกันไปแล้ว ท่านดำรงค์นอนหลับ หลับหรือไม่หลับก็ช่างปะไร มันจะไปเกี่ยวอะไรกับนายพรหมขาดกะร่องกะแร่ง)
ทีนี้พอนายพรหมหลับตาลงไปบ้าง ความดีก็ปรากฏ คือมีเทวาดา ๔ ๕ องค์ มาถึงก็ยืนยกมือไหว้
บอกว่าผมได้รับบัญชาของท้าวมหาราชทั้ง ๔ มีท้าวเวสสุวัณเป็นประธาน นำบริวารมาทั้งหมด ปรากฏว่าเกือบ ๓๐ ท่าน
มารักษาการณ์ให้ความปลอดภัยกับคนที่มานมัสการพระธาตุจอมกิตติ นี่มันเรื่องของหลับหรือตื่นก็ไม่รู้ แต่หลับแน่ มันหลับตา แต่ใจมันคงไม่หลับ
เพราะว่าถ้าใจหลับมันก็คงไม่รู้
ก็เลยบอกว่า อ้าว... ดีแล้ว ขอบใจ ยืนยามอยู่ซี อยู่ที่หน้าแค้มป์นี่นะ
เขาบอกว่า ขอรับ.. ผมยืนอยู่คนเดียว อีก ๑๐ กว่าคนเขาจะขึ้นไปเดินยามอยู่ข้างบน
เป็นอันว่าท่านผู้นั้นก็ยืนยามแบบแขกยาม เพราะมีกระบองใหญ่ ร่างกายประดับประดาด้วยเครื่องประดับสวยงามมาก คิดจะย่องๆ ล่อเพชรแกสักเม็ดหนึ่ง
คิดว่าจะได้กำไรมาก แต่เกรงว่าแกจะไม่เผลอ กระบองก็ใหญ่ หวดปั๊บเข้าตรงไหนน่ากลัวจะแย่เลยไม่เอา ไอ้ที่ไม่เอาน่ะ ความจริงไม่ได้ตั้งใจจะไม่เอา อยากจะเอา
แต่แกไม่ผลอ เทวดานี่ไม่เป็นเรื่อง ไม่ค่อยเผลอ ขโมยไม่ได้
เมื่อทั้ง ๔ ๕ ท่านขึ้นแล้ว ท่านเทวดาองค์นั้นก็ยืนยามสวยจัง สวยจริงๆ โอ้โฮ บอกไม่ถูก เครื่องประดับแพรวไปหมด เวลานั้นก็มีท่านชายหญิงสองท่านเดิม
ท่านเข้ามาหา (ที่ท่านเคยประกาศตนว่าเป็นพระเจ้าพังคราชกับพระชายา หรือจะเรียกกันว่าเอกอัครมเหสี) ท่านมาในลักษณะเดิมอีก พนมมืออีกแล้ว
เจ้าพรหมมันก็...แหม...หิดขึ้นที่หัวใจ คันหัวใจ คิดว่าคราวนี้ถ้าตายไปน่ากลัวจะไปอยู่กับเทวทัต เพราะว่าท่านพังคราชนี่
ท่านเป็นบรมกษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการ เป็นพระราชบิดาของพระเจ้าพรหมมหาราช จอมกษัตริย์ที่มีบุญญาธิการมาก สามารถกู้ชาติขึ้นมาได้เพราะกำลังบุญบารมี
ที่เรียกว่ากำลังบุญบารมีนี่ ไม่ใช่กำลังคน เพราะกำลังคนมีไม่เท่าไร การกู้ชาติคราวนั้นเป็นกำลังบุญบารมีจริงๆ นี่เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์
ไม่ขอเอาไปซ้ำ
เมื่อท่านพังคราชมายกมือไหว้ ตามความรู้สึกในขณะนั้นก็ยกมือขึ้นไหว้ท่านเหมือนกัน แล้วก้มศีรษะลงแสดงความเคารพ
นี่ความรู้สึกเหมือนกับท่านเป็นบิดาผู้มีคุณอย่างประเสริฐ แล้วก็มีความรู้สึกเหมือนว่าท่านหญิงเป็นมารดาผู้มีพระคุณอย่างประเสริฐ แสดงความนอบน้อมในท่าน
ท่านก็เลยบอกว่า คุณ... (ท่านให้เกียรตินะ ท่านเรียก คุณ เสียด้วย คุณพรหมกะร่องกะแร่ง ท่านไม่ได้ลงท้ายแบบนั้น) ท่านบอกว่านอนให้สบาย มันดึกแล้ว
เครื่องบันทึกเสียงที่นำมาอย่าใช้เลย ไม่มีโอกาส มีอะไรบ้างที่มันผ่านมาก็บันทึกไว้ก็แล้วกัน ไปบันทึกให้เขาทีหลัง ขณะนี้ไม่มีโอกาสแน่ มันดึกมาแล้ว
นอนเสีย ก็เลยตั้งใจจะนอน ท่านก็ออกไป
เมื่อท่านออกไปแล้ว ก็ปรากฏว่ามีท่านผู้ใหญ่ ๑ ท่าน คือ ท่านผาเมือง แหม นี่เป็นคนเขื่องเสียด้วยคนดี จอมเสียสละ
ซึ่งมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติร่วมกับพ่อขุนบางกลางท่าว ยึดอำนาจจากขอมได้แล้ว จอมบพิตรอดิศรผู้มีใจเป็นแก้ว
ก็ยอมเสียสละความดีให้ ยกให้พ่อขุนบางกลางท่าวครองตำแหน่งสุโขทัย เป็นจอมไทย โดยใช้นามว่า ขุนศรีอินทราทิตย์ คือว่าเป็น
ราชทินนามของเขมรที่ให้กับพระองค์ พระองค์ก็มอบให้กับพ่อขุนบางกลางท่าว แต่ตัดคำออกไปบ้างบางคำเท่านั้น
นี่ท่านจอมความดีผู้เสียสละคนนี้มาหา ยกมือขึ้นไหว้แล้วกล่าววาจาปราศรัยว่า ท่านพรหม แน่ะ..เขาเรียกว่า "โตกว่าผี"
ผีเรียกว่า
ท่านพรหม...ผมขอขอบใจในท่าน ที่ท่านพาบริวารหว่านเครือเนื้อหน่อ พงศ์เผ่าเหล่ากอตระกูลกษัตริย์
คำว่าตระกูลกษัตริย์นี่ ท่านถอยหลับไปกี่ร้อย กี่พันชาติของท่านก็ไม่รู้ บอกว่าคนที่มานี่ทั้งหมดเคยเป็นกษัตริย์จริงๆ หลายพระองค์
บ้างที่ไม่ได้เป็นกษัตริย์ ที่เป็นผู้หญิงก็เป็นเผ่าพงศ์ วงศ์กอ เขาเรียกอะไรดี เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ (นี่เห็นไหมเล่า มันขาดกะร่องกะแร่งเรื่อย
นึกไม่ออกน่ะซีว่าเขาใช้ยังไงกันนี่ มันอยู่ในป่าเสียจนชิน)
เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นคนที่ทำประโยชน์แก่ประเทศชาติ เสียสละเลือดเนื้อของตัวเพื่อความสันติสุขของส่วนรวมมาแล้วทั้งนั้น
คนที่มาในที่นี้นั้น ไม่มีใครไม่เคยเสียสละเลย เป็นคนที่เคยจับดาบ วางแผนร่วมในการรบเพื่อชาติไทยมาแล้วทั้งหมด
โอ้โฮ...ดีใจจัง ก็เลยถามว่า เจ้ากะร่องกะแร่งนี่ละเคยกับเขาบ้างหรือเปล่า
ท่านก็เลยใช้มือพนม บอกว่าใช้ศัพท์แบบนี้ไม่ถูก เพราะเคยเป็นพระลูกเจ้า
แน่ะ.. น่ากลัวจะเป็นเจ้าพ่อศาลไหนสักศาล ท่านใช้คำว่าเคยเป็นพระลูกเจ้า แล้วก็เคยทรงความเป็นมหาราช เป็นจักรพรรดิมาแล้ว โอ้โฮ...มันน่าเบ่ง..!
ท่านพูดแล้วก็ยิ้ม น่ากลัวท่านจะยั่วเล่น
ท่านบอกว่าขอบใจคนที่เขามากัน
ถามว่าเออ ที่เขามาคราวนี้น่ะ มีเจตนาอยู่ ๒ อย่าง
คือว่า ประการแรก ตั้งใจมานมัสการพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ประการที่ ๒ ตั้งใจจะมาไหว้ความดีของบรรพบุรุษ อยากจะเอาความดีนี้ไปยั้งไปหยุดไอ้ความชั่วของบุคคลบางกลุ่มที่จะนำชาติไปขาย
เพื่อความอยู่เป็นสุขของตน
ความประสงค์ของบรรดาพุทธศาสนิกชน และพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลายที่มาในคราวนี้ จะมีผลเป็นประการใด
ท่านตอบให้ฟังง่ายๆ ว่า คนที่มีกตัญญูรู้คุณคน และเคารพในความดีขององค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
จะทรงความเป็นอิสระของชาติไทยไว้ได้ คนพวกนี้ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้
เพราะอาศัยความดี ๒ ประการ
คือความกตัญญู
และความเคารพในองค์สมเด็จพระบรมครูเป็นปัจจัย
แหม.. ดีใจเกือบตาย คนที่ไปทุกคน แหมมีจริยาดี มีความดี จะหาใครประกาศเป็นศัตรูแบ่งชั้นวรรณะกัน ไม่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านดีทุกคน
แต่คนที่มีจุดเด่นกว่าคนอื่นๆ มีอยู่คนหนึ่งคือ ท่านพลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์
คำว่าเด่นในที่นี้ ก็หมายความว่า ยศฐาบรรดาศักดิ์ของท่านมันสูงกว่าเขา เลยเป็นจุดเพ่งเล็งของบุคคลที่รู้ว่า คนนี้เป็นพลเรือเอก แต่ว่าท่านจิตต์
สังขดุลก็ทำดีเป็นพิเศษ เป็นเด็กที่เรียบร้อยเหมือนกับผ้าพับไว้ จริยา ทั้งกาย ทั้งวาจา นิ่มนวลน่ารัก รู้สึกว่าท่านองค์นี้ คนนี้ ขอโทษล่อองค์เข้าให้แล้ว
แต่ท่านเคยเป็นองค์นะ เพราะว่าเคยเป็นกษัตริย์ดี เคยเป็นมาแต่ชาติไหนก็ช่างปะไร เพราะจิตใจเป็นน้ำใจเดียวกัน ร่างกายเปลี่ยนไปไม่สำคัญ
แต่ใจเท่านั้นเป็นของเดิม
ไหน...เมื่อกี้จะพูดอะไรไม่รู้ จะพูดอะไรแล้วลืม ก็เป็นจุดเด่น คือคนสนใจมาพูดกันทีหลังว่า นี่หรือ ท่านพลเอก? แหม ท่านเรียบร้อยจริงๆ
อาการของท่านเบ่งไม่เท่าพลทหาร เขาบอกว่าพลทหารออกมานอกกองนี่เบ่งกว่านี้มาก แต่นี่ท่านทำท่าคล้ายๆ กับผู้หญิงหรือเป็นทายกชั้นดี
ไม่ใช่ทายกที่ยกทรัพย์สมบัติของสงฆ์หนีเข้าบ้าน เออ น่าคิดๆ
ตอนนี้น่าคิด แหม.. นี่ท่านจิตต์เด่นขึ้นมาเยอะ แล้วเขาก็คิดว่าคนที่มานี่นะ มีนายพลกี่คน มีนายพันเท่าไหร่ มีคุณหญิงคุณนายที่รับแต่งตั้งทรงศักดิ์สูง
มีบุคคลผู้ทรงศักดิ์ศรีเท่าไหร่ ก็เลยบอกว่าคนที่มาทุกคนเขามีศักดิ์มีศรี มีความดีกันทั้งนั้น เป็นคนมีวิชาความรู้ เป็นราชวงศ์ก็มี เป็นข้าราชการก็มี
เป็นคนที่ตั้งตนอยู่ในระดับดีทั้งนั้น
แม้จะเป็นชาวบ้านก็ชาวบ้านชั้นดี สังคมใหญ่ แต่มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง (ไม่ได้ถามชื่อแฮะ) แกมากระซิบๆ ถามว่า เอ๊ะ.. คนที่มานี่ผู้ใหญ่ทั้งนั้นเรอะ?
ตอบว่าใช่ คำว่าผู้ใหญ่นี่ก็คือ มีพรหมวิหาร ๔ ไม่ได้บอกเขา เพราะพวกเราทุกคนที่ไปคราวนี้
มีจิตประกอบไปด้วย เมตตากรุณา ไม่อิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เป็นอุปสรรคบ้าง ก็วางเฉย
ไม่มีใครใช้ปากให้เป็นเสี้ยนหนามซึ่งกันและกัน อย่างนี้เขาเรียกว่าคนทุกคนที่ไปนั้นทรงคุณธรรมพิเศษ คือพรหมวิหาร ๔
เป็นความดีศูนย์กลางอันดับยอดในพระพุทธศาสนา นี่จำพระท่านเทศน์มานะ นายพรหมไม่ได้เรียน นายพรหมไม่ได้เรียนมา พระท่านเทศน์ให้ฟังก็ฟังส่ง
มันอยากค้างอยู่ที่หัวใจบ้างก็พูดมันส่งไป
แต่ทุกท่านที่ไปกับเราก็ดีจริงๆ เป็นกันเองทุกอย่าง ไม่มีใครเห็นว่าชาวบ้านแถวนั้นเป็นคนต่ำ ไม่มีใครวางตัวสูงกว่าใคร
แสดงว่าน้ำใจของท่านทรงความดีสม่ำเสมอกัน อย่างนี้หายาก แหมถ้าจริยาอย่างนี้นะ ถ้าท่านทั้งหลายเหล่านี้ได้มีโอกาสบริหารประเทศชาติ
เพราะว่าคนบริหารทรงไว้ซึ่งความดีเป็นกรณีพิเศษ นี่ไม่ได้ยุให้ใครปฏิวัตินะ
ทีนี้ ต่อมาท่านผาเมืองกำลังนั่งคุย
แล้วท่านก็บอกว่าท่านจะลากลับเพราดึกมากแล้ว
ท่านก็กลับมาอีก ๒ แล้ว ๒ คราวนี้เป็นใคร? เขียวอื๋อเลย เขียวอื๋อรู้ไหม? คือท่านท้าวโกสีย์สักกะเทวราชกับพระมเหสี
พอมาถึงท่านก็ถอดมงกุฎ แน่ะ พอถอดแล้วหายเขียว สวยจะตายไป มงกุฎมรกตบนพระเศียรท่านไม่เป็นเรื่อง มันทำให้ความงามเสียไป
ท่านมาถึงท่านก็บอกว่า พรหมเอ๊ย.. ท่านพูดงี้หรือเปล่าก็ไม่รู้
ท่านบอกว่าที่เขามากันนี่เขาคนดีทั้งนั้น
แหม น่าโมทนา ท่านก็เลยถามว่า รู้ไหม พระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุไว้เขาวางไว้ตรงไหน
ตอบไม่รู้
ท่านก็เลยชี้ให้ดู โอ้โฮ.. สวยจริงๆ เขาทำเป็นบ่อลึก ทำที่กั้นน้ำกั้นอันตรายทุกอย่าง เครื่องประดับประดาดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง
ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง เพชร แหวน แก้ว นิล จินดา แหมมีค่าบอกไม่ถูก อย่าบอกใครนะ
อยู่ลึกลงไปในดินมาก มูลค่ามหาศาลแผ่นทองที่แผ่ไปแล้วรอบบริเวณ แล้วก็มีอ่างทองคำ วันนั้นบอกกับใครว่า ขันทองคำ ไม่ถูก
มีอ่างทองคำบรรจุน้ำ ทำเป็นเรือสำเภาลอย มีโกศ ๓ ชั้น โกศแก้ว โกศเงิน โกศทอง บรรจุพระบรมสารีริกธาตุในสมัยพระเจ้าพรหมมหาราช
ท่านบันดาลให้เห็นชัด ไม่มีอะไรปิดบัง หลังจากนั้นก็เห็นในสมัยของท่านผาเมืองเอามาบรรจุเข้าไว้ เจดีย์ที่เห็นใหญ่เป็นเจดีย์ที่สร้างครอบ คือ
ขยายเจดีย์เก่าให้โตออกมา การบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไม่ได้ขุดไปถึงของเดิม เอาไว้คนละตำแหน่ง นี่ก็
เหมือนกันยังงี้..น่าชวนคุณเสริม ถ้าไม่กลัวบาป ย่องไปขุดทรัพย์สมบัติในนั้นออกมา แหม ตั้งตนเป็นมหาเศรษฐีได้อย่างดี
แต่ทว่าอีตอนขุดนี่ซี เจ้าหน้าที่ศิลปากรเขาจะไปชวนตำรวจมาต้อนรับในฐานะที่เป็นคนมีศักดิ์ใหญ่ เอาเข้าไปเสวยราชย์ในราชทัณฑ์ มันไม่เป็นเรื่อง
อย่าเอาเลย ปล่อยไว้ยังงั้นแหละ ประเดี๋ยวจะเด่นมากเกินไป แล้วก็เจ้าพรหมปากจัญไรนี่ก็พลอยติดตะรางไปด้วย ไม่เอา
เมื่อท่านบอกให้ดูก็ชี้ชัด นี่เป็นพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระบรมโลกนาถจริงๆ บรรดาพุทธบริษัทชายหญิงที่มานี้
เป็นวงศ์วานว่างเครือเนื้อหน่อของพระอินทร์คือตัวท่านทั้งหมด แหม.. ดีใจ ดีใจเต็มที่ว่าพวกที่ไปพร้อมกันนี้ แหม...เป็นตระกูลของเทวดา แล้วก็เป็นเทวราชา
คือเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นพระราชาปกครองเทวดา ๖ ชั้น แหม จะบอกพวกเราในเวลานั้นก็กลัวจะปลื้มใจตายกันไปหมด เลยต้องงด ไม่บอก
ท่านก็เลยบอกว่า คุณมานอนตรงนี้น่ะ ไม่เป็นไร อันตรายไม่มี และคนทุกคนที่มานี่ก็ไม่มีอันตราย
เพราะพรหมและเทวดาทั้งหลายอารักขาตั้งแต่เดินทางมา จะขลุกขลักบ้างเป็นธรรมดา เพราะสัญลักษณ์ที่ปรากฏว่าจะมีการขลุกขลักก็คือขาข้างซ้ายของคุณ
ซึ่งปรากฏว่าเป็นตะคริวนั้น ไม่ใช่ตะคริวเกิดจากโรค เป็นตะคริวเกิดจากผีไปแสดงให้ปรากฏชัดว่า การไปคราวนี้ มีอาการขลุกขลักบ้าง
ก็เลยบอกขอท่าน บอกว่าไอ้เรื่องฝนน่ะ ขออย่าให้ตกนะ เพราะเขามากันทีไร ทำพิธีกรรมเสร็จ ฝนตกใหญ่ทุกที
ขอในระหว่างอยู่ที่นี่ฝนอย่าให้ตกนะ จนกว่าจะเสร็จพิธีกรรมหมดเรื่อง
ลืมบอกท่านไปว่าให้กลับถึงบ้านเสียก่อน ไปคราวนั้นฝนไม่รบกวนจริงๆ พอเสร็จพิธีเวียนเทียน กลางคืนพ่อนวดลงมา เสียท่า นี่ เทวดาผู้ทรงสัจจะ ไม่เหมือนคน
ไอ้คนนี่มีน้ำจิตน้ำใจเป็นอกุศล ไม่ทรงสัจจธรรม พูดแล้วไม่ทรงซึ่งคำพูด เขาตั้งให้เป็นอะไรก็ไม่ค่อยรู้ตัว มีอย่างเดียว มองเห็นความชั่วเป็นความดี
นี่ไปด่าเอาใครเข้าล่ะ ต้องด่าใครล่ะ ไอ้ตัวอัปรีย์คนพูดนี่ใช้อะไรไม่ได้ ถ้ามันดีจริงๆ ละมันไม่มานั่งพูด นั่งปวดนั่งเมื่อยอะไรต่ออะไรอยู่อย่างนี้หรอก
◄ll กลับสู่สารบัญ
puy - 17/8/10 at 12:47
3
(Update 17-08-53 )
ต่อไป...เล่ากันไปอีกที พอท่านท้าวโกสีย์สักกเทวราชท่านกลับ บอกว่าต่อนี้ไป ไม่มีแขก แขกมาไม่ต้องรับ หยิบนาฬิกาขึ้นมาดูปรากฏว่าเกือบ ๓ นาฬิกา ตี ๓
เกือบๆ ไป บอกว่าต่อจากนี้ไปหลับได้
พอตั้งท่าจะหลับ ปรากฏว่ามีแขกมาอีก ๓ คน เป็นคนธรรมดาๆ แต่งตัวแบบชาวบ้านธรรมดา เข้ามาบอกว่าผมจะขอคุยด้วยประเดี๋ยวเดียว
มีเทวดาหัวใหญ่ ๕ ๖ องค์ มองแล้ว เทวดาแบบนี้ไม่เคยปรากฏทำหัวเหมือนกับเอาผ้าพันหัวเบ้อเร่อ ขาวๆ ตัวใหญ่ เข้ามากระชากคอ ๓ คนนั้นออกไปบอกว่า
นี่..ท่านผู้ใหญ่สั่งแล้ว ไม่ให้มีแขก นายพรหมเขาจะนอน เวลาเช้าเขาจะต้องตื่น เสือก แล้วกระชากออกไป นึกในใจ
เอ๊ะ...เทวดาแบบนี้ก็มีด้วย รูปร่างไม่เคยเห็นแบบนี้
พอตอนเช้าปรากฏว่าเห็นเขาปั้นหัวแบบนั้นไว้ที่ข้างบันได ไปวางไว้แกก็เลยล้อเลียนเอาไอ้ภาพนั้นไปทำเป็นภาพของแก แกจะนึกให้มันเป็นยังไงก็ได้
แต่แกก็ดีใจหาย ไม่ได้นึกกลัวอะไร ไม่ได้ตื่น หลับ ความรู้สึกนั่นมันจะฝันหรืออะไรก็ไม่รู้ มันหลับตาแล้วเป็นอันว่านอนหลับไปถึงเช้า เทปที่พลอากาศตรี
ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์ ให้ไปไร้ผล ไม่มีผลในการใช้บันทึก เลยมาบันทึกกันในตอนนี้

ทีนี้...พอถึงเวลาเช้า เขาก็ตั้งพิธีกรรมกัน เครื่องโอ๊...เยอะแยะ มีฉัตร มีธง มีอะไรต่ออะไรก็ช่าง
เขาก็ตั้งให้นายพรหมเป็นหัวหน้าทีม มันไม่รู้จะว่ายังไงนี่ อย่างนี้เขาเรียกว่าต้องตกบันไดพลอยโจน เอ ความจริงไม่รู้ เขาให้นำว่าอะไรต่ออะไรก็ว่ามันส่งเดช
ถูกหรือผิดก็ช่างปะไร อยากยกย่องให้เป็นหัวหน้าทำไมล่ะ ว่าไปว่ามา ว่ามาว่าไป
ขณะที่ว่า ไอ้จิตใจมันก็ไปน้อมนึกถึงความดีของพระบรมกษัตริย์องค์ปัจจุบัน บอกว่าพระบรมกษัตริย์องค์นี้มีความดีมหาศาลา ทำตาของชาวบ้านให้สว่าง มีความสุข ฝนไม่มีก็เสกฝนให้ตกได้ น้ำมัน แขกมันจะเริ่มไม่ขาย
มันจะแกล้งตั้งราคาสูงก็เสกน้ำเป็นน้ำมัน แล้วพระองค์ท่านก็เสด็จสงเคราะห์พสกนิกรของพระองค์ สงเคราะห์ชาวป่าชาวเขา มีความเหน็ดเหนื่อยบอกไม่ถูก
ถ้าพระองค์ปรารถนาในความสุข ง่ายนิดเดียว นอนเฉยๆ สภาเขาส่งอะไรมาก็เซ็นมันส่งเดชไป ไม่ขัดใจเขา เท่านี้เขาก็ไม่เกลียด นี่อาศัยที่พระองค์มีความดี
มีจิตใจสงเคราะห์พสกนิกรของพระองค์ เป็นแต่เพียงว่า ถ้าพระองค์จะประสงค์ความสุขโดยเฉพาะ สละราชบัลลังก์ คือสละราชสมบัติไปนอนตีพุงได้อย่างสบายๆ
ไม่ลำบากเท่านี้ เวลานี้ พระองค์มีความลำบาก บอกไม่ถูก เหมือนกับว่า คล้ายๆ กับแสงอาทิตย์หรือแสงพระจันทร์แจ่มฟ้า สร้างความสว่างให้แก่ลูกตาของประชาชน
คนเราเห็นพระจันทร์เต็มดวงเมื่อใด มีความสุขเมื่อนั้น
เวลากล่าวนำเขา พูดไปว่าอะไรไม่รู้ นึกไม่ออก แล้วก็ว่าไปทำไมก็ไม่รู้ นึกไม่ออก ถวายธูปเทียนดอกไม้ เครื่องสักการะพระบรมสารีริกธาตุหรือยังไงไม่ทราบ
ใจมันลอยๆ เลยล่อไปนึกถึงความดี อุทิศความดี หรือสนองความดีของพระมหากษัตริย์องค์นี้ ที่ทรงพระนามว่า ภูมิพลอดุลยเดช
กลายเป็นบอกว่าเป็นกษัตริย์ที่ทรงพระนามว่า จันทร์แจ่มฟ้า เข้าให้
นี่ไปนึกถึงความดีของพระองค์ที่ฉายแสงให้คนมีความสุขเหมือนพระจันทร์เต็มดวง
ตอนนี้ใครเขาจะคิดอะไรไม่ทราบ เขาคงจะเห็นความขาดกะรุ่งกะริ่งๆ ไม่สมบูรณ์แบบของนายพรหม ขาดกะรุ่งกะริ่ง
ดีไม่ดีบรรดาท่านทั้งชายและหญิงที่นั่งอยู่ที่นั่นจะคิดว่า พ่อเทวดานั่นกลายเป็นพรมเช็ดเท้าไปแล้ว เพราะใช้อะไรไม่ได้
ท่านจะมีความเห็นว่ายังไงข้าพเจ้าก็ไม่ว่า นายพรหมใจดีพอ ใครจะว่ายังไงก็ช่าง มันทำไปแล้ว มันผิดไปแล้ว ก็ไม่แก้ก้าวไปข้างหน้า ไม่เคยถอยหลัง
มันจะเป็นตายร้ายดีอะไร สู้มันจนพังไป นี่มันก็ใกล้จะพังอยู่แล้ว นี่มาพูดกันถึงความดี
แต่ว่าพอตกเวลาราตรี เราก็มาทำพิธีนั่งกรรมฐานกันอีก ตอนนี้เองฝนทำท่าจะตก หยดมาแหมะๆ เลยบอกว่านี่ อย่ายุ่งนา ขอไว้แล้วนา
เขากำลังนั่งกรรมฐานกัน เวลานั่งกรรมฐานกันตอนนั้น คนนั่งภายในกลุ่มใหญ่ดีมาก แต่ว่าคนนั่งข้างหลังถูกเครื่องบินโจมตีอย่างหนัก
เห็นเดินกันเกลื่อนไปหมด เครื่องบินไม่รู้ประเทศไหน ไม่ปรากฏสัญชาติ แต่เขาเรียกกันโดยมากว่าสัญชาติยุง เมื่อถูกเครื่องบินโจมตี
แกก็เดินกันไปเดินกันมา
เวลานั้นจิตใจของนายพรหมลอยเคว้งคว้าง หาที่เกาะไม่ได้ เห็นบรรดาเทวดาทั้งหลาย พรหมทั้งหลายมากันเต็ม มีพระด้วย สวยอร่าม
ดูเข้าไปในพระบรมสารีริกธาตุในเขตที่เขาบรรจุไว้ ปรากฏว่าท่านท้าวสหัสนัยมาคุมหลังให้เห็นหลายพระองค์ เป็นเรื่องอัศจรรย์
นี่ไม่ใช่พูดกันถึงเรื่องหูทิพย์ตาทิพย์อะไร ไม่ใช่ นายพรหมไม่มีดีถึงอย่างนั้น แต่อาศัยจิตใจมันลอยไปลอยมาไม่เหมือนชาวบ้าน มันก็เห็นส่งไปอย่างนั้น
เห็นองค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ยืนแผ่ฉัพพรรณรังสีรัศมี ๖ ประการอยู่บนเตียงที่นายพรหมถอยลงมานั้น
สวยอร่ามบอกไม่ถูก ปลื้มใจ ประเดี๋ยวหนึ่ง เห็นท่านผาเมืองเข้ามาบอกว่า เมื่อเช้านี้ทำพิธีกรรมยังไม่ถูก
เวลาเวียนเทียนนี่เขาต้องใช้กษัตริย์เวียน เวียนเทียนอธิษฐานยับยั้งเหตุร้ายที่จะพึงเกิดแก่ประเทศไทย
ฉะนั้น การเวียนเทียนต้องทำใหม่ ต้องให้กษัตริย์เป็นผู้นำ ก็นึกในใจว่า นี่ท่านจะมาเกณฑ์ให้เราไปตามพระเจ้าแผ่นดินมาได้ยังไง เลยตอบว่า
นี่...พระเจ้าแผ่นดินน่ะ จะไปตามท่านยังไง แต่คนข้างๆ ใกล้ๆ ยังตามกันไม่ไหว
นี่..ท่านอยู่ถึงกรุงเทพฯ แล้วท่านก็คงไม่มา เอาคนบ้าๆ บอๆ อย่างนายพรหมไปเรียกท่านมารึ? พระมหากษัตริย์องค์นี้นี่ไม่ใช่คนเต่าคนตุ่น
มีพระปรีชาสามารถเป็นพิเศษ ถ้าด้านสร้างความเจริญ และจริยาวัตร น้ำใจของพระมหากษัตริย์ก็เปี่ยมไปด้วยพระปัญญาธิคุณ ทรงทศพิธราชธรรมเป็นอย่างดี
แล้วจะมาเชื่อไอ้คนอัปรีย์อย่างนายพรหมกะร่องกะแร่ง หรือพรมเช็ดเท้านี่มันเป็นไปไม่ได้ ก็เลยมองมามองไป ไม่รู้จะปรึกษาใคร ก็เลยปรึกษาพระ คือว่าท่านผาเมืองบอกว่านี่ คนที่มาที่นี่เป็นกษัตริย์ทั้งนั้น ระยะแรกนี่ใช้ได้ เอากษัตริย์พวกนี้ก่อน
ถามว่า เอ๊า..จะเอาใคร
ตอบว่า พลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์ เคยเป็นกษัตริย์ปาตลีบุตร
แน่ะ..เอาเข้านั่น อารมณ์ตอนนั้นมันคนบ้าหรือคนดีก็ไม่รู้ มันนึกขึ้นมายังงั้น ได้ยินเสียงพูดยังงั้น เห็นคนพูดยังงั้น แล้วก็รองลงมาใครอีก?
ท่านพลอากาศตรี ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์ เป็นเจ้าเมืองสุธรรมวดี
แล้วท่าน พันตำรวจเอก ม.ร.ว.พงษ์พูนเกษม เกษมศรี เจ้าเมืองสุธรรมวดี
แล้ว นาวาตรีประชา สิกวานิช เป็นเจ้าเมืองสาวัตถี แกล่อชาติไหนก็ไม่รู้
อีกคนหนึ่ง นายพลตำรวจหนวด จรัส วงศาโรจน์ เป็นเจ้าเมืองหงสาวดี
ไม่ใช่เจ้าเมืองอย่างข้าราชการนะ เป็นพระราชา แล้วท่านก็ขีดไว้ คืนนี้เจ้าหนวดมันไม่ขึ้นมา ต้องเรียกชื่อมันด้วย
แล้วถามว่าไม่ครบห้าทำไง?
ท่านตอบว่า เอาแกก็แล้วกัน..หัวโจก ไอ้แกมันหัวโจกนี่
อ้าว! พอเสร็จเรียบร้อยแล้ว อึดอัดใจเสียเกือบตาย ว่าจะพูดตอนนั้นดีหรือไม่พูดดี เป็นอันว่าถูกล้อมด้วย ทั้งพระ ทั้งพรหม ทั้งเทวดา ทั้งราชา
ท่านบอกว่าต้องประกาศตามนั้น เรียกคนเหล่านั้นมา
ก็นึกในใจว่า นี่ถ้าใครเขาหาว่าบ้าละ เป็นบ้าเราคนเดียวมันคุ้มคนอื่นบ้า เขาจะได้ไม่ว่าคนอื่นบ้า ดีเหมือนกัน ก็เป็นอันว่าเรียกท่านพวกนั้นเข้ามา
ใช้นามว่า
ท่านพลเรือเอก จิตต์ สังขดุลย์ เจ้าแห่งเมืองปาตลีบุตร
ท่านพลอากาศตรี ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์ แห่งเมืองสุธรรมวดี
แล้วท่านนาวาตรีประชา แห่งสาวัตถี
ท่านพันตำรวจเอก ม.ร.ว.พงษ์พูนเกษม เกษมศรี แห่งสุธรรมวดี
แล้วก็ ท่านพลตำรวจตรี จรัส วงศาโรจน์ (หนวด) แห่งหงสาวดี
ขอให้มารับเทียนชัย นำบรรดาประชาชนทั้งหลายไปเวียนเทียนพระบรมสารีริกธาตุ โดยตั้งใจประกาศในใจว่า
ขอบุญบารมีที่เราได้บำเพ็ญแล้วนี้ จงปกปักรักษา บรรเทาการนองเลือดของประเทศไทย
แล้วก็สั่งให้ประกาศด้วยว่า บรรดาคนทั้งหลายที่มานี้ ที่ไม่เคยเป็นกษัตริย์ไม่มี ไม่เคยเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ไม่มี ก็พูดไปซี พูดตามนี้
ขณะที่พูดก็ดี เลิกพูดแล้วก็ดี เวลานี้ก็ดี คิดว่าคนที่ไปด้วยคราวนี้ คงรู้ความบ้าของนายพรหม ว่านายคนนี้ มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์แล้ว
มันเที่ยวตั้งใครต่อใครส่งเดช เอา บ้าเสียคนเดียวจะไดกีดกันคนอื่นให้เขาไม่รู้ว่าคนอื่นบ้า สบาย
เสร็จแล้วก็เวียนเทียนกันไป เวียนเทียนเสร็จแล้วก็ปรากฏว่า คุณเฉิดศรี สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา มาบอกว่าเงินที่เหลือจากการเดินทาง
คือบรรดาทุกท่านรวมกันออกทุนค่าเดินทาง รวมทั้งเงินที่ใครๆ ให้อาตมา โอย ขอโทษ อาตมา มาตแม เลือกใช้คำพระ เดี๋ยวพระท่านมาเขกกระบาลเอง เงินใครก็ไม่ทราบ
เขาเอามาให้ตอนเช้า ๒ ซอง มอบให้คุณเฉิดศรีไป ว่านี่เขาให้ในจังหวะที่เรามาในเรื่องของพระบรมสารีริกธาตุ เอาจัดการตามเรื่องนี้ คุณเฉิดศรี สุขสวัสดิ์
บอกว่ารวมแล้ว เงินที่เหลือด้วย เงินที่ให้ด้วย ปรากฏว่ามี ๕,๐๐๐ บาท จึงประกาศว่า เงินนี้ทั้งหมดขอทำหมวก
ที่เรียกว่า "หมวก" เพระอะไร มีท่านองค์หนึ่งมายืนอยู่ข้างหลังบอกให้เอาช่วยกัน ถ้าประเทศชาติบรรเทาความทุกข์ มีความสงบเรียบร้อย ขอให้ทุกคนช่วยกันทำหมวกมาสวมไว้บนยอดเจดีย์ ไอ้ศัพท์นี้เคยเรียกว่า "ฉัตร"
แต่พอท่านเรียก หมวก เข้ามาเท่านั้น นึกชื่อปัจจุบันไม่ออกว่าเขาเรียกว่าอะไร มาเรียกหมวกก็เลยหมวกไปด้วยกัน ไปล่อ หมวก เข้าให้
เสียงบอกว่าแตรเจ้าค่ะ ใครร้องก็ไม่รู้ เลยบอกว่า เอ้าฉัตรก็ฉัตร ฉันนึกไม่ออก นึกว่าหมวก คนอื่นถามว่า
ทำบุญอีกได้ไหม? เรื่องสร้างฉัตรนี่จะผสมผเสกันได้ไหม รวมกันไปรวมกันมา มึงบ้าง กูบ้าง ปรากฏว่าได้เงิน ๙ พันเศษ เป็นเรื่องอัศจรรย์ ตอนเช้า
ม.ร.ว.(หญิง) เสริมศรี เกษมศรี มารายงานว่าได้เงิน ๙ พัน ๑ ร้อยเศษ ได้มอบให้เจ้าหน้าที่คือ คุณวิชัย เจ้าหน้าที่โรงงานยาสูบ ผู้บูรณะพระธาตุ
เขาดีใจมาก ว่าจะผสมให้ลงตัวหมื่น
เงินเท่าที่เขารวบรวมกันไว้แล้วมีอยู่ ๔ หมื่นบาท รวมเป็น ๕ หมื่นบาท จะทำฉัตร ๙ ชั้น แต่ว่าฉัตร ๙
ชั้นนี่ปรากฏความสำคัญว่าที่ไหนบรรจุพระอังคาร คือถ่านที่เขาเผาพระเจ้าแผ่นดินเวลาตายแล้ว สวรรคต ตายเหมือนกัน เขาใช้ฉัตร ๙ ชั้น
เสร็จแล้ว ก็เอาฉัตรไปถวายพระพุทธรูปพระประธาน พระอังคารฝังไว้ที่ใต้พระแท่นของพระพุทธรูป
ตานี้ ต้องหาเรื่องซิ ว่ากระดูกของพระเจ้าผาเมืองเขาลือกันว่ามีอยู่ที่นั่นจริงหรือไม่จริง จะทำฉัตร ๙ ชั้น
ก็เลยบอกคุณหญิงว่า ก็ทำไมเราจะให้พระพุทธรูป ๙ ชั้นหรือเจดีย์ ๙ ชั้นบ้างไม่ได้รึ
ท่านก็เลยบอกว่า เรื่องของพระนี่เขาให้แค่ ๗ ชั้น
จึงได้ปรารภกับท่านว่า เรื่องของพระนี่เป็นพระบรมสารีริกธาตุนะ ขององค์สมเด็จพระโลกนาถบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่พูดกันนี่มาพูดกันที่เมืองแพร่ มากินข้าวกลางวันกันที่นี่ ตอนนั้น คุณหญิงดีมาก ท่านรักษาอุโบสถ ท่านไม่ได้กิน ดีกว่าเรา เจ้าพรหมกะร่องกะแร่ง
นั่งกินข้าว รู้สึกว่าคุณหญิงดีกว่าเยอะ เป็นคนคงแก่เรียน มีความรู้มาก มีความฉลาดเป็นพิเศษ
จึงได้เรียนท่านว่า พระคุณของสมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ ที่เราเรียกกันว่า "นวหรคุณ" พระคุณ ๙ ประการมีอยู่
ถ้าเราจะปรารภคุณของพระพุทธเจ้า ใช้ฉัตร ๙ ชั้นนี่จะผิดไหม
คุณของพระพุทธเจ้ามี ๙ ประการ ทำไมเราจะยกฉัตร ๙ ชั้นไม่ได้ แล้วอีกประการหนึ่ง
คุณความดีพิเศษที่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์กล่าว มีมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ รวมเป็น ๙ อันนี้ก็ยังได้ นี่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของบรรดาพสกนิกรทั้งหลายว่า
ศาสนาขององค์สมเด็จพระจอมไตรมาจบกันตรงจุดที่คำว่า ๙
และเวลานี้ก็เป็นสมัยของ ร.๙ แต่เราจะทำลงไปก็เชิญพระเจ้าแผ่นดิน ร.๙ ขึ้นมาเป็นองค์ประธาน จะได้เป็นสัญลักษณ์ว่านี่เป็นสมัยของ ร.๙
เข้ากับพระคุณของพระพุทธเจ้า นวหรคุณ คือมีคุณ ๙ ประการ แล้วความดีที่สมเด็จพระพิชิตมารทรงประทานก็ ๙ เหมือนกัน ไอ้อย่างนี้ ทำไมไม่มีใครช่วยคิดบ้าง
ก็ไปนั่งคิดกันแต่เพียงว่าที่ไหนมีพระอังคาร คือถ่านเพลิงที่เขาเผาพระเจ้าแผ่นดินแล้วเอาเก็บไว้ที่ไหน เอาฉัตร ๙
ชั้นไปถวายพระประธานที่นั่น แขวนไว้เหนือเศียร
ก็เวลานี้ที่นี่ก็กระดูกของพระพุทธเจ้า ถ้าจะเป็นกระดูกจริงๆ นั่นก็คือกระดูกของพระเจ้าแผ่นดิน
คือพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ในกรุงกบิลพรรดิ์ ถ้าจะเป็นกษัตริย์ก็ทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ทำไมฉัตร ๙ ชั้นจะยกไว้ไม่ได้เชียวหรือ?
เมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถทรงเสด็จออกเพื่ออภิเนษกรมณ์ พระองค์ก็ทรงความดี มีมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ เป็น ๙ และความดีของพระองค์ก็
๙ เวลานี้ก็เป็นสมัยราชกาลที่ ๙ กระดูกนั้นก็เป็นกระดูกพระเจ้าแผ่นดินก็ ๙ ได้เหมือนกัน มันตั้งหลาย ๙ ด้วยกัน กระดูกนั้นก็กระดูกพระเจ้าแผ่นดินก็ ๙ ได้
แล้วทำไมการทำฉัตร ๙ ชั้น จะสวมเจดีย์ซึ่งมีพระบรมสารีริกธาตุในสมัยของ ร.๙ นี่ไม่ได้ ไอ้เรื่องที่มีคุณธรรมต่ำกว่านี้ คิดกันได้ ใช้แตร ๙ ชั้นได้
แล้วก็ส่วนคุณธรรมความดีอันดับสูงสุด เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า ไม่มีใครคิด
อันนี้ เจ้าพรมเช็ดเท้าขอฝากความคิดไว้กับบรรดาท่านทั้งหลายที่จะทำฉัตร ๙ ชั้น เสนอให้แก่ใครที่มีอำนาจสั่ง ไม่รู้ใครเป็นคนมีอำนาจสั่งในเรื่องนี้ว่า
ไอ้อย่างนั้นต้อง ๙ ชั้น อย่างนี้ต้อง ๗ ชั้น บอกกับเขาด้วยว่าเวลานี้น่ะ ความดีมันเข้าขั้นเก้าๆ กันอยู่แล้ว
เอาละ จะไม่ย้อนไป เป็นอันว่าเรื่องนี้ แหม หนักใจเต็มที ที่หนักใจข้อนี้ก็ไม่ใช่อะไรหรอก ไปปล่อยความบ้าไว้มาก มันบ้ามากจริงๆ นะ ไม่รู้พูดอะไรต่ออะไร
ชาวบ้านเขาไม่เห็นเรื่องผีสางเทวดา ไปตั้งคนเป็นพระราชา เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ เฮ้อ สงสารเจ้าพรหมจริงๆ เจ้าพรหมมันแย่แล้วคราวนี้ อีคราวนี้
ถ้าไม่บ้าก็ซวยเต็มที แต่ก็รู้สึกภูมิใจอยู่อย่างหนึ่ง คนบ้ามีอำนาจเหนือกฎหมาย ทำอะไรก็ได้ถ้าเขาเห็นว่าบ้าจริง
ฉะนั้นในโอกาสนี้ก็ขออภัยต่อบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง และพสกนิกรของพระราชา ที่มีความกตัญญูต่อบุพการี หวังความดีต่อประเทศชาติ
มีความเคารพในองค์สมเด็จพระโลกนาถ ถ้าคิดว่าเจ้าพรหมมันบ้าละ ขออภัยมันด้วย..!
◄ll กลับสู่สารบัญ
puy - 24/8/10 at 14:39
4
เมืองเชียงแสน

.

ตอนนี้ ขอท่านทั้งหลายที่อ่านเป็นหนังสือหรือฟังจากเสียงก็ตาม จงโปรดทราบว่าเป็นตอนที่นายพรหมคลั่ง เพราะอะไร?
เพราะว่าตอนนี้เป็นตอนที่คลั่งแน่ ไม่คลั่งก็บ้า ถ้าพูดตามสัญญาในทางพระพุทธศาสนา ท่านเรียกว่า สัญญาวิปลาส ทำไมจึงกล่าวอย่างนั้น?
ก็เพราะว่าไม่ต้องการให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านเชื่อตามนี้
หากว่าท่านทั้งหลายฟังก็ฟังตาม อ่านก็อ่านตาม แต่เชื่อตามนี้แล้วไม่ดีแน่ เพราะอะไร เพราะว่าเป็นเรื่องไม่ควรเชื่อ ถ้าขืนเชื่อแล้ว
สติสตังของท่านจะป้ำๆ เป๋อๆ เผลอๆ ไผลๆ เช่นเดียวกับเจ้าพรหมกะร่องกะแร่ง หรือว่าพรมเช็ดเท้า นี่จะมาเล่าถึงความรู้สึกสู่กันฟัง นี่มันความรู้สึก
ซึ่งจงอย่าคิดว่าเจ้าคนนี้เป็นผู้มีฌาน มีญาณพิเศษ อย่าไปเอาธรรมะ ความดีของสมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์มาเกลือกกลั้วกับคนชั่ว จงระมัดระวังให้ดี
อย่าเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามายุ่ง เจ้าสิ่งเหล่านี้จะปรากฏ จะพูดต่อไปอาจจะเป็นอารมณ์หลอนก็ได้ ที่ทางพระศาสนาเรียกว่าอุปาทาน
หรือว่าจะเป็นความฝันก็ตาม จงจำไว้ว่า ฟังไว้ อ่านไว้ แล้วก็จงอย่าเชื่อ ถือว่าเป็นนิทานส่งเดชเรื่องหนึ่งก็แล้วกัน
เรื่องที่จะพูดต่อไปนี้ ก็คือความรู้สึกในสมัยที่ท่านพันตำรวจเอก (พิเศษ) ม.ร.ว.พงษ์พูนเกษม เกษมศรี มาชวนจะไปเชียงแสนคราวนี้ มันเกิดนิมิตพิเศษ
จะว่าฝันก็ไม่ใช่ จะว่านึกเอาเองก็ไม่ใช่ ความรู้สึกในตอนนั้นคิดว่าดินแดนแห่งนี้เป็นของประเทศไทยที่ใช้นามว่าโยนก เป็นดินแดนของพระชนก
คือพังคราช นี่ความรู้สึกในตอนนั้นมันเป็นยังงี้นะ นี่เขาเรียกว่าความรู้สึกของคนที่ขาดสติสัมปชัญญะ มีความสมบูรณ์ไม่พอ
การเดินทางคราวนี้ มีความตั้งใจอยู่อย่างเดียว คือต้องการอยากจะรู้ว่า โยนกนคร เดิมตั้งอยู่ตรงไหน แล้วก็อยากจะรู้ว่า
วังสีทอง หรือว่า เวียงสีทอง ที่พระชนกนาถมีนามว่า "พังคราช" ต้องเสียเมืองโยนกให้แก่ขอม ขอมเนรเทศไปตั้งอยู่ที่วังสีทอง มันอยู่ตรงไหน
อยากจะรู้ตำบลอีกตำบลหนึ่ง เขาเรียก ตำบลควาญทวน ที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำโขงมันอยู่ตรงไหน ทั้งนี้เพราะอะไร
เพราะว่าความรู้สึก (จะว่าความรู้สึกมันก็ไม่ชัด เวลานั้นมีอาการคล้ายๆ กับมีคนมานั่งเล่าให้ฟัง แล้วก็ฉานหนังให้ดู)
เขาบอกว่าดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนของเจ้า เจ้าเคยกู้เอกราช อันนี้ขอผ่านไปก่อน
เมื่อวันที่ ๒ หลังจากเข้านมัสการพระบรมสารีริกธาตุแล้ว เขาก็ถามว่าจะไปไหนดี มีอารมณ์อยากจะไปตามตำบลนี้ แต่ทว่าในเวลานั้น
คนที่ไปด้วยกันเขาจะไปแม่สาย ก็เลยตามใจ ว่าอะไรว่าตามกัน ไปที่อำเภอแม่สายของจังหวัดเชียงราย เป็นสุดเขตแดนของประเทศไทยติดต่อกับพม่า
นั่งรถไป มีนาวาอากาศตรีภาสกร จุฑะพุทธิ หัวหน้าสถานีวิทยุของสื่อสาร ทอ. เป็นคนขับรถ นายพรหมนั่งคู่ไปข้างหน้า ข้างหลังมีพลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์
เสนาธิการทหาร และท่านพลอากาศตรี ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์ เจ้ากรมสื่อสาร ทอ. นั่งไปข้างหลัง ขณะที่นั่งไปในรถ
ผ่านไปรู้สึกเหมือนกับมีอยู่หลายคนนั่งคุยไปด้วย
พอออกไปจากเขตของอำเภอเชียงแสนนิดหน่อย ด้านซ้ายก็มีความรู้สึกว่าตรงนี้เคยมีเมืองเก่าที่มันจมและสลายตัวไป พอดีกับตอนเวลาราตรี
ลูกสาวของ ดร.เดือน บุนนาค หรือว่าคุณหญิงเยาวมาลย์ เป็นลูกของใครไม่รู้สองคนนี้ ดร.เดือนเป็นพ่อ คุณหญิงเยาวมาลย์เป็นแม่ แล้วคนนี้เป็นลูกใคร
ไม่รู้... จะว่าเป็นลูกแม่คนเดียวก็ไม่ได้ ถ้าไม่มีพ่อ จะว่าลูกของพ่อคนเดียวก็ไม่ได้ ถ้าไม่มีแม่ ก็รวมเอาทั้ง ๒ คน คือลูกของทั้งพ่อและแม่ร่วมกัน
เธอมาถามว่า เมืองแถวนี้ที่จมไปแล้วมีไหม แสดงว่านิมิตอะไรต้องเกิดกับเธอแน่ ก็เลยตอบว่ามี ชี้ไปทางนั้น
บอกว่ามันมีใกล้ๆ ตรงนี้แหละ แล้วมีคนหลายคนเขาเห็นอะไรต่ออะไรกันเวลานั่งเจริญพระกรรมฐาน
ตื่นมาตอนเช้าที่มานมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ก็มีคนหลายคน มีใครต่อใครมาเข้าสิงเข้าทรง เรื่องทางนี้นายพรหมไม่ขัดใจใคร
เพราะถือว่าจะเป็นสิ่งใดที่ปรากฏกับใจใครก็ตาม เป็นกฎธรรมดา มีคนเขามาเตือน ว่าคุณควรจะเตือน เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ไร้สาระ แต่ก็จะไปเตือนใคร
เพราะตัวเองก็เป็นคนไร้สาระอยู่แล้ว เอาเรื่องอะไรไม่ได้
....พอไปถึงแม่สาย เห็นป้ายเขาบอกว่า เขตเหนือสุดของประเทศไทย
ไอ้ความรู้สึกในใจมันบอกว่า ไอ้ป้ายอันนี้น่ะ ต่อไปมันต้องขยายเข้าไปในเขตพม่า ไกลสุดแคว้นฉาน
และอาจต้องขยายลงไปใต้อีก ก็เลยบอกกับท่านพลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์
ตอนเดินไปด้วยกัน บอกว่า นี่..คุณจิตต์ ท่านเสธ. ไอ้ป้ายอันนี้น่ะ ต่อไปต้องขยายเข้าไปในโน้น มันจะมาปักอยู่ตรงนี้ไม่ได้
(ท่านก็ไม่ถามว่าเป็นเพราะอะไร) ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะมีเสียงใครเขามาบอกว่า ป้ายอันนี้มันมาปักอยู่ตรงนี้ชั่วคราวเท่านั้นแหละ
ต่อไปก็ต้องขยายเข้าไปข้างในโน่น นี่เป็นเรื่องที่ไม่ได้เรื่องเสียแล้ว เป็นเรื่องส่วนตัว
เมื่อเดินผ่านเข้าไปในเขตพม่า ด่านทางไทยมีนายด่าน แต่ด่านพม่าเงียบกริบ เข้าไปชมตลาดของพม่า
สิ่งที่น่าสงสารที่สุดมีอยู่สิ่งหนึ่ง นั่นคือลำไย ความจริงลำไยเขาเอาไปจากประเทศไทย ผ่านเขตแม่น้ำสายเข้าไป แม่น้ำสายก็กว้างแค่กระโดดถึงเท่านั้น
แล้วคนที่ซื้อลำไยมากที่สุดก็คือคนไทย
เข้าไปในเขตพม่าแล้วก็ซื้อลำไยออกมากิน เข้ามาในเขตไทย อย่างนี้ก็เป็นอันว่าลำไยเวียนหัวแย่ อยู่ฝั่งนี้แล้วเขาหามไปฝั่งโน้น
ไปฝั่งโน้นแล้วเขาก็หามมาฝั่งนี้ สิ่งที่มีเรื่องน่าคิดอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเสื้อผ้าทั้งหลาย ก่อนที่จะไปก็มีคนเตือนคนไทย บอกว่าระวังให้ดี
ผ้าทั้งหลายเป็นผ้าพม่า แต่ส่วนใหญ่เป็นตราพาหุรัด คือในกรุงเทพฯ เรื่องนี้เป็นธรรมดา ปรากฏว่าท่านหญิงซื้อกันมาคนละหลายชิ้น
แต่ว่าอาจจะไม่ใช่ของพาหุรัดก็เป็นได้ เป็นของพม่าจริงๆ ก็มี
ไปดูในแคว้นพม่าแล้วก็เศร้าใจ เห็นบรรดาคนชาวเขาทั้งหลายเธอมีความเป็นอยู่แบบง่ายๆ เสื้อผ้าทั้งหลายก็ใช้ราคาไม่มาก ทำกันเอง แต่งตัวก็ไม่ต้องหรูหรา
ข้าวปลาอาหารก็กินแบบสะดวก แต่ทว่ามีความแข็งแรงกว่าคนอยู่เมืองหลวง หรือว่าคนอยู่ในเขตความเจริญมาก แบกของหนักๆ ขึ้นเขาได้แบบสบายๆ
เป็นอันว่าชาวเขาทั้งหลายเขาปฏิบัติตัวถูก บริหารตัวถูก ไม่ต้องไปง้อรถ ไม่ต้องไปง้อมันเลย ไม่ต้องไปง้อเสื้อผ้าที่มีราคาแพง
ชีวิตเกิดมาแล้วก็ต้องตายเหมือนกัน ของดีทั้งหลายเหล่านั้น เวลาตายแล้วมันแบกไปไม่ได้ สังคมทั้งหลายที่มีความนิยมความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เป็นปัจจัยให้เกิดความทุกข์ เพราะว่าต้องหาเงินทองด้วยความลำบาก มีความยากเพราะการประดับกาย นี่เป็นความคิดจัญไรของเจ้าพรมเช็ดเท้า
เมื่อชาวบ้านเขาได้ยินเข้า หรือได้อ่าน เขาคงจะเอาหนังสือฉบับนี้ไปขยี้ด้วยเท้า เพราะเจ้าจัญไรที่มีความเห็นไม่เสมอกัน
ทีนี้ เวลาที่กลับมาจากมาสาย มาในระหว่างทาง เห็นแม่น้ำสายผ่านทิวทัศน์ท้องทุ่งนามันมีร่องรอยให้ปรากฏ ความรู้สึกในตอนหนึ่ง บอกว่าลำน้ำนี้เราเคยทดเข้าอยู่ในเขตของวังสีทอง แล้วก็มีเขตอีกเขต หรือคือเขตไอ้เมืองพังๆ ไม่รู้ว่าอะไรมันพัง จำไม่ได้
จำได้แต่พังๆ ตอนนั้นเมื่อพระเจ้าพรหมมหาราช
เมื่อพระเจ้าพังคราช ไม่ใช่พระเจ้าพรหม พระเจ้าพังคราชเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองโยนก กำลังในตอนนั้นอ่อนแอลง
กำลังขอมทั้งหลายก็เข้ามาบดขยี้ ยึดราชธานีของพระเจ้าพังคราช แล้วก็เนรเทศพระบรมกษัตริย์พร้อมด้วยข้าราชบริพารพสกนิกร ถอนตัวออกจากเมือง ไปตั้งอยู่ที่วังสีทอง
ตอนนั้นพระเจ้าพังคราชบรมกษัตริย์ พระบาทท้าวเธอมีพระราชโอรสปรากฏอยู่แล้ว ๑ องค์ (ชื่ออะไรก็ช่าง) ต่อมาก็มีพระราชโอรสปรากฏอีก ๑ องค์
แต่พระราชโอรสองค์นี้ก่อนจะเกิดมา คนที่เขาบอกน่ะ นั่งเล่าให้ฟัง นั่งไปในรถเขาก็เล่าให้ฟัง (ไอ้ปากก็คุยกับคนอื่น หูก็ฟังเสียงคนเล่าพูดให้ฟัง
เขามีอำนาจมาก)
เขาบอกว่าโอรสของพระเจ้าพังคราชองค์หลังเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วก็มีกำลังมาก เห็นจะเป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง
น่ากลัวจะเป็นเทวดาไทยๆ อาจจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของพระเจ้าพังคราชก็ได้ ไปอาราธนาจากชั้นพรหมให้มาเกิด ท่านก็ยอมรับ
เพื่อจะมากู้ชาติ แล้วก็มีเทวดาองค์นั้นรับรองว่าถ้ามาเกิดเป็นคนจะช่วยในการกู้ชาติทุกอย่าง
นี่ท่านที่นั่งเล่าให้ฟังท่านพูดว่ายังงี้นะ (คนฟังๆ ไว้ นี่เป็นเรื่องของคนกับผี คนก็เป็นคนไม่ดี มีสติไม่สมบูรณ์ แล้วก็นำเรื่องผีมาเล่าให้ฟัง
อย่าเชื่อนะ จำไว้เป็นนิทานก็แล้วกัน ฟังมันส่งเดช ห้ามมันส่งเดชไป จะได้ไม่กลุ้มใจ แต่อ่านแล้วคิด ฟังแล้วคิดกลุ้มใจ อย่า ไม่มีประโยชน์ จะมีโทษกับอารมณ์)
ท่านเล่าต่อไปว่า เมื่อพรหมองค์นั้นรับปาก เทวดาก็รับปากจะช่วย ท่านก็จุติ เคลื่อนจากความเป็นพรหม
ลงมาสู่ครรภ์พระมเหสีของพระเจ้าพังคราช พอพระมเหสีตั้งครรภ์พระราชองค์ที่สอง อารมณ์เดิมก็เปลี่ยนแปลง
พระนางมีจริยาเรียบร้อย สมที่เป็นขัตติยนารี แต่ทว่าเวลานี้มีความต้องการพิเศษ คือสรรพาวุธทุกอย่าง
ต้องการอาวุธสำหรับรบทุกอย่างให้ครบถ้วน
พระเจ้าพังคราชบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอตรัสว่า เอ๊ะ คุณยายโฉมศรี เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่ชื่อของท่านนะ
มเหสีของเรานี้มีจริยาเรียบร้อย เพียบพร้อมไปด้วยขัตติยนารี แต่เวลานี้ท่าทางทุกอย่างที่แสดงออกมามันเป็นนักเลงเสียหมด ปรากฏว่าใช้วาจาเฉียบขาด
ต้องการอะไรก็ตามพระบรมกษัตริย์ต้องหามาให้ได้
แต่ก็เป็นด้วยจริยาดี ใช้วาจานิ่มนวล วาจาอ่อนหวาน แต่ทว่ามีความเด็ดขาดว่า เวลานี้ขอพระบรมกษัตริย์จงหาสรรพาวุธสำหรับรบทุกอย่าง เอามาให้กระหม่อมฉัน
พูดงี้ถูกหรือไม่ถูกไม่รู้ ไอ้ศัพท์ประเภทนี้ไม่น่าพูด พูดแล้วชาวบ้านจะอาเจียนตาย เป็นอันว่าพระเจ้าพังคราชก็ดีใจหาย หามาให้ครบ
เมื่อเคลื่อนกำหนดทศมาส พระลูกชาย (เอาเสียยังงี้เลยดีกว่า มันฟังง่าย จะไปเรียกพระโอรส พระโอเกวียน พระโอล้อ พระราชโอล้อ มันก็ลำบากนะ)
เรียกว่าพระลูกชายก็นวยนาดออกจากครรภ์มารดา คลอดออกมาแล้วรู้สึกว่าผิวพรรณผ่องใสมาก
โหรทั้งหลายพยากรณ์ว่า การคลอดของพระราชโอรสครั้งนี้เป็นฤกษ์ดีพิเศษ พระราชโอรสพระองค์นี้จะมีบุญบารมีมาก
สามารถจะกู้นครโยนกที่ตกไปเป็นของขอมให้กลับคืนมาได้ และจะขยายอาณาเขตประเทศไทยไปกว้างขวางมาก เพราะว่าจะเป็นคนแพร่ตระกูลพิเศษของประเทศไทย
นี่... ความรู้สึกในตอนนั้น เอางี้ดีไหม บอกว่าเทวดามานั่งเล่าให้ฟัง ถ้าไม่ใช่เทวดาบนสวรรค์ก็คงเทวดาลิเก แต่ในเวลานั้นไม่ได้แสดงลิเกนี่
เป็นเทวาของคนบ้า รับฟังก็แล้วกันสบายดี
เป็นอันว่า พระราชโอรส ปรากฏว่าคลอดออกมานี้ ก็มีเหล่านารีทั้งหลายเป็นคนไทยด้วยกัน คลอดบุตรออกมาไล่ๆ กันมีปริมาณ ๒๐๐ คนเศษ
พระบรมกษัตริย์ทราบข่าวก็ให้ความอุปการะ พ่อบ้านพ่อเมืองคนไทยเวลานั้นทำจิตใจ ทำจริยาของตนเสมอด้วยชาวบ้าน ถือว่าเป็นพี่น้องกัน กษัตริย์เป็นพี่
ประชาชนเป็นน้อง มีความปรารถนาในกันและกัน
เมื่อพระราชโอรสโตขึ้นมาแล้ว จอมกษัตริย์ผู้กาจแกล้ว ก็เรียกบรรดาเด็กทั้งหลายเหล่านั้นให้เข้ามาเป็นพระสหาย ไม่ใช่คนใช้ พระโอรส ตั้งแต่เด็กๆ
พอวิ่งได้ เดินได้ก็ต้องการสรรพาวุธเพื่อประกอบยุทธวิธี ซ้อมรบกับเด็กทั้งหลายเหล่านี้ทุกวัน ชอบอยู่อย่างเดียวคือวิชาการรบ
เล่นกันทุกวัน ตั้งค่ายซ้าย ตั้งค่ายขวา ตั้งค่ายของข้าศึก สมมติกันขึ้นมา เล่นกันตามภาษาเด็ก พระราชบิดา พระราชมารดาเห็นเข้าก็ชื่นพระทัย
เพราะสิ่งที่เป็นไปตอนนั้น ตรงกับโหรทำนายทุกอย่าง
พออายุได้ ๑๓ ปี เขาว่ายังงั้น ในตอนราตรี คือเช้ามืดของวันหนึ่ง มีเทวดาองค์หนึ่งมาพูดให้ฟัง บอกให้ฟังว่า เวลาเช้า
จงพาบริวารของเจ้าทั้งหมดไปล้างหน้าที่ชายแม่น้ำโขง (เวลานี้เขาเรียกตำบลอะไร.......ควาญทวน......มีหรือไม่มีก็ไม่รู้ ตาคนนั้นแกบอกอย่างนั้น
ความจริงวันนั้นอยากจะไปดู แล้วไม่ได้ไป) แล้วก็ในที่นั้นทุกคนให้ตัดเอาขอไม้ไป
จะมีช้างเชือกใหญ่ เผือกขาวโพลน ล่องมาตามกระแสแม่น้ำโขง ๓ เชือก (ช้างเขาเรียกกันเป็นเชือกๆ ไม่ใช่เป็นตัวๆ)
ช้างเชือกแรก ถ้าเจ้าจับได้ จะปราบได้ในทวีปทั้ง ๔ คือเป็นจักรพรรดิปกครองโลก ถ้าเจ้าไม่จับ หรือจับไม่ได้ จับเชือกที่ ๒
ไว้เจ้าจะปราบชมพูทวีปได้เป็นของเจ้าทั้งหมด ถ้าจับเชือกที่ ๓ เอาไว้ จะปราบขอมได้ทั้งหมดนี่
เป็นอันว่าเกิดมาเพื่อปราบขอม
พอถึงเวลาเช้า ก็กราบทูลพระราชบิดาว่า อยากจะไปชายแม่น้ำโขง ไปล้างหน้าอาบน้ำ ณ ที่นั้น วางแผนการจับช้าง แต่ไม่บอกพ่อ
เพราะเป็นเรื่องเทวดามาบอก เทวดาปรากฏเป็นองค์เทวดาจริงๆ มาบอก ไม่ใช่เป็นคน เทวดาองค์นั้น ก็คือท้าวโกสีย์สักกะเทวราช
พระอินทร์องค์ปัจจุบัน
นี่ตามที่ตาคนที่เล่าให้ฟัง แกว่าอย่างนั้น ช้างมันจะลอยมานะ ไม่ใช่ช้างจริง ช้างเทวดาแปลงเพื่อมาช่วย เทวดาองค์นี้ก็น่ากลัวจะเป็นเทวดาไทย ฉะนั้น
เมื่อได้มีโอกาส คือพระราชบิดาอนุญาตให้ ก็พาบริวาร คือสหายทั้งหมดไปล้างหน้าเล่นน้ำกันที่ชายโขง (ความจริงฉันอยากจะไปเวียงสีทอง
แล้วก็อยากจะไปดูตำบลควาญทวนว่า มันใกล้หรือไกลจากแม่น้ำโขงเพียงไหน ไม่มีโอกาสได้ไป)

เมื่อพรหมกุมารไปที่นั่น สักครู่เดียวก็ปรากฏว่ามีงูใหญ่มีหงอนสีขาวเผือก มีรัศมีกายผ่องใสลอยตามกระแสน้ำมา ท่านก็มองๆ
ไป คิดว่า..เอ๊ะ นี่เทวดาบอกว่าจะมีช้างมา ไงกลายเป็นงูไปแล้ว งูไม่ใช่ช้าง ไม่เอา ปล่อยให้เลยไป
อีกครู่หนึ่งชั่วประเดี๋ยวใจก็มาใหม่ เป็นงูอีก แบบเดียวกัน ตัวใหญ่ประมาณเท่าลำตาล ท่านก็คิดว่า
นี่เราจะมาจับช้างแล้วเรื่องอะไรจะมาจับงู เมื่องูตัวที่สองผ่านไปก็มาใหม่เป็นงูอีก ตอนนี้ชักคิด เอ๊ะ ไม่ได้เรื่องแล้ว เทวดาสั่งให้มาจับช้าง
นี่พบแต่งู งู ๒ ตัวนั้นก็ท่าจะเป็นช้าง เสียท่าเสียแล้ว
ถ้าจับตัวที่ ๑ ได้ เราจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ครองโลก จับตัวที่ ๒ ได้ จะปราบทั่วชมพูทวีป เสียท่าๆ ไม่เป็นเรื่อง
อีตัวนี้จะเป็นช้างหรือจะเป็นงูก็ตาม เอาแน่ จะเป็นตายร้ายดีอะไรก็ตาม ต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ มันตายก็ตายไป เรื่องอะไรช้างจะกลายเป็นงู
บอกให้รู้เสียทีแรกว่าเป็นงู จะได้จับไอ้ตัวแรก จะเป็นจักรพรรดิปกครองโลกให้มันเด่น
นี่.. มันอยากอยู่เหนือพ่อ เจ็บใจ พองูตัวนั้นเข้ามาใกล้ก็เอาขอไม้คล้องปับเข้าให้ พองูถูกขอไม้ กลายเป็นช้าง! นั่นเทวดาตบตากินเสียได้ ชะๆๆๆ
ถ้าบอกเราเสียก่อนว่าช้างจะเป็นงูมาอีตัวแรกเอาแน่ ได้ฟัดกันแหลก ท่านคงคิดยังงั้นนา
เมื่อจับเป็นช้างได้ก็ขึ้นคร่อมคอ ขับไสด้วยขอไม้จะให้ช้างขึ้นบก ช้างไม่ขึ้น ว่ายทวนกระแสน้ำไป ทวนไปทวนมา ขึ้นบ้างล่องบ้าง บริเวณนั้นเลยไดนามว่า
ควาญทวน จึงอยากจะไปดูเห็นว่าช้างโฉมตรูตัวประเสริฐ ขาวเผือกผ่องจริงๆ ช้างประเภทนี้ไม่ต้องห่วง ถ้าเมืองไหนได้ไว้ จะมีอำนาจมาก
แล้วก็จะมีสมบูรณ์บริบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สิน
บรรดาประชาชนทั้งหลายขึ้นชื่อว่ายากจนเข็ญใจไม่มี เพราะเป็นช้างที่มีบารมีมาก คู่ควรกับบุคคลผู้มีบารมีเป็นกรณีพิเศษ
ที่กล่าวนี้ กล่าวตามกระแสที่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ดำรัสตรัสไว้ในเรื่องพระเวสสันดร มีความจริง นายพรหมไม่เคยเทศน์ แต่ฟังพระท่านเทศน์จำไว้
เมื่อเห็นท่าช้างจะไม่ขึ้นตามใจนึก ก็เลยบอกพรรคพวกว่านี่ บรรดาสหายทั้งหลาย มีใครคนใดคนหนึ่งวิ่งตื๋อไปบอกสมเด็จพ่อที ว่าจับช้างตัวประเสริฐได้แล้ว
แต่ช้างดื้อไม่ขึ้นจากน้ำ ทำยังไง เด็กพระสหายก็วิ่งกลับไปกราบทูลพระเจ้าพังคราชให้ทรงทราบ พระบาทท้าวเธอก็ทรงเรียกโหร
สมัยนั้นโหรจริงๆ ไม่ใช่แขวน ไม่ใช่ห้อม การพยากรณ์เป็นไปตามความจริงทุกประการ เหตุการณ์มันจะเป็นยังไง โหรก็ลงเลข พั้บๆ หือ? ลงเลขหรือเปล่าก็ไม่รู้
หรือทำไงก็ไม่รู้ พยากรณ์หมับ บอกว่าต้องเอาทองพันอะไรก็ไม่รู้ มันพันๆ อยู่ แต่เทวดาท่านบอกว่าสำหรับศัพท์สมัยนี้เขาเรียกว่า ๑ ชั่ง
เอาทำเป็น สดึง ก็ไม่มีอะไร เอาไปตี ปัง ๆๆๆ เข้าล่อช้างขึ้นมา
พระราชบิดาจึงสั่งนำช่างทองมาจัดการทันที แล้วให้สมเด็จพระเจ้าพี่เป็นคนนำไป เมื่อไปถึงตรงนั้นแล้ว สมเด็จพระเจ้าพี่ก็ตีแผ่นทองคำ
ช้างพอได้ยินเสียงแผ่นทองคำดังผ่างๆ (ดังยังไงก็ไม่รู้ มันคงไม่ผ่างกระมัง น่ากลัวจะตุ้บๆ มากกว่า ทองคำนี่ คงไม่เฉ่งไม่ฉั่ง) ช้างก็ขึ้นมาจากน้ำโดยดี
ตอนนี้เอง ท่านพรหมราชกุมารก็รวบรวมสรรพาวุธเป็นการใหญ่ รวบรวมกำลังพลจะสู้กับขอม เด็กแค่อายุ ๑๓ ปี แล้วก็ไปตั้งเวียงใหม่อีกที่หนึ่งชื่อว่า เวียงพันคำ (ใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่รู้จำไม่ได้ เทวดาองค์นั้นไม่มาบอกเวลานี้เสียด้วย) คงอยู่ไม่ไกลกันนัก ไปฝึกปรือทหาร
ทั้งนี้ก็เพราะว่าต้องการปิดขอม เวลาขอมเข้ามาในเขตประเทศของพระราชบิดาจะได้เห็นว่ามีอาการเป็นปกติ ไม่คิดจะสู้ แต่ว่าพ่อโฉมตรูเข้าไปฝึกกันในป่า
ป่าลึกคล้ายๆ กับเสรีไทย อีตอนนั้น ความจริงเสรีไทยเกิดขึ้นสมัยพระเจ้าพรหมมหาราช หรือพระเจ้าพังคราชนั่นเอง ไทยเสรี แล้วพระราชกุมาร
จึงบอกกับพระราชบิดาว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไทยต้องเป็นไท ไม่ใช่ขี้ข้าขอม เรื่องการส่งเครื่องบรรณาการไม่มี
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ก็น่าแปลก.. เมื่อลูกชายสั่งอย่างนั้น พระพ่อก็แสนจะใจดี สั่งงดเครื่องบรรณาการให้แก่ขอมทันที เรียกว่าไม่ส่งส่วย ขอมทวงมาๆ
ก็บอกว่ายังไม่พร้อม พอถึงสามปีตามประเพณี ไม่ส่งส่วยกันจริงๆ แล้วเขาจะว่าแข็งเมือง ไอ้เจ้าขอมก็ยกทัพมา จะมาจัดการกับพระเจ้าพังคราช
มันเคยพังมาเสียทีแล้วจากเมืองโยนก อีคราวนี้มันจะพังให้ตกไปอยู่ที่ไหนไม่รู้
◄ll กลับสู่สารบัญ
puy - 6/9/10 at 16:30
5
(Update 6-09-53 )

พอมันยกมาถึงตำบลสันทราย (วันนั้นนั่งรถกลับมาถึงสันทราย อีตาคนนั้นก็บอกว่า ตรงนี้แหละ ที่พระเจ้าพรหมมหาราช
หรือราชกุมารเวลานั้น มาประจันหน้ากับข้าศึก ก็นึกๆ มองดูบริเวณสถานที่ เห็นมีทั้งเขา ทั้งทุ่งโล่ง เป็นชัยภูมิดี เลยเมืองออกมา
ซึ่งปรากฏว่าจะเป็นเหตุให้คนภายในประเทศไม่ยุ่งไม่ยาก ดีกว่าให้ข้าศึกไปล้อมกำแพงเมือง นี่มันไม่ใช่เรื่องดี) [/color]
พอมาประจันหน้ากันตรงนี้ ช้างตัวนั้นเป็นช้างที่มีอำนาจมาก พระเจ้าพรหมมหาราชเองก็เป็นหน่อพระบรมโพธิสัตว์
เป็นอันว่าทั้งช้างทั้งคน เป็นผู้มีบุญญาธิการ แต่ว่าช้างตัวนั้นเป็นช้างผ่อง ขาวเผือก (เทวดาบอกว่าช้างปลอม คือเทวดานี่เองปลอมไป)
พอบรรดาช้าง ม้า และบรรดาคนทั้งหลายของขอมประจันหน้ากับช้างก็ดี หรือพระเจ้าพรหมมหาราช ราชกุมารก็ดี กำลังใจของ ทั้งช้าง ทั้งม้า
ทั้งคน ไม่มีใครคิดอยากสู้ พอพ่อโฉมตรู พรหมกุมารไสช้างเข้าไป ปรารถนาจะห้ำหั่นข้าศึก พระสหายทั้งหลายก็เหิมศึกพร้อมแล้วที่จะรบ บรรดาประชาชนพลทัพทั้งหลาย
นายทัพนายกอง ก็มีจิตใจเหี้ยมเกรียม
มีอารมณ์กล้า ปรารถนาจะเข่นฆ่าข้าศึกให้พินาศ เป็นอันว่าคนทั้งหมดในสมัยนั้น ไม่มีใครหวั่นหวาดต่อข้าศึก นึกไว้อย่างเดียวว่าเป็นทีของเราแล้ว
จึงจะต้องห้ำหั่นพวกขอมที่มีใจแกล้ว มีใจเหี้ยมโหด ทำสิ่งที่เป็นโทษแก่คนไทยให้พินาศไปทั้งหมด จะไม่ให้ปรากฏอยู่บนพื้นแผ่นดินทอง นี่ซี
พอเวลาที่พระเจ้าพรหมมหาราชขับไสช้างเข้าไป
ภาพปรากฏขึ้นทันที คล่องแคล่วว่องไวพร้อมด้วยพระสหายทั้ง ๒๐๐ คน (เทวดาบอกว่า พระสหายทั้งหลาย ๒๐๐
คนนี้เป็นเทวดาหรือพรหมทั้งนั้น ลงมาเกิดร่วมกันจะกู้แผ่นดินไทย น่ากลัวจะเป็นเทวดาหรือพรหมที่ตายจากแผ่นดินไทยขึ้นไป สงสัยจัง)
แล้วบรรดานายทัพนายกองทั้งหลายของพระเจ้าพ่อก็แสนจะดี มีกำลังใจดีเป็นพิเศษ
เห็นภาพขอมรบกับพระเจ้าพรหมมหาราช หรือว่าราชกุมารซึ่งเป็นนายทัพมีอายุ ๑๖ ปี นายทัพสั่งว่าพวกเราเข้าโจมตีข้าศึก จงอย่าถอย
คำว่าถอยแม้แต่ครึ่งก้าวจะไม่มีสำหรับพวกเรา ซึ่งเป็นคนไทย (แหม คำสั่งนี้อาจหาญมาก) พวกบรรดานายทัพ นายกอง และพลทัพทั้งหลาย พร้อมด้วยพระสหาย
ต่างก็ไสช้าง ขับม้าวิ่งดาหน้าตรงเข้าโจมตีท่าเดียว
ตานี้ บรรดาพวกขอมทั้งหลาย ไม่เคยนึกว่าคนไทยจะมีน้ำใจอย่างนั้น เคยรบกันมาทุกครั้งมีแต่การตั้งท่า ความจริงก็เคยแบ่งจังหวะ ตรงนี้เข้าตีเป็นกองหน้า
ตรงนั้นเป็นกองหลัง ตรงนั้นเป็นกองข้าง กองเหลี่ยมอะไรก็ช่าง ว่ากันเป็นกองๆ เหมือนกองขี้ อีคราวนี้พ่อไม่ยกเป็นกองๆ แล้ว ยกพลทั้งหมดตีพร้อมกัน
ไม่เหลือไว้เป็นกองหลัง มีทั้งปีกซ้าย ปีกขวา กองหน้า กองหลัง กองข้างโจมตีตรงพร้อมกัน ขอมทั้งหลายเหล่านั้นมีจิตใจหวาดหวั่น
แม้แต่ช้างม้าก็ไม่กล้าสู้ วิ่งหนีไปตามกัน ใครหนีทันก็เชิญไป ถ้าหนีไม่ทัน คนไทยเจอะคนไหนฆ่าตายทั้งนั้น ตั้งใจ ให้ปฏิญาณกันไว้ตั้งแต่ตรงโน้น
ที่ตรงชื่ออะไร พังๆ ว่าขึ้นชื่อว่าขอมทั้งหมด จะไม่ให้ปรากฏมีชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินทองนี้
ว่าเจ้าพวกนี้มีจิตใจอัปรีย์ ไม่มีความกตัญญู ไม่รู้คุณคน แล้วก็มีน้ำใจเป็นอกุศล เหี้ยมโหดข่มขี่ มันไม่ใช่คนมาเกิด เป็นสัตว์นรกมาเกิด
ให้มันกลับไปนกตามปกติ มันจะได้สบาย นี่น้ำใจของพระเจ้าพรหมมหาราชหรือพรหมกุมาร เป็นอย่างนั้น พร้อมด้วยพระสหายก็มีน้ำใจเหมือนกัน
แล้วกองทัพทั้งหลายก็มีน้ำใจเท่าเทียมกัน
บรรดาพวกขอมทั้งหลายไม่มีกำลังจะสู้ พ่อโฉมตรูก็ไล่ขับฆ่าฟันสบาย วิ่งไล่กันไป วิ่งไล่กันมาจนกระทั่งถึงเขตๆ หนึ่ง
ที่เรียกว่าตำบลทัพยั้ง (ไปตอนนั้นก็อยากจะพบตำบลนี้) ครั้นมาถึงทุ่งยั้ง หมายความถึงการยั้งทัพ เมื่อยั้งทัพแล้วก็ไปประชุมกันที่ตำบลชุมพล
อันมีบริเวณไม่ไกลกันนัก พักพอสบาย
เมื่อบรรดาทหารทั้งหลายหายจากการอิดโรยแล้ว ก็ยกพลขับไล่ขอมต่อไป นี่เป็นน้ำใจของพระเจ้าพรหมมหาราชบรมกษัตริย์ วิเศษ วิเศษจริงๆ
ขึ้นชื่อว่าเชลย ไม่มีในเวลานั้น สิ่งที่ต้องการอย่างเดียวก็คือฆ่าขอมให้หมดผืนแผ่นดินทอง ดีไหม ใครเห็นว่าดี ก็ว่าดี ใครไม่เห็นว่าดีก็ตามใจ
เป็นอันว่าขับกันต่อไป
พระเจ้าพ่อไม่ต้องไป เอาแต่พระเจ้าลูกคนเล็ก พระเชษฐาธิราชสั่งให้พักรักษาพลหน่อยหนึ่ง คุ้มครองสมเด็จพระเจ้าพ่อพระเจ้าแม่ เอาแต่พระเจ้าลูกชายคนเล็ก
เด็กชายทั้งหลายและกองทัพทั้งหลายไล่ขอม เจอะที่ไหน ไล่ฆ่าที่นั่น
ความจริง ดวงภาพที่เทวดาทำให้ดู ก็สบายนี่ ไอ้รบแบบนี้ ไม่ว่าที่ไหนชนะทั้งนั้น ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าไม่มีใครเขาสู้
หาคนสู้ไม่ได้ ในเมื่อไม่มีใครเขาสู้มันก็สบาย มันมีอย่างเดียว ไล่ฆ่าเขาเท่านั้น สนุกดี เป็นอันว่าไล่กันไปไล่กันมา อีตอนนี้ซิ ทางเดินทัพ
มานึกถึงความรู้สึกในตอนที่นั่งไปในรถ คิดว่าไอ้ทางที่รถเขาพาเรามา นี่มันเป็นทางใหม่ ไม่ใช่ทางเก่า ด้วยอารมณ์ของใจแล้ว
ไม่ชอบทางนั้น ว่ามันควรจะมีอีกทางหนึ่งสำหรับเดินทางไปและเดินทางมา จากสุโขทัยตรงไปเชียงแสน หรือไปเชียงรายซึ่งเป็นทางใกล้กว่า มันควรจะมี
แต่ว่าทางที่เขานำไปขาขึ้นไปคราวนี้ ถ้าเดินทัพไปในสายนั้น มันไม่ได้มีประโยชน์เลย มันมีแต่โทษแล้ว แล้วก็จะเสียทีข้าศึก
เพราะบางจุดเป็นทางแคบมีขุนเขาทั้งสองข้าง ถ้าเดินทัพมาระหว่างกลางข้าศึกก็จะตีกระหนาบเอา ถึงแม้ว่าเขาจะมีคนน้อยกว่าเรา เขาก็จะได้เปรียบ
ตามความรู้สึกเป็นอย่างนั้น
แต่ทว่า เมื่อเขาพาไป เราเป็นคนนั่งในรถ จะกลายเป็นคนขบรถลงมาเดินเสียคนเดียวมันก็ไม่ใช่เรื่อง
ก็เลยนั่งไปคิดไปว่านี่เราจะทำยังไง อยากจะไปตามสายที่พระเจ้าพรหมมหาราชยกกองทัพขับไล่ขอมเข้ากรุงสุโขทัย แล้วก็ไปถึงกำแพงเพชร
พอดีตอนกลางคืน ดร.ปริญญา บอกว่าจะขอนำรถเก๋งมาส่ง แล้วจะมาพักที่บ้าน... (เทปฟังไม่ออก)
นายพรหมก็ดีใจ ถามว่าจะไปทางไหน
ตอบว่าจะไปทางใหม่ ออกงาวเข้าศรีสัชนาลัย ออกไปกำแพงเพชร
ดีใจมาก บอกไอ้ทางนี้เป็นทางที่เราต้องการ
ตามที่ความรู้สึกนึกคิดปรากฏแล้วกำหนด
เทวดาก็บอกว่าถูกแล้ว ทางนี้แหละเป็นทางที่พระเจ้าพรหมมหาราชเดินทัพขับพวกขอม
ในเรื่องการรบนี่ ไม่มีอะไรพลิกแพลงมาก ไม่มีอะไรเป็นเรื่องน่าสนุก ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าไอ้คนหนึ่งไล่ ไอ้คนหนึ่งหนีนี่
ไม่ใช่ว่าเข้าต่อตีกันแบบประจัญบาน ทั้งนี้เพราะอะไร
เพราะว่าอาศัยบารมีบรมโพธิสมภารของพระเจ้าพรหมมหาราชบรมกษัตริย์ ที่พระบาทท้าวเธอสั่งสม อบรมมาแต่ในอดีตชาติ นับไม่ถ้วน
อาศัยเทวดานุภาพทรงสงเคราะห์ เทวดามาเป็นช้างเสียเอง แล้วก็เป็นช้างผ่องขาวเผือก แล้วก็บรรดาพระสหายทั้งหลายก็มาจากพรหมและเทวดา
ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีบุญญาธิการมาก
ตลอดจนกระทั่งนายทัพนายกองทั้งหลายก็ต้องเป็นบุคคลที่เคยร่วมบุญบารมีกันมาก่อน เป็นอันว่า
กองทัพนี้เป็นกองทัพที่เพียบพร้อมไปด้วยบุญญาธิการ แล้วพวกขอมทั้งหลายเหล่านั้นมาจากเปรตบ้าง มาจากอสุรกายบ้าง ซึ่งบุญญาธิการมันเทียบกันไม่ได้
มันจะมาสู้อะไร มันก็ต้องวิ่งอ้าวไปตามอัธยาศัย
เมื่อขับโจมตีพวกขอมไป เหนื่อยก็หยุด ไม่เหนื่อยเห็นจะไม่ได้ เพราะตั้งแต่ตำบลสันทรายมาถึงกำแพงเพชร ถ้าจะเดินกันจริงๆ
อย่างไม่รบมันก็ฟันเกือบหักแล้ว นี่พอเป็นหนุ่มเดินมา กว่าจะถึงก็ใกล้ฟันจะหักเต็มที แต่นี่มากันด้วยกระบวนทัพ แล้วกองทัพนี่มันทั้งคนทั้งม้า
ทั้งวัวทั้งควาย มันก็มีเหนื่อย มีหิวเหมือนกัน
ไม่ใช่ว่าตั้งหน้าตั้งตาตีกันตลอดคืนตลอดวันไม่ต้องพักไม่ต้องกินกัน ไม่ใช่ยังงั้น ก็ขยับกันเรื่อยๆ มาอย่างทัพ
เจอะที่ไหนตีที่นั่น เจอะที่ไหนฆ่าที่นั่น ว่ากันเรื่อยมา ใช้เวลานานเท่าไรก็ไม่รู้ ตาคนนั้นแกไม่ได้บอก แต่เห็นจะรบกันไม่นาน อย่างดีที่สุดก็ไม่เกิน ๓
เดือน เห็นท่าจะไม่ถึง เคลื่อนลงมา ตีกันมา พักกันมา ตามเรื่องตามราว
บรรดาพวกขอมทั้งหลายเหล่านั้นจะเป็นพวกเจ้าหรือพวกเจี้ยวอะไรก็ช่าง ไม่มีใครคิดสู้
พ่อโฉมตรูพรหมกุมารพร้อมด้วยพระสหายและกองทัพทั้งหลายไม่มีใครเสียชีวิตแก่ข้าศึก แม้แต่บาดแผลก็ไม่มี (ก็มันจะมียังไง ไล่ฟันเขาข้างเดียว)
แต่จะว่าไม่มีเลยก็ไม่ได้ ไอ้หนามเหนิมมันคงเกี่ยวเข้าบ้าง หนามน่ะคงมีบ้าง เดี๋ยวจะหาว่าโกหก ตอนนี้เขาไม่ได้บอก พอจะถึงเขตกำแพงเพชรก็ยุ่งละซิ
ในเรื่องของสมเด็จพ่อเก่า คือที่มาบอกให้ช้างว่าถ้าจับช้างตัวที่สามได้จะปราบขอมได้หมดแผ่นดินทอง
ท่านบอกว่าปราบขอมให้ได้ทั้งหมดแผ่นดินทอง ท่านไม่ได้บอกว่าฆ่าขอมได้หมดทั้งผืนแผ่นดินทอง (นี่บันทึกกันเข้าไว้)
เห็นว่าพระเจ้าพรหมมหาราช หรือพรหมราชกุมารคึกเคลิ้มเหิมใจ เข่นฆ่าไม่เลือก แม่แต่ลูกเล็กเด็กแดง
ขึ้นชื่อว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของขอมแล้วจะไม่ไว้บนผืนแผ่นดินไทยแผ่นดินทอง (ตอนนี้จะถือว่าเป็นคนไทยทั้งหมดก็ไม่ได้)
เป็นอันว่าพระองค์เห็นว่าท่าจะไปกันใหญ่ นี่ลูกชายในอดีตจะมาคิดสร้างบาปกรรมทำลามกกันแบบนี้ไม่เป็นเรื่อง เอากันแค่นี้ก็ดีแล้ว ได้กำไรเยอะ
เพราะชาวโยนกมีอาณาเขตแค่กะแบะมือเดียว แต่เวลานี้ขยายเขตมาถึงกำแพงเพชรแล้ว
พระองค์ผู้ใจแกล้วจึงตั้งใจยับยั้งการสร้างบาปอกุศลของพระราชโอรสในสมัยอดีตไว้แค่นั้นแล้ว ต่อจากนั้น ก็ตั้งใจให้บำเพ็ญกุศลเป็นพิเศษ เป็นการหนีบาป
เพราะการฆ่าคนฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่จำเป็นต้องทำ
เพราะว่าคนทั้งหลายเหล่านั้นมันมีใจเป็นสัตว์ ไม่ใช่ใจเป็นคน มีน้ำจิตน้ำใจเต็มไปด้วยความอกุศลหาความดีไม่ได้
พระบาทท้าวเธอจึงได้มีเทวบัญชา ส่งวิษณุกรรมเทพบุตรว่า เจ้าจงไปยับยั้งกองทัพของราชบุตร ให้ยับยั้งอยู่แค่นั้น ไปสร้างกำแพงเพชรกั้นเข้าไว้
นี่บรรดาคนทั้งหลายที่มาอ่านตำนานหรือตำเร็ว เร็วหรือนาน ตำนานตำช้านี่เขาเขียนกันไว้ที่ไหนบ้างก็ไม่รู้ ไม่ได้ดูสักที ไม่ได้อ่าน เห็น
ดร.ปริญญาบอกว่าเขามีตำนายอยู่ เขาตำกันไว้นานๆ ไอ้การจะตำนานๆ นี่มันก็ยุ่ง หรือว่านานๆ ถึงได้ตำก็ไม่รู้ ถ้าตำเสียสมัยนั้น พระเจ้าพรหมมหาราช
หรือพรหมราชกุมารทำอะไรแล้ว เวลาเลิกทัพก็มาเขียนเป็นตำรับตำราเข้าไว้อย่างนี้เขาเรียกตำเร็ว