หนังสือคำสอน "ทางสายเอก" โดย..หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
webmaster - 15/1/12 at 18:03

ทางสายเอก
จัดพิมพ์โดย..คุณ มาลิดา ปานทวีเดช และคุณ ทวีทรัพย์ ศรีขวัญ
( ลิขสิทธิ์เป็นของ "ทีมงานเว็บวัดท่าซุง" )
เนื้อหาของสารบัญ
1. ให้รู้ทุกข์ | มองให้เห็นทุกข์ | ทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด |
พระอนุรุทธเกิดความเบื่อ | ถามเรื่องเวียนว่ายตายเกิด | อวิชชา |
สนทนาเรื่องเกิดเพราะโง่ | กรรมโง่ | พบพระพุทธศาสนาควรจะไปนิพพาน |
บารมีคือกำลังใจเต็ม | ทุกข์ ๓ ประการ | สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม |
อย่าโทษพระพุทธศาสนา| ชาตินี้เป็นทุกข์..ชาติหน้าก็ยังทุกข์อีก
2. ธรรมดาคือความตาย| สงสัย...ตายแล้วไปไหน| มรณานุสสติ|
นึกถึงความตายเพื่ออะไร| ความตาย ๓ อย่าง|นึกถึงความตายมีประโยชน์|
มรณานุสสติไปนิพพาน| ถามเรื่องคนตาย
3. บาป บุญ นรก สวรรค์|บาป บุญ|ตกนรกเพราะลืมทางไปสวรรค์| ได้วิชชา ๓
หายสงสัย|สงสัยบุญ บาป|เลิกสงสัย|คนเราทำทั้งดีและชั่ว|
ปาณาติบาต|บาปอกุศลในอดีตอย่าสนใจ|ดูปัจจุบันอย่างเดียวไม่ได้
4. เตือนตนเอง| ห่วง| มีเงินไม่รู้จักใช้ |ทำบุญร่วมกันมา
จึงพูดกันรู้เรื่อง| ถ้ารู้ตัวว่าโง่ก็ฉลาดมาก | เถรใบลานเปล่า|
พระอรหันต์มีแต่แก่นแท้| เอาอย่างพระเรวัต| ความรักเป็นทุกข์| ทุกข์จากการมีคู่| นินทา สรรเสริญ| นินทา สรรเสริญ เรื่องธรรมดา| พิสูจน์ด้วยปฏิบัติ..อย่านึก| อธิโมกขศรัทธา|ทุกอย่างต้องแก้ที่ใจเรา| ติตนเอง| จิตสัตว์โลก
5. เรื่องของทาน| บุญ ๓ ประการ| ปฏิบัติบูชา| อะไรคือสังฆทาน| การถวายสังฆทาน|ถึงแม้ของน้อยก็อานิสงส์มาก| สูงสุดคือวิหารทาน|
อุทิศส่วนกุศล| พระพุทธศาสนากับเทวดา| ปติปูชิกา|เทวธรรม
6. เรื่องของทาน| ดับทุกข์ถาวรด้วยกรรมฐาน| บกพร่องในศีลเป็นคนเลว|
นั่งกรรมฐานแล้วฟุ้งซ่าน| ทำกำลังใจอย่างไร|สมาธิมีกันทุกคน|
สมาธิไม่จำเป็นต้องหลับตา| อุปกิเลส| ทำไมต้องเจริญกรรมฐาน| พระนางมัลลิกาเทวี|ฝนตกทีละหยาด|อย่านึกถึงความชั่วที่ผ่านมา|ตถาคต..ผู้บอก|พุทธศาสนาทำเข้า โลกทำออก|พระพุทธเจ้าสอนเป็นขั้นๆ|ธรรมเป็นขั้น|พรหมวิหาร ๔|เรียนแบบโง่ๆ|กรรมฐานรักษาบ้า|ได้ทุกอิริยาบถ|จงกรม|อานิสงส์จงกรม|ภาวนา..อานิสงส์สูง|สมาธิอย่างเดียวไม่มีผล|ปฏิบัติเข้าสังโยชน์ ๑๐ |สมาธิของพระอริยเจ้า|พระโสดาบัน|ปัญญา สมาธิ
ศีล|ปัญญาพิจารณาศีล|กำลังของพรหมวิหาร ๔|โสเภณีเป็นพระโสดาบันได้|พูดความจริงต้องเลือกเวลา| โกหกขาว
7. ภาวนาตัดกิเลส| อานาปานุสสติ| คุณของอานาปานุสสติ|
อานาปานุสสติสำคัญยิ่ง| จุดจบของอานาปานุสสติ| เสี้ยนหนามของฌาน ๔| อานิสงส์ของฌาน
๔| ต้องขึ้นต้นด้วยอานาปาฯ| นิวรณ์ ๕| นิวรณ์ทำให้ปัญญาถอยหลัง|
ขณิก อุปจารสมาธิ| ภาวนาต้องการจิตสงบ| วิปัสสนาต้องมีสมถะคุม| ก่อนวิปัสสนา
|ถ้าทรงฌาน ๔ ได้|ต้องตัดกิเลส| ศีลต้องบริสุทธิ์| พระโสดาบัน
สกิทาคามี ต้องปฐมฌาน| กัลยาณชน| อธิศีลสิกขา|มานะเป็นอารมณ์เลวที่สุด |โจทก์ตนเองเสมอ| ภาวนาอย่าหาที่สงัด|เถรส่องบาตร| กราบด้วยจิตเคารพ|
ภาวนาแล้วอยากเห็น| ให้พอใจในอารมณ์ปัจจุบัน| ภาวนาไม่อยู่.. ให้หันมาพิจารณา| กายคตานุสสติและอสุภกรรมฐาน| วิปัสสนาเพื่อมรรคผล| นักปฏิบัติต้องเข้าใจ| ถือหลับตาเป็นสำคัญ ระวังมานะกิเลส| ส่วนสุด ๒ อย่าง| มัชฌิมาปฏิปทา| แต่ละเวลาอารมณ์ไม่เท่ากัน|สรุปอารมณ์สมาธิ|สุขในฌาน..หาที่เปรียบไม่ได้|ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน|เปสการีธิดา|ถึงแล้วจะอธิบายสังโยชน์ตามอารมณ์จริง|เก่งเฉพาะตำรา..เข้าไม่ถึงพระพุทธศาสนา|อ่านหนังสือไม่ปฏิบัติ..ระวังมิจฉาทิฏฐิ|พระพุทธเจ้าเทศน์โปรดพระพาหิยะ
8. เพื่อพระนิพพาน|ข้อปฏิบัติเพื่อพระนิพพานโดยเคร่งครัด| มั่นคงในพระรัตนตรัย|สุปปพุทธกุฏฐิ|พระโสดาบันเคารพจริง..สำหรับพระดี|ต้องละสังโยชน์จึงจะเกิดประโยชน์| ติดอุปาทานต้องเวียนว่ายตายเกิด|อิทธิบาท ๔|ไม่คบคนพาล|ตัดอบายภูมิ|ไฟนรกดับ| ชีวิตเหมือนใบไม้ในป่า| เป็นพระโสดาบัน|
วางเฉย
อริยสัจ
ทำลายเหตุให้เกิดทุกข์
พระโคธิกะ
อรหันต์ตัดร่างกายตัวเดียว
ให้ทานตัดกิเลส
สรุปทานตัดกิเลส
อุปสมานุสสติกรรมฐาน
พระนิพพานไม่สูญ
เรื่องของการเห็น
พบพระแปลกหน้าในป่า
การเห็นมีหลายชั้น
มนุษย์ต้องการเห็น
หลวงพ่อเคยเทศน์ว่านิพพานสูญ
ความไม่ประมาท..ปัจฉิมวาจา
webmaster - 31/1/12 at 16:04
1
๑.ให้รู้ทุกข์
มองให้เห็นทุกข์
เธอจงเห็นทุกข์ในปัจจุบันที่เรียกว่า นิพัทธทุกข์ เสียก่อน นิพัทธทุกข์ คือทุกข์เนืองนิตย์ที่มีอยู่ทุกวัน มันมีอะไรบ้าง
เมื่อบริโภคอาหารเข้าไปแล้วกิจอื่นที่จะตามมาเนื่องด้วยอาหารนั่นคืออะไร น้ำที่บริโภคเข้าไปมาก ร่างกายใช้เหลือความต้องการก็เกรอะทิ้งมา มาเป็นปัสสาวะ
แล้วอาหารก็เช่นเดียวกัน ที่ร่างกายไม่ต้องการแล้วเป็นกากที่เราเรียกกันว่าอุจจาระ
ร่างกายต้องการถ่ายน้ำที่ไม่ต้องการ ระบายอาหารที่ไม่ต้องการ ที่เราเรียกว่าปวดอุจจาระปัสสาวะ มันเป็นความสุขหรือความทุกข์
ตามบันทึกท่านทูลตอบว่า มันเป็นความทุกข์พระเจ้าข้า และเป็นความทุกข์ที่เหลือที่จะทน ไม่ได้ทนได้ยาก เหลือที่จะทน คือทนไม่ไหว
ท่านก็ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นจงจำไว้ว่า อาหารนี่ไม่ใช่ปัจจัยของความสุข อาหารนี่เป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ จะหาสุขจากอาหารจริงๆ
นั้นมันไม่มี
ต่อจากนั้นองค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสว่า เธอจงคิดไว้เสมอว่าชีวิตเลือดเนื้อและร่างกาย ถ้ายังมีอยู่เพียงใด คำว่าหมดทุกข์ไม่มี
เราจะต้องประสบกับความทุกข์อย่างนี้ตลอดเวลา ถ้าเราจะสิ้นทุกข์ได้ก็เพราะอาศัยเห็นว่าร่างกายที่เราเกิดมานี่มันเป็นทุกข์ แล้วก็สมบัติที่เราถือว่าเป็นเรา
เป็นของเรานี่มันได้มาด้วยความทุกข์ คืออาศัยความเหน็ดเหนื่อยเป็นของสำคัญ ถ้าเราไม่เหน็ดเหนื่อยแล้วเราก็ไม่ได้มา
เมื่อได้มาแล้ว หามาได้แล้ว แทนที่จะใช้สอยให้มันเป็นการพอดี ให้มันทรงอยู่กับเรา มันก็เปล่า มันก็สิ้นไปเสื่อมไป ทำไมจึงจะมานั่งสนใจด้วยอาหาร
ด้วยเรื่องร่างกาย แต่ที่กล่าวอย่างนี้ไม่ใช่ให้ทำลายร่างกาย ไม่ใช่อดอาหาร เพราะว่ามันเกิดมาแล้ว ร่างกายที่เกิดมาเราก็ต้องเลี้ยงมัน มันเป็นของธรรมดา
แต่ถ้าหากว่าเราจะพึงปรารถนาในมันนั้น เห็นไม่สมควร จงมีความรู้สึกอยู่เสมอว่า หน้าที่ในการบริหารร่างกาย เราจะพึงทำเมื่อร่างกายต้องการอะไรบ้าง
แต่ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินไป ตั้งใจบริหารมันเข้าไว้ เพื่อว่าเป็นการระงับความทุกข์ส่วนหนึ่ง แต่ทว่ามันไม่ได้เป็นการหายทุกข์ มันเป็นการบรรเทาความทุกข์
และจงคิดว่าความสุขจริงๆ ก็คือ อธิโมกขธรรม ได้แก่ ธรรมเป็นเครื่องพ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้แก่ พระนิพพาน คนที่จะถึงพระนิพพานได้
ก็ต้องอาศัยไม่ติดอยู่กับปัจจัยที่ทำให้เกิดความทุกข์ คือร่างกาย ไม่ติดอยู่ในรสอาหาร นี่เป็นอันดับแรก
แล้วต่อไปเธอจงถอยหลังเข้าไป ส่วนใหญ่ของบุคคลที่พึงคิด เขาจะไม่คิดถึงความเป็นจริงของร่างกาย แล้วไม่คิดถึงความเป็นทุกข์ของร่างกาย
ในศัพท์ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าจับปลายรูป นั่นคือมองไม่เห็นความทุกข์ เข้าใจว่าเหตุที่เกิดทุกข์มันเป็นปัจจัยของความสุข คือเลี้ยงร่างกายให้อ้วนพี
พยายามทะนุถนอมร่างกายนี้ให้มันไม่ทรุดโทรม ร่างกายต้องการอะไรหาให้ทุกอย่าง
แต่ว่าเธอเคยเห็นไหมว่าคนที่บำรุงบำเรอร่างกายอยู่เป็นปกติเขามีความสุข เป็นอันว่าเธอจะหาไม่ได้ ไม่มีปัจจัยส่วนใดที่จะเป็นเหตุให้เกิดขึ้นได้
มันก็จะมีแต่ความทุกข์ส่วนเดียว จงจำถ้อยคำนี้ไว้ให้ดีว่า ร่างกายนี้มันเป็นความทุกข์ อาหารที่เราได้มาก็ได้มาจากความทุกข์
ถ้าต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้เราก็ต้องทำกิจอยู่อย่างนี้ทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง
ทั้งนี้ก็เพราะว่าเราจะกินข้าวเช้าแต่เวลาเดียวมันก็ไม่อิ่มไปตลอดวัน วันหนึ่งเราบริโภคหลายหน เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วแทนที่จะสิ้นทุกข์
มันก็เกิดทุกข์เนื่องจากการขับถ่ายของร่างกาย ร่างกายเป็น โรคนิทธัง มันเป็นรังของโรค มันมีอาการเสียดแทงอยู่เป็นปกติ
ทุกข์อื่นใดที่จะทุกข์ยิ่งกว่าร่างกายนั้นไม่มี คือความปรารถนาของร่างกายนี้เป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ทุกอย่าง
เธอจงวางภาระคือขันธ์ห้า ได้แก่ร่างกายเสีย จงจำไว้ว่าคนเราจะเกิดมาทรงตัวอยู่ได้อย่างนี้มันเต็มไปด้วยความทุกข์ตลอดเวลา
การทำไร่ไถนาหรือการแสวงหาทรัพย์สินมาเพื่ออาหารการบริโภคในชีวิตนี้เราจะไม่มีโอกาสได้หยุด ต้องทำตลอดชีวิต
แล้วการต้องทำตลอดชีวิตอย่างนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ นับตั้งแต่นี้ต่อไปเธอจงใช้ปัญญาหาทุกข์ให้พบ
ถ้าเธอยังเห็นว่าโลกนี้จุดใดจุดหนึ่งเป็นอาการของความสุข นั่นก็ชื่อว่าเธอไร้ปัญญา
ถ้าขณะใดเธอพิจารณาในมุมโลกทั้งหมด คนทุกขนาด ทุกประเภท ทุกชั้น ทุกวรรณะ ทุกชั้นทุกวัย ไม่ว่าคนประเภทใด เห็นอาการเขามีความทุกข์
แล้วก็จิตใจของเธอมีอาการไม่มีเยื่อใยกับอาการของความทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้น แล้วก็มีความปรารถนาทำลายให้มันสิ้นไป
ชื่อว่าเธอมีปัญญาสามารถจะเข้าเป็นพระอริยเจ้าได้
ทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด
องค์สมเด็จพระประทีปแล้วทรงสั่งสอนเราว่า โลกนี้เป็น
อนิจจัง หาความเที่ยงไม่ได้
ทุกขัง มีแต่ความทุกข์
อนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างมีการสลายตัวไปในที่สุด
การเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นพรหม เกิดเป็นสัตว์ก็ตาม ย่อมเต็มไปด้วยความทุกข์ เราต้องบริหารประกอบกิจการงานเพื่อความเป็นอยู่ของตน
และงานทุกประเภทนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ทำแล้วมันก็ต้องทำอีกอย่างนี้ตลอดเวลา ทำไปจนจะตายเราก็ยังไม่ว่าง ตายแล้วถ้าหากว่ายังไม่หมดกิเลสเพียงใด
เราก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ก้าวลงไปเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน
เราก็ชื่อว่าเราขาดทุน ถ้าหากว่าเราวนมาแค่มนุษย์ เราก็ชื่อว่าขาดทุนเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเราเป็นมนุษย์แล้ว เรากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก
ก็ชื่อว่าเราไม่มีอะไรดีขึ้น เรายังเป็นทาสกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมอยู่ เราก็จะขอยึดถือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมครู อย่างเลวที่สุด
เมื่อตายแล้วชาตินี้เราก็จะเป็นเทวดา หรือว่าเราจะทำความดีอย่างกลาง เราก็จะเกิดเป็นพรหม
หรือมิฉะนั้น สิ่งที่เราต้องการที่สุดนั่นก็คือ พระนิพพาน นี่เพราะพระนิพพานเป็นที่แห่งเดียวเท่านั้น เป็นที่เสร็จกิจ กิจที่ต้องทำไม่มีอีกแล้ว
องค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงเทศน์ไว้ในธรรมจักกัปปวัตนสูตรก็ดี อาทิตตปริยายสูตรก็ดี อนัตตลักขณสูตรก็ดี
ลงท้ายองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศน์แบบนี้ว่า สิ่งที่เราจะต้องทำ เราทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่เราจะต้องทำไม่มี
นี่หมายความว่าเราเป็นพระอรหันต์
ถ้ายังไม่ถึงพระอรหันต์เพียงใด เราก็ยังคงต้องทำต่อไป กิจประเภทนั้นก็คือกิจที่จะต้องทำต้องปฏิบัติบริหารเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว เพื่อเพื่อนฝูง
เพื่อหมู่คณะ หรือเพื่อประเทศชาติ เป็นต้น ซึ่งมันก็เป็นกิจเหน็ดเหนื่อย การเบื่อกิจที่ทำแล้วทำอีกอย่างนี้มีตัวอย่างในพระธรรมบทขุททกนิกาย
สมัยเมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วประมาณ ๑๐ ปี ในระยะนี้ไม่เกิน ๑๐ ปี
พระอนุรุทธเกิดความเบื่อ
เทวทหะก็ดี ศากยราชคือพระญาติขององค์พระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เทวทหะเป็นญาติของทางฝ่ายพระนางพิมพาราชเทวี ตระกูลทั้ง ๒
นี้เป็นพระญาติในเครือเดียวกัน ต่างคนต่างก็ออกบวชในพระพุทธศาสนากันมาก ทีนี้สมัยนั้น ท้าวมหานามเป็นกษัตริย์ทางศากยราชที่กบิลพัสดุ์
ท่านท้าวมหานามมีพี่น้องอยู่ ๒ คน คือท่านท้าวมหานาม พระอนุรุทธ และพระนางโรหิณี
ท้าวมหานามเรียกพระอนุรุทธเข้ามาว่า ...ศากยะก็ดี เทวทหะนครก็ดี ต่างคนต่างบวชตามองค์สมเด็จพระชินสีห์กันหมด เหลือแต่ตระกูลเรา
๒ คนนี่เท่านั้นที่ยังไม่มีคนบวช ถ้ากระไรก็ดีพี่จะขอบวช ขอน้องจงอยู่ครองสมบัติขึ้นเป็นพระราชา...
พระอนุรุทธก็นิ่งฟัง แล้วท่านท้าวมหานามก็กล่าวว่า ...ถ้าเจ้าจะเป็นพระราชาปกครองคน จงเรียนถึงกิจของพระราชา
หรือของประชาชนทั่วไปที่มีความต้องการ... สมัยนั้นพระราชามีงานมาก ต้องทำนา แต่พระอนุรุทธเป็นพระอนุชา ไม่เคยลำบากต้องทำงานกับเขา
จึงถามว่าวิธีทำนาเป็นอย่างไร
ท่านท้าวมหานามก็กล่าวว่า ...เวลาที่จะทำระยะแรกก็นำวัวควายออกไป นำไถออกไป นำอุปกรณ์ออกไป ไถให้เป็นรอย แล้วก็เอาข้าวหว่านลงไป
แล้วก็ไถกลบ เอาคราดคราด แล้วก็เก็บขี้หญ้า...
พระอนุรุทธถามว่า ...เสร็จแล้วหรือ...
ท้าวมหานามก็บอกว่า ...ยังไม่เสร็จ ต่อนี้ไปก็ดูน้ำ พืชข้าวว่าจะเกิดขึ้นดีหรือไม่
ถ้าปรากฏว่ามีวัชพืชคือพืชที่จะเป็นอันตรายแก่ต้นข้าวก็ต้องถากต้องถางต้องถอน เป็นการรักษาต้นข้าว
ถ้ามีตัวเพลี้ยตัวหนอนก็ต้องหาวิธีไล่เพลี้ยหนอนที่กินกอข้าว...
พระอนุรุทธถามว่า ...เสร็จหรือยัง...
ท้าวมหานามก็บอกว่า ...ยังไม่เสร็จ ต่อไปเมื่อข้าวโตขึ้นมาก็เป็นรวง เมื่อเป็นรวงแล้วก็มีเมล็ด แก่เต็มที่ก็ต้องเก็บเกี่ยว
และเกี่ยวเสร็จแล้วก็มานวด นวดเสร็จแล้วก็เก็บไว้ในยุ้งฉาง...
ท่านพระอนุรุทธถามว่า ...เสร็จหรือยัง...
ท่านมหานามก็บอกว่า ...ยังไม่เสร็จ และบอกต่อไปว่า ต่อไปก็ต้องนำข้าวมาสะสางมาสีให้พร้อมเป็นข้าวสาร แล้วก็นำมา...
พระอนุรุทธถามว่า ...เสร็จแล้วหรือยัง...
ท่านท้าวมหานามก็บอกว่า ...ยังไม่เสร็จ กินข้าวป่าเก่าเข้าไปแล้ว
เมื่อถึงฤดูทำนาใหม่ก็ต้องนำเอาข้าวเก่าไปทำพันธุ์ข้าวปลูกมาใหม่ แล้วทำมันอย่างนี้เรื่อยไป ถึงปีก็ต้องทำใหม่ ได้ข้าวก็เกี่ยวอย่างนี้ตลอดชีวิต...
ท่านพระอนุรุทธถามว่า ...กิจของการทำนานทำมาหากินนี่มันไม่มีการหยุดกันหรือ...
ท่านท้าวมหานามก็บอกว่า ...หยุดไม่ได้ เพราะเราต้องกิน และญาติผู้ใหญ่ของเราทุกระดับชั้นก็ทำแบบนี้
ถึงแม้ว่าจนกระทั่งตายท่านก็ไม่มีโอกาสหยุด เพราะเป็นกิจที่เราจะต้องทำ...
ท่านพระอนุรุทธบอกว่า ...ถ้าเช่นนั้นเราจะบวช พี่ก็เป็นพระราชาต่อไป...
เป็นอันว่าท่านท้าวมหานามก็ตามใจ ความจริงเวลานั้นท้าวมหานามเป็นกษัตริย์ก็จริง แต่ว่าปฏิบัติธรรมะได้ถึงพระอนาคามี
ต่อมาท่านก็บวชในพระพุทธศาสนา อาศัยที่ได้ฟังธรรมจากท้าวมหานามบอกว่าเกิดเป็นมนุษย์หาความหยุดไม่ได้ ต้องทำมาหากินกันต่อไป แล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่
ก็ต้องหากินกันแบบนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ท่านจึงไม่ต้องการหากินต่อไป
ถามเรื่องเวียนว่ายตายเกิด
...ผมขออภัยครับ ผมขอถามข้อความตรงนี้หน่อยว่า ที่ในพระไตรปิฎก หรือที่ได้ยินพระเทศน์เรื่องนางปฎาจารา แล้วมีข้อความว่า
พระพุทธเจ้าตรัสว่า นางปฏาจารา เธอนี้มีความทุกข์และร้องไห้มาหลายชาติ น้ำตาของเธอรวมกันแล้วมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔
ข้อความอันนี้เป็นความจริงหรือเปล่าครับ...
...จริง ถ้าคุณไม่มั่นใจ คุณไปถามนางปฎาจาราดู อ้าว..ต้องไปให้ได้...
...ถ้าหากว่านางปฎาจาราเวียนว่ายตายเกิดเช่นนั้น บุคคลอื่นๆ ก็เวียนว่ายตายเกิดเช่นนางปฎาจาราหรือเปล่าครับ...
...อาจจะมากกว่าก็ได้...
...แล้วก็แสดงว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ นั้น ก็เป็นน้ำตาของคนทั้งหลายที่ได้เวียนกันมาแล้วใช่ไหม...
...อาจจะมีน้ำเยี่ยวผสมด้วยก็ได้ (หัวเราะ)...
อวิชชา
วันนี้จะให้ท่านรู้จักคำว่า อวิชชา อวิชชานี่ท่านแปลว่าไม่รู้ และก็ขอโปรดทราบคำว่าไม่รู้ในที่นี้ไม่ใช่ความหมายว่าไม่รู้อะไรเสียทั้งหมด
ความจริงคนและสัตว์เกิดมาย่อมมีความรู้ เช่น รู้หิว รู้ร้อน รู้กระหาย รู้จักพ่อ รู้จักแม่ รู้จักกิจการงาน รู้จักปวดอุจจาระ รู้จักปวดปัสสาวะ เป็นต้น
เป็นอันว่าคนเรามีความรู้ แต่ว่าสำหรับคำว่าอวิชชาที่ว่าไม่รู้นี่ มีขอบเขตจำกัด
คือว่า ไม่รู้ที่สุดของความทุกข์ หมายความว่า ไม่รู้จักหาเหตุที่ทำทางให้เกิดแห่งความทุกข์ รวมความว่าไม่รู้ทุกข์
และก็ไม่รู้เหตุของความดับทุกข์ และก็ไม่รู้จักความดับทุกข์ คือไม่รู้เหตุด้วย และไม่รู้จักดับทุกข์ ตัวนี้ตัวสำคัญ เป็นอันว่าวันนี้อธิบายกันตอนนี้
ขอให้เราทั้งหลายพากันศึกษาเรื่องของอวิชชาให้เข้าใจ บางทีท่านทั้งหลายจะมีความเข้าใจว่า
ทำไมนำเรื่องของอวิชชามาพูดกันทำไม เป็นอันว่าถ้าท่านเข้าใจในอวิชชาเสียแล้ว และก็สามารถทำวิชชาให้เกิดขึ้น อวิชชาแปลว่าไม่รู้
คือแปลว่าโง่ ถ้าสามารถทำวิชชาคือความรู้ ได้แก่ความฉลาดให้เกิดขึ้น ความสุขมันก็มีกับใจ คือคำว่าไม่รู้จักทุกข์
ก็ได้แก่คนที่มีความประมาทในความเป็นอยู่ หรือว่ามีความประมาทในชีวิต คิดว่าเรายังไม่ตาย คิดว่าความเป็นอยู่ของเรามีความสุข คิดว่าเราไม่แก่
คิดว่าเราไม่ป่วย คิดว่าเราไม่จน
รวมความว่าเป็นความคิดเห็นในด้านแห่งความผิด แต่เนื้อแท้จริงๆ การทรงชีวิตอยู่ของเราเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
ต่อไปนี้ก็จะมาขอพูดถึงว่า ทำไมไม่รู้จักทุกข์ เพราะว่าความจริงทุกข์มีอยู่ แต่คนมองไม่เห็นทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์มีอยู่
แต่คนมองเห็นเหตุที่ให้เกิดทุกข์เป็นเหตุของความสุข แล้วก็ไม่รู้จักควานหาความดับทุกข์ คำว่าทุกข์ในที่นี้ ถ้าเราจะใช้ปัญญาพิจารณากันเล็กน้อย
เราก็จะทราบชัดว่า ความทุกข์ที่ปรากฏขึ้นกับเรามันมีอะไรบ้าง มานั่งหาความทุกข์กันสักนิดหนึ่ง คือความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเราจริงๆ มันมีอยู่ทุกวัน
ตอนเช้าตื่นขึ้นมามีความรู้สึกยังไง ถ้าไม่ชำระล้างหน้า ไม่แปรงฟัน มันสบายหรือไม่สบาย และก็บังเอิญมันตื่นขึ้นมาแล้วการปวดอุจจาระปัสสาวะมันเกิดขึ้น
ถ้าเราหาโอกาสในการถ่ายไม่ได้ ใจของเราจะเป็นสุขหรือว่าใจของเราจะเป็นทุกข์
นี่เราไม่พูดกันถึงกาย กายนี้ถ้ามันไม่มีใจเสียอย่างเดียว มันก็ไม่มีความรู้สึก ความสุขหรือความทุกข์นี้มันอยู่ที่ใจ
ถ้าหิวอาหารไม่ได้บริโภคอาหาร มันเป็นความสุขหรือความทุกข์ การประกอบกิจการงานทุกอย่างต้องใช้กำลังกาย ต้องใช้กำลังทรัพย์ ต้องใช้กำลังความคิด
มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ การปฏิบัติงานทุกประเภทต้องมีการกระทบกระทั่งในระหว่างบุคคล
หรือมีความขัดข้องในกิจการงาน ซึ่งมันเป็นไปได้ไม่สะดวกนัก ความไม่สะดวกของการงานมันเป็นอาการของความสุขหรือความทุกข์ นั่งคิดดูให้ดี
คนร่ำรวยสุขหรือทุกข์ รวยมากระแวงอันตรายมาก รวยมากมีความวุ่นวายมาก เป็นอันว่าคนรวยนอนสะดุ้งอยู่ตลอดเวลา
ทั้งนี้เพราะเกรงว่าอันตรายจะเกิดขึ้นจากบุคคลต้องการทรัพย์สิน
ซึ่งเราได้ยินข่าวอยู่เสมอ สองวันนี้ก็มีข่าวว่าจับคนเอาไปเรียกค่าไถ่ และในโอกาสนี้น้ำท่วมถึงหลังคา ทรัพย์สินอะไรมันจะเหลือ บางคนก็ต้องลอยในน้ำ
ไม่สามารถจะช่วยตัวเองได้ สำหรับคนที่ยังไม่ตายก็มีแต่ความหิวโหย ตามข่าวว่าเจ้าหน้าที่ทหารเอาข้าวสารไปแจก คนมากกว่าข้าวสาร เข้าทำการยื้อแย่งข้าวสารกัน
นี่เป็นว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นเรื่องของโลก มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
ถ้าบางทีสำหรับคนโง่ที่มีอวิชชาเข้าประจำใจ ก็จะคิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันไม่เกิดกับเรา เพราะอะไร เพราะว่ามันยังมาไม่ถึงเรา
เราก็คิดว่ามันจะมาไม่ถึงเรา เราก็ต้องคิดไว้ว่าสักวันหนึ่งข้างหน้า ถ้าอาการอย่างนี้มันเกิดขึ้นมันจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
และก็ช่วยกันนั่งนึกถึงตรงนี้ไว้ให้มาก นี่เป็นทุกข์ภายนอก
สำหรับทุกข์ภายในที่ได้กล่าวว่า เมื่อเราเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องมีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความแก่ไปได้ คนแก่นี้มีความสุขหรือว่ามีความทุกข์
เรายังไม่แก่ เราอาจจะไม่มีความรู้สึก หรือว่าคนแก่หลายคนก็อาจจะไม่มีความรู้สึกว่าไอ้ความแก่นี่มันสุขหรือว่ามันทุกข์
คนที่ยังแก่ไม่มากหรือว่ายังไม่แก่อาจจะมองเหยียดหยามคนแก่ว่า ท่าทางของคนนี่งกๆ เงิ่นๆ เป็นที่น่ารังเกียจ
จะลุกจะเดินจะนั่ง จะทำอะไรแต่ละอย่างก็รู้สึกว่าน่าเกลียดไปเสียทุกอย่าง ไม่มีอะไรดีเลย อาการอย่างนี้มันเป็นความประมาทที่เรียกว่า อวิชชา
ไม่ได้คิดว่าอาการอย่างนั้นสักวันหนึ่งข้างหน้ามันจะต้องมาพบกับเรา ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าเรากับเขามีสภาพเช่นเดียวกัน คนแก่ก็มาจากคนหนุ่มคนสาว
สำหรับคนหนุ่มคนสาวไม่ช้าก็เดินเข้าไปหาความเป็นคนแก่
ถ้าเรายังไม่แก่ก็ดูคนแก่ว่าเขาทำอะไรกันบ้าง กิจการงานทุกอย่างเขาไม่สามารถจะช่วยตนเองได้เหมือนเมื่อสมัยความเป็นหนุ่มเป็นสาว
งานที่เคยคล่องตัวคนแก่ทำไม่ไหว ต้องหาคนอื่นเข้ามาช่วยทำ การที่จะไหว้วานคนอื่นเขามันเป็นอาการของความสุขหรือความทุกข์
เราก็ต้องถือว่ามันเป็นอาการของความทุกข์ ทั้งนี้เพราะอะไร
ทุกข์ใจ กายน่ะมันทุกข์แน่ เพราะว่ากายเราทำไม่ไหวก็ไปวานคนอื่นเขา ถ้าบังเอิญคนอื่นเขาเกิดไม่ตามใจเรา ทั้งนี้มันจะเป็นอย่างไรล่ะ
เราวานเขาสมมติว่าจะยกอะไรสักนิดหนึ่ง วานเขายกอะไรสักนิดหนึ่ง วานเขายก แต่เรื่องของเราต้องการความรีบด่วน แต่เขาบอกว่าเดี๋ยวก่อนก็ได้ แล้วเขาก็เดินเลยไป
ตอนนี้กำลังใจของเราจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ มันก็เริ่มทุกข์แล้ว แก่เป็นทุกข์
ต่อมาท่านก็กล่าวว่า การเกิดขึ้นมันก็ต้องมีความป่วยไข้ไม่สบายเป็นธรรมดา ไม่สามารถจะล่วงพ้นความป่วยไข้ไม่สบายไปได้ อาการป่วยไข้ไม่สบายนี้
ความจริงทุกคนมีมาทุกคน รู้จักป่วยมาตั้งแต่เกิด ไม่ใช่ว่าจะมาเพิ่งรู้จักป่วยอีตอนที่เวลานี้ อยู่ที่นี้
คำว่าป่วยนี้ก็หมายความว่าโรค โรคนี้ก็หมายถึงอาการเสียดแทง และจากนั้นมาเราก็มีโรคทุกอย่าง
การป่วยไข้ไม่สบายแต่ละคราวมันเป็นอาการของความสุขหรือความทุกข์ นี่เป็นอันว่าทุกข์มันมีอยู่กับเราทุกวัน แต่ว่าเราไม่คิด
โรคชนิดหนึ่งที่มีกับเราเป็นประจำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ชิฆัจฉา ปรมา โรคา ขึ้นชื่อว่าความหิวมันเป็นโรคอย่างยิ่ง โรคก็แปลว่าเสียดแทง
คราวนี้ความหิวมันก็มีกับเราหรือเปล่า โรคหิวมันมีวันละหลายครั้ง ยังมีโรคปวดหัว ท้องอืด เสียดท้อง เจ็บโน่น ปวดนี่ ก็ไม่มีอะไรจะดีสักอย่าง
นี่เป็นอันว่าการเกิดของเรามา มันเต็มไปด้วยความทุกข์ ทุกข์มันมาจากไหน มาจากขันธ์ ๕ คือร่างกาย ถ้าไม่มีร่างกาย มันจะมีทุกข์มาจากไหน
ต่อมาทุกข์สำคัญขั้นสุดท้าย ก็คือความตาย คนทุกคนก็เดินเข้าไปหาความตาย แต่ผู้ที่มีอวิชชาคือความโง่ ไม่เคยคิดว่าจะตาย
เห็นชาวบ้านเขาตายยอมรับนับถือว่าเขาตาย เผาชาวบ้านเขาได้ แต่ไม่เคยคิดว่าเราจะต้องถูกเผาบ้าง
อาการอย่างนี้เป็นอาการของความโง่หรือเป็นอาการของความฉลาด คราวนี้เราก็จะเห็นได้ว่ามันเป็นอาการของความโง่ ไม่มีอาการของความฉลาด
สำหรับคนที่ฉลาดเป็นยังไง คนที่ฉลาดมีความไม่ประมาทในชีวิต คิดว่าถ้ายังเกิดอยู่อย่างนี้ เราก็หาความดีอะไรไม่ได้ ต้องหาทางตัดความเกิดเสีย
คือสามารถทำอาสวกิเลสที่ปรากฏในจิตให้สิ้นไป
สนทนาเรื่อง...เกิดเพราะโง่
หลวงปู่บุดดาเคยบอกว่า ไอ้พวกที่เกิดมานี่โง่ทั้งนั้น แน่..เสียงเอะอะโวยวาย มันโง่มันถึงเกิด ถามหลวงปู่โง่หรือเปล่า โง่น่ะสิ (หัวเราะ)
มันโง่น่ะสิข้าถึงเกิด แต่ความจริงเราก็โง่ด้วยกันทั้งนั้น คือว่าถ้าเราไม่โง่เราก็ไม่เกิด ใช่ไหม แต่ว่าเมื่อเกิดมาแล้วมันพบความไม่โง่
เราก็เลิกโง่กันเสียที แต่ก็ต้องเข้าใจไว้ด้วย กว่าเราจะพบความไม่โง่นี้เราต้องใช้เวลาเกิดกันไม่รู้ว่ากี่อสงไขยกัป
ถ้านับเป็นกัปก็นับเป็นอสงไขยกัป
กรรมโง่
เรื่องการเจริญพระกรรมฐานนี่นะ ถ้าเราไม่มีความฉลาดนี่ จะถามว่าคนพูดฉลาดไหม ถ้าฉลาดก็เป็นอรหันต์นานแล้วใช่ไหม
แต่ว่ามีกำของกรรมอยู่อย่างหนึ่งคือกรรมโง่ กรรมฉลาดไม่เป็นไร สำคัญกรรมโง่น่ะสิ ไอ้ที่เราทำอะไรกันไม่ได้นี่เพราะกรรมโง่
เราทำกรรมโง่เราจะโทษใครก็ไม่ได้นะ เพราะว่าในหลักสูตรพระพุทธศาสนานี่ยอมรับนับถือกฎของกรรม
คำว่า กรรมโง่ ก็คือว่า กรรมที่เป็นอกุศลในกาลก่อนมันเข้ามาปิดบัง มันจึงทำให้เราโง่ใช่ไหม ถูกไหม (ถูกครับ) ถูกหรือ แกรู้ชาติก่อนรึ
แกทำอะไรไว้บ้างล่ะ เป็นอันว่าเราก็เดาๆ กันเอา เดาเอาว่าทำไมเราจึงมีอารมณ์รักในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ทำไมเราจึงมีอารมณ์โลภ
ทำไมเราจึงมีอารมณ์โกรธ ก็เพราะเราหลงใช่ไหม หลงตัวไหน คือหลงไม่ได้ใช้ปัญญา
ถึงแม้เราไม่ได้ใช้ปัญญานี่ถ้าเราจะใช้สัญญากันก็ยังดี ไอ้สัญญานี่ก็ไม่ใช้ สัญญา แปลว่า ความจำ ปัญญา แปลว่า ความรู้ สัญญานี่
ถ้าเราจำสักหน่อยเดียว เราก็จะเป็นคนดีได้ จำว่าคนเกิดมามันก็โตขึ้นมาทุกวันๆ เมื่อโตแล้วไม่พอ เป็นหนุ่มเป็นวาวเต็มที่มันก็เริ่มแก่ลงไปทุกวันๆ ใช่ไหม
และในช่วงที่มันตั้งแต่เด็กยันแก่เนี่ย มันก็มีอาการป่วยไข้ไม่สบายเป็นปกติ คนที่ไม่มีโรคเลยไม่มีในโลก
อย่างพระสีวลี พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า ตั้งแต่เกิดมาหาโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้ แม้แต่ลูกสมอพระสีวลีก็ไม่เคยกิน คำว่าลูกสมอนี่ ลูกสมอมันเป็นยาถ่าย
พระสีวลีไม่มีโรค แม้แต่ใช้ยาถ่ายนิดหนึ่งก็ไม่มี เมื่อสมเด็จพระชินสีห์ตรัสอย่างนี้ ตาพราหมณ์คนหนึ่งแกได้ท่าใช่ไหม แกนึกว่า เอาละ..
พระสมณโคดมนี่เราจะหวดให้หงายท้อง แกก็ถามว่า
..พระสมณโคดม ท่านกล่าวว่าร่างกายเป็น โรคนิทธัง มันเป็นรังของโรค เป็นอันว่าคนและสัตว์ทั้งหมดที่เกิดมาในโลกนี้
ต้องมีโรคภัยไข้เจ็บ ปภังคุณัง จะต้องเปื่อยเน่าเป็นธรรมดา แต่ทว่าเวลานี้ท่านกล่าววาจาขัดกันกับวาจาก่อน ท่านกล่าวว่าพระสีวลีเป็นผู้ไม่มีโรค
แสดงว่าวาจาของท่านนี่ใช้ไม่ได้...
องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่า ...ไอ้ที่เราว่าไม่มีโรคนี่ หายความว่า ไอ้โรคอาการเสียดแทงต่างๆ ที่หมอเขาเรียกว่าโรค
แต่เนื้อแท้จริงๆ พระสีวลีก็มีโรคชนิดหนึ่งเหมือนกัน แต่ว่าเป็นโรคที่ชาวบ้านเขาไม่เรียกกันว่าโรค...
เอาละสิ ทีนี้พราหมณ์แกก็สงสัย เอ..ไอ้โรคระยำอะไรหนอ..ที่ชาวบ้านเขาไม่เรียกว่าโรค อย่าลืมนะคำว่า โรคะ คือ โรค เขาแปลว่า การเสียดแทง
อาการที่เสียดแทงทางกายก็ดี เสียดแทงทางใจก็ดี พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าโรค ถ้าความจนมันบีบคั้นเราไม่มีสตางค์ใช้ใจไม่สบาย เขาเรียกว่าโรคทางใจ ใช่ไหม
ทีนี้องค์สมเด็จพระจอมไตรก็ตรัสว่า ...ชิฆัจฉา ปรมา โรคา... ความหิวมันเป็นโรคอย่างยิ่ง ไอ้โรคะที่เราฟังกันเป็นโรค
แต่ว่าแขกเขาฟังเขารู้ แขกเขาฟังคำว่าโรคหรือโรคะ มันมีอาการเสียดแทง ท่านถามว่า ..ไอ้คนหิวนี่มันเสียดแทงไหม? มันเดือดร้อนไหม?... ตาบังพราหมณ์ก็บอก
...ใช่ เสียดแทง...
พระพุทธเจ้าบอก ...พระสีวลีเป็นโรคนี้โรคหนึ่ง แต่ว่าเป็นโรคที่ชาวบ้านเขาว่าไม่ใช่โรค แต่ว่าเนื้อแท้จริงๆ มันเป็นโรคใช่ไหม...
เป็นอันว่าถ้าเราเป็นคนมีสัญญา คือความจำ เราก็นั่งจำว่าวัตถุธาตุชิ้นไหนบ้างที่มันเกิดมาแล้วมีการทรงตัว มันผ่องใสใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ มันมีไหม
มันก็ไม่มีใช่ไหม
คนหนุ่มอยู่ตลอดเวลา สาวตลอดเวลา สวยตลอดเวลามันไม่มี หาไม่ได้ และคนที่จะทรงตัวอยู่ตลอดกาลตลอดสมัยไม่ตายมันก็ไม่มีอีก
นี่ความจริงสิ่งเหล่านี้มันปรากฏกับเราเป็นปกติ แต่ว่าเราไม่จำ บางทีอาการที่มันเกิดขึ้นมากับเรานี่ เวลาเจ็บป่วย โอ้โฮ..ดิ้นร้องครางแหงๆๆ เสียงหมานี่หว่า
ดังอ๋อยๆๆ คนนะ แหงๆๆ มันเสียงหมา แต่บางทีครางเหมือนหมาเหมือนกันนะ..มี บางทีมันครางยิ่งกว่าหมา เพราะทุกขเวทนามันหนัก
ถ้าเราจำไว้ว่าไอ้โรคประเภทนี้มันมีอยู่ มันมีทุกขเวทนา ไอ้ทุกขเวทนาประเภทนี้มันกินอะไร มันกินกายหรือว่ามันกินใจ แต่เนื้อแท้จริงๆ มันไม่ได้กินใจ
มันกินกาย แต่ใจมันเสือก ฮึ! มันกินกายแต่ใจเสือกเจ็บหรือไงหว่า ถ้าใจไม่เข้าไปยุ่งมันไม่เจ็บ เป็นไงดีไหม ดีไหม คนป่วยนี่บางครั้งใจไม่เข้าไปยุ่ง
มันไม่เจ็บใช่ไหม
พบพระพุทธศาสนาควรจะไปนิพพาน
ถ้าหากเราเป็นมนุษย์มาพบพระพุทธศาสนา ยังมีความประมาทอยู่ว่าเราควรจะเกิดต่อไป ก็ชื่อว่าเราอยู่ในภาวะของอวิชชา คำว่า
อวิชชา แปลว่า ความโง่ มีอารมณ์ไม่เข้าถึงความเป็นจริง ฉะนั้น ขอให้บรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงจงมีความภูมิใจว่า เวลานี้เราเกิดมาทันพระศาสนาขององค์พระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ในขณะที่อริยมรรคอริยผลยังบริบูรณ์และสมบูรณ์
ฉะนั้น การทำตนให้เข้าถึงพระอริยมรรคอริยผล ความจริงเป็นของไม่ยาก องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวว่า บุคคลใดเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา แล้วมีศรัทธา ความเชื่อ ปสาทะ ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีจิตน้อมไปในกุศล
แสดงว่าบุคคลนั้นมีบารมีเข้าถึงปรมัตถบารมี คำว่า บารมีนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททราบชัดว่า แปลว่า กำลังใจ
หากว่าบรรดาท่านทั้งหลายสร้างกำลังใจให้ได้ตามบารมีที่กำหนด อันนี้องค์สมเด็จพระบรมสุคตกล่าวว่า ท่านจะเข้าถึงพระนิพพานได้ในชาติปัจจุบัน
บารมีคือกำลังใจเต็ม
วันนี้สอนบารมี ๑๐ ทัศ แก่บรรดาท่านพุทธบริษัท ท่านทั้งหลายจะมีความเข้าใจหรือไม่เข้าใจเพียงใดอาตมาไม่ทราบ เพราะสอนไม่ค่อยตรงเป้าหมาย เมื่อสอนเสร็จ
เวลาผ่านไปก็สั่งดับไฟ สั่งให้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพากันเจริญพระกรรมฐาน ทรงสติสัมปชัญญะ คือว่า ตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาหรือพิจารณาตามอัธยาศัย
เพราะการภาวนาก็ดี พิจารณาก็ดี นี่อาตมาไม่ขัดใจใคร ใครเคยทำแบบไหนคล่องมาแล้วให้ทำอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง เพราะอะไร..
เพราะว่าการภาวนาหรือพิจารณาที่ทำมาแล้ว ถ้าไม่ผิดก็ไม่ควรจะเปลี่ยน เพราะแบบปฏิบัติมีมากด้วยกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำอย่างนั้นทำอย่างนี้จึงจะถูก
ทำอย่างไรก็ตาม ถ้าปรารภจิตเป็นสมาธิระงับจากนิวรณ์ หรือปรารภจิตเป็นปฏิปักษ์ขันธ์ ๕ ใช้ได้หมด
ถ้าตรงกับแนวคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมสุคตแล้ว อาตมาไม่ปฏิเสธการปฏิบัติของบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เมื่อบรรดาท่านพุทธบริษัทเริ่มปฏิบัติ
อาตมาก็คิดในใจว่า ร่างกายไม่ดีแบบนี้เราจะทนมันอยู่ทำไม ไปเสียจากร่างกายดีกว่า ปล่อยให้มันนั่งอยู่ตรงนี้ พอสัญญาณบอกเวลาปรากฏเราจึงจะกลับมา
ฉะนั้นจึงได้ไปเสียจากกาย ไปไหว้พระ จะไปแบบไหนอันนี้บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาไม่บอก บอกไม่ได้ ไปอย่างไร ไปโดยวิธีไหน อยากจะรู้ก็ปฏิบัติกันเอาเอง
แต่ความจริงมันก็ไม่ใช่ของดีของเด่นอะไรนัก การไปได้มาได้ถ้าใจเหลิงเกินไปก็ยังลงนรกได้ ไม่ใช่ของพิเศษ เมื่อออกไปแล้วก็พบองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์
นี่ขวางกับชาวบ้านเขาแล้ว เขาบอกว่าพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว จะพบกันได้ยังไง นั่นมันเรื่องของเขาบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย นี่มันเรื่องของอาตมา
อาตมาพบกันได้ก็แล้วกัน เมื่อพบแล้วก็เข้าไปนมัสการองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว พอเงยหน้าขึ้นมาพระองค์ก็ตรัสถามว่า
...วันนี้เธอสอนบารมี ๑๐ ทัศใช่ไหม...
ก็กราบทูลพระองค์ว่า ...ใช่พระพุทธเจ้าข้า...
พระองค์จึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า ...บารมีแปลว่าอะไร...
ตอนนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายขอได้โปรดทราบว่า ถ้าอาตมาสอนถูกพระองค์จะไม่ตรัสแบบนั้น
อาตมารู้ทันรู้เท่าเข้าใจทันทีว่าการสอนวันนี้ผิดพุทธพจน์บทพระบาลี นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท การสอนนี่ไม่ใช่ว่ามันจะถูกเสมอไป มันก็ผิดได้เหมือนกัน
เมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรมีพระพุทธฎีกาตรัสถามแบบนั้นอาตมาก็ทราบ จึงได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า
...ข้าพระพุทธเจ้าไม่แน่ใจนักพระพุทธเจ้าข้า แต่ที่เรียนกันมา ครูสอนว่าบารมีแปลว่าเต็ม...
พระองค์จึงตรัสถามว่า ...อะไรมันเต็ม และมันเต็มแบบไหน สมมติว่าเธอจะปฏิบัติในทานบารมี ทำยังไงทานบารมีมันถึงจะเต็ม
ถ้าหากว่าจะนำของมาให้เต็มโลก เธอจะไปขนมาจากไหน ถ้าเราจะไม่นำของมาให้ ทำยังไงทานบารมีมันจึงจะเต็ม...
แบบนี้มันก็อยู่ด้วยกันทั้งนั้นแหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าคนอย่างอาตมา ถ้าหากว่าท่านที่เป็นนักปราชญ์ดีกว่าอาตมาก็ไม่เป็นไร ท่านตอบได้
เพราะท่านมีความเข้าใจ ท่านมีความฉลาด อาตมาบอกแล้วนี่ว่าอาตมามีความรู้ไม่เท่าหางอึ่ง คือยาวไม่เท่าหางอึ่ง หรือไม่แค่หางอึ่งเพราะความโง่มันมาก
เมื่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสแบบนั้นก็ทูลถามพระองค์ว่า
...ข้าพระพุทธเจ้าไม่เข้าใจในบารมีพระพุทธเจ้าข้า...
พระองค์จึงไดมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ...เธอเข้าใจ ไม่ใช่ไม่เข้าใจ แต่ว่าเธอดีแต่เฉพาะบริโภคเองเท่านั้น
แต่การที่จะแบ่งปันให้บุคคลอื่นน่ะเธอไม่มีความฉลาด การที่เธอตั้งกำลังใจในด้านบารมี ๑๐ ทัศ เป็น ๓๐ ทัศด้วยกัน ๓ ชั้น เธอทำได้
แต่ว่าวันนี้เธอสอนบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย เธอทำไม่ถูก
เธอจงมีความเข้าใจเสียใหม่ว่า คำว่าบารมีนี้มันแปลว่าเต็ม แต่อะไรมันเต็ม ตถาคตจะบอกให้ว่า บารมีนี่ควรจะแปลว่ากำลังใจเต็ม...
นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท จำไว้ให้ดีว่า คำว่าบารมีก็คือกำลังใจ ทำกำลังใจให้เต็ม ตอนนี้สิชักจะฉลาดขึ้นมาทันที มานึกในใจว่าเรานี่มันแสนจะโง่เสียมาก
องค์สมเด็จพระชินสีห์จึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
...บารมีทั้งหมดนี้ให้ใช้กำลังใจ สร้างกำลังใจให้มันทรงอยู่ในใจทั้งหมด ให้มันเต็มครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่มีอะไรบกพร่อง...
นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า วันนี้ยังไม่สอนอะไรท่านพุทธบริษัท เรามาคุยกันในคำว่าบารมีเสียก่อน
เพื่อให้บรรดาพระโยคาวจรทั้งหลายได้ทราบชัดว่า บารมีที่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ให้เราสร้างให้มันเต็มนั้น
ก็คือสร้างกำลังใจปลูกฝังกำลังใจให้มันเต็มครบถ้วนบริบูรณ์สมบูรณ์
ไม่ใช่ว่าจะมานั่งคิด เราจะมานอนคิด เราจะมาทรงจิตว่า เอ๊..บารมีของเรามันไม่มีนี่ ชาติก่อนบารมีของเรามันไม่พอ บารมีของเรายังไม่เต็ม
เราจะเป็นพระโสดาบัน สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ยังไงได้ ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายมีความเข้าใจตามนี้
พอยังจะรู้หรือยังว่าเราสามารถจะสร้างบารมีได้ด้วยอาศัยกำลังใจ ความดีของบรรดาท่านพุทธบริษัทมีกำลังใจอย่างเดียวเท่านั้นที่เราจะทำให้มันดีหรือไม่ดี
อันนี้ก็ตรงกับพระบาลีที่องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในเรื่องพระจักขุบาลว่า มโนปุพพังคมา ธมมา
มโนเสฎฐา มโนมยา ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด สำเร็จด้วยใจ นี่ความจริงเรื่องนี้ก็เรียนกันมาแล้ว บรรดาท่านพุทธบริษัท
แต่เวลาปฏิบัติจริงๆ มันทำไมลืมก็ไม่ทราบ
ทุกข์ ๓ ประการ
ชาติปิ ทุกขา มันไม่ทุกข์แค่ขา ท้องเทิ้งมันไม่ดีด้วย ท่านบอก ชาติปิ ทุกขา ถ้ามันทุกข์ตรงขาค่อยยังชั่ว นี่ที่อื่นมันก็ทุกข์ ความเกิดเป็นทุกข์ ชราปิ
ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์ มรณัมปิ ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์ แต่เอ... ความจริงมันไม่ถูก อือ...ถูกไหม ฉันว่าไม่ถูกว่ะ พระพุทธเจ้าท่านคงจะพูดถูก
แต่เราอาจจะเข้าใจผิด
ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ ไอ้ตัวเกิดนี่ซิมันไม่ทุกข์ แต่ไอ้ใจซิมันทุกข์ อือ...จริงไหม ตัวเกิดมันได้แก่ขันธ์ ๕
มันไม่รู้จักทุกข์ใช่ไหม ร่างกายมันบ่นที่ไหนล่ะ มันไม่บ่น มันดีมันก็ไม่บ่น ป่วยมันก็ไม่บ่น ถ้าขันธ์ ๕ มันบ่น คนตายแล้วมันต้องบ่นด้วย
นี่เวลาตายไปแล้วมันไม่บ่น เป็นอันว่าความเกิดไม่ได้ทุกข์ แต่ไอ้ใจเรานี่ไปก่อให้เกิดมันจึงทุกข์ ใจมันทุกข์ ถูกไหมล่ะ ทีนี้ถูกไหม
คือว่าเราเองเข้าไปทุกข์กับขันธ์ ๕ ไปทุกข์กับสภาวะที่มันเกิดมานี่
ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์ มันก็ไม่จริง ไอ้ตัวแก่น่ะมันไม่ได้บ่นหรอก ไอ้ตัวเราคือจิตมันเข้าไปยุ่งใช่ไหม ทำอะไรไม่ถนัดมันก็นั่งบ่นว่าเป็นทุกข์
มรณัมปิ ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์ โถ...คนตายยิ่งไม่ทุกข์ใหญ่เลย ใครเผาก็ยังไม่บ่นเลย ก็ไอ้คนที่จะตาย ไอ้ใจน่ะมันเป็นห่วงร่างกาย ใจมันเป็นทุกข์
รวมความว่า ทุกข์ ๓ ประการ คือเราเป็นผู้ทุกข์ ขันธ์ ๕ มันไม่ได้ทุกข์
ท่านบอก ชาติปิ ทุกขา ถ้าเราพอใจในการเกิด ไอ้สภาวะการเกิดมันทำให้ใจเป็นทุกข์ ใช่ไหม นี่เรานั่งอยู่นี่ เพราะอาศัยความเกิดเป็นเหตุ เดี๋ยวก็หิว
เดี๋ยวก็ขี้ เดี๋ยวก็ปวดท้องขี้ เดี๋ยวปวดท้องเยี่ยว เดี๋ยวก็หนาว เดี๋ยวก็ร้อน ไอ้เสื้อไอ้กางเกง ไอ้ผ้านุ่งก็เปลี่ยนอยู่เรื่อย
ร่างกายมันไม่ได้บ่นก็เปลี่ยน บอกไหม ขาเคยบอกไหมว่า ฉันจะนุ่งผ้าแบบนี้ ไอ้แขนเคยบอกไหม ฉันจะใส่เสื้อแบบนี้ เปล่าใช่ไหม ไอ้เราเป็นคนสั่ง เราต้องการ
ดีไม่ดีมันก็ดัดผม ไอ้ทรงขัดกับก๋งใช่ไหม
ทีหลังแกดัดแบบนั้นอีก ฉันจะจับขัดกระโถน (หัวเราะ) เป็นอันว่าความทุกข์มันอยู่ที่เรา คือ จิต เราคือจิต หรือว่า
เราคืออทิสสมานกาย
สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม
คนเราที่เกิดมาในโลกนี้อยู่ภายใต้อำนาจกฎของกรรม คือกรรมที่เราทำแต่ละชาติ เราก็ทำทั้งความดีแล้วก็เราทำทั้งความชั่ว
แล้วเวลาที่เราตาย ถ้าผลของความชั่วให้ผลเราก็ไปเกิดในอบายภูมิ เกิดเป็นสัตว์นรกบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง
เกิดเป็นคนก็มีสภาวะไม่สมบูรณ์แบบ บางทีอาการร่างกายครบ ๓๒ แต่มีความยากจนเข็ญใจเป็นกรณีพิเศษ
แต่ว่าองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ก็กล่าวว่า ถ้าความดีให้ผลบุคคลนั้นก็จะมีความสุข ไปเกิดเป็นพรหมบ้าง เป็นเทวดาบ้าง
ถ้ามาเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ที่มีความบริสุทธิ์ มีบุญ ร่างกายก็ดี ทรัพย์สินก็สมบูรณ์แบบด้วยประการทั้งปวง และว่าการเกิดเป็นมนุษย์นี่รับผลสองประการ
ไม่เหมือนเมื่อตายไปแล้ว ตายไปแล้วความชั่วให้ผลตกอบายภูมิ ความดีให้เกิดเป็นพรหม เทวดา หรือว่าไปนิพพาน มีแต่ความสุข
แต่ถ้าเรามาเกิดเป็นมนุษย์ เราก็รับผลทั้งสองประการ คือเศษกรรมที่เป็นกุศลและก็เศษกรรมที่เป็นอกุศล
อย่าโทษพระพุทธศาสนา
คนเราจะเกิดอยู่ในฐานะใดก็ตามมันต้องตาย ไอ้ความตายนี่อย่าไปกลัวมันเลย มันไม่ควรจะกลัวความตาย คนเราเดินเข้าไปหาความตายทุกวัน
ถ้าขืนไปกลัวความตายมันก็หลอกตัวเอง คนไหนยังหลอกตัวเองคนนั้นยังเอาดีไม่ได้ ต้องพยายามรู้ตัวไว้เสมอว่า เราเกิดมาเพื่อตาย นี่เป็นอันดับแรก
แล้วก่อนที่จะตายเราต้องรับผลของกรรม กรรมมันมีอยู่ ๒ อย่าง คือกรรมดีอย่างหนึ่ง กรรมชั่วอย่างหนึ่ง
กรรมชั่วที่เราทำไว้ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี มันให้ผลเป็นทุกข์ จำไว้นะ การป่วยไข้ไม่สบายก็ตาม ความขัดข้องในทรัพย์สมบัติก็ตาม ความเดือดร้อนใดๆ
ก็ตาม ที่มันประสบกับเราในชาตินี้ นั่นคือผลของความชั่วในชาติที่เป็นอดีต หรือว่าความชั่วที่เราสร้างในชาตินี้มันให้ผลเป็นความเร่าร้อน
ถ้าผลอันใดเกิดความสุขกายสบาย ความรื่นเริงหรรษา นั่นมันเป็นผลของความดีที่เราทำไว้แต่ชาติก่อนให้ผล หรือว่าความดีในชาตินี้ให้ผล
บางรายบอกว่า บุญก็ทำ ผ้าป่าก็ทอด กฐินก็ทอด บาตรก็ใส่ ทำไมป่วยไข้ไม่บาย นี่ความเจ็บไข้เรื่องนั้นเรื่องนี้เข้ามาเป็นทุกข์ ทำให้เกิดความเดือดร้อน
ถึงกับเบื่อหน่ายในการทำบุญทำกุศล โทษพระพุทธศาสนาว่าไม่ช่วย อันนี้ฉันได้ฟังบ่อยๆ
ชาตินี้เป็นทุกข์..ชาติหน้าก็ยังทุกข์อีก
คนประเภทนี้ไม่ไหวหรอก ชาตินี้เป็นทุกข์แล้วชาติหน้าก็ยังเป็นทุกข์ ทุกคนควรจะรู้ตัวดีว่าการเกิดมานี่เราไม่ได้เกิดมาดีกันนี่
ถ้าเราเป็นคนดีเราจะมาเกิดทำไม เราก็ไปนิพพานแล้ว ไอ้ที่เรายังเกิดอยู่ก็เพราะว่าเรายังมีเลวอยู่มาก ควรจะรีบชำระสะสางความเลวให้สิ้นไป
ควรจะเป็นคนรู้ตัวดีกว่า อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ไอ้คนรู้ตัวกับคนเห็นแก่ตัวน่ะ มันต่างกัน เมื่อเรารู้ตัวแล้ว
หนึ่ง เราเกิดแล้วเราจะต้องเจ็บไข้ไม่สบาย นี่เป็นเรื่องธรรมดา คิดไว้
สอง เราจะต้องแก่
สาม เราจะต้องกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่เราไม่ปรารถนา เราไม่ชอบใจ คิดไว้
แล้วสี่ เราจะต้องตาย คิดให้รู้ไว้
เมื่อรู้แล้วอย่างนี้ ถ้าอะไรมันมากระทบ เราก็รู้ตัวอยู่แล้วว่า เอ้อ..เราคิดแล้วว่ามันจะมา เหมือนกับคนเดินไปข้างหน้า
รู้ว่าข้างหน้ามีแม่น้ำขวางกั้น เมื่อไปถึงแม่น้ำเข้าจริงๆ ก็ไม่มีการตกใจ เพราะรู้ว่าจะมีแม่น้ำ จะได้หาพาหนะเตรียมทางเพื่อข้ามน้ำไว้ ข้อนี้มีอุปมาฉันใด
ไอ้ชีวิตของเราก็เหมือนกัน ถ้าบุคคลทั้งหลายรู้สภาวะความเป็นจริงว่า เกิดมาแล้วมันมีแต่ความทุกข์ ทุกข์เพราะอาหาร ทุกข์เพราะการบริหารงาน
ทุกข์เพราะการกระทบกระทั่ง ทุกข์เพราะการป่วยไข้
ทุกข์เพราะความแก่ ทุกข์เพราะความตาย ทุกข์เพราะการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ทั้งสิ้นนี่มันเป็นตัวทุกข์ รู้แล้วว่ามันจะต้องทุกข์
เราก็ทำให้มันไม่ทุกข์เสีย กระทบอะไรเข้าก็รู้สึกว่า อ้อ..ไอ้นี่มันธรรมดา เรารู้อยู่แล้ว และเราก็คิดต่อไปด้วยว่า
ทุกข์น่ะเราจะให้มันมีแต่เพียงชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้น ชาติต่อไปไม่ให้มันมีอีก หมายความว่าเราจะไม่ให้มันเกิดเพื่อทุกข์อีก ถ้ายังเกิดตราบใด
เราก็ต้องยังมีความทุกข์ตราบนั้น
ll กลับสู่สารบัญ
webmaster - 11/2/12 at 11:04
2
๒. ธรรมดาคือความตาย
สงสัย...ตายแล้วไปไหน
...ทั้งโลกนี้เขาสงสัยกันว่า ตายแล้วไปไหน...
ก็เหมือนกันละลูก เหมือนกันทุกคน ก็เขาไม่รู้จริง อย่าว่าเขาเลย หลวงพ่อเองยังสงสัยมาก่อน (หัวเราะ) ใช่ไหม ไปว่าคนอื่นเขาทำไม
แต่ว่าฉันเข้าใจมาตั้งแต่อายุ ๑๒ นะ เพราะฉันตายเมื่ออายุ ๑๒ เขาพาไปดูนรก เขาไม่ได้พา เดินตามเขาไป และเขาไม่ให้เข้าเขตนรก ให้อยู่บนยอดเขาเขาหนึ่ง
ถ้าจะดูอะไร นรกขุมไหน เขาจะเอานรกนั้นเข้ามาใกล้ ฉันบอกอยากดูนรกขุมที่ ๑ มันจะเห็นนรกขุมที่ ๑ อยู่ข้างหน้านี่ อำนาจความเป็นทิพย์ของเขานะ
แต่ว่าอยากจะลงไป เขาห้ามลงในเขตนั้น แต่ก่อนจะตายมันภาวนาจนกระทั่งหมดลมไป มันมีความรู้สึกว่า ก็มันเจ็บท้อง มันเป็นโรคท้องร่วง
เป็นโรคท้องร่วงมันก็ปวดท้องใช่ไหม แรงก็หมด แม่ฉันก็บอกว่า ภาวนาว่า พุทโธ ไว้ลูก
จะได้หายปวดท้อง
อย่างนี้ดีนะโยมนะ ถ้าแกว่าภาวนาพุทโธไว้ลูกจะได้มีบุญ อย่างนี้ไม่เอาแน่ใช่ไหม ภาวนาพุทโธไว้ลูกจะได้หายปวดท้อง ท่านก็เอาพระมาตั้งให้เห็น
พระทองคำองค์ขนาดนี้ หน้าตัก ๑๒ นิ้วได้ พระองค์นี้ชอบมาก และรักสีทองคำ เป็นทองคำแท้ เอามาตั้งไว้เฉียงๆ ให้มองเห็น บอกจับภาพพระไว้ ตาดูภาพพระ
พระองค์นี้ชอบ ทุกวันกลับไปจากโรงเรียนก็มานั่งอยู่หน้าพระองค์นี้ แล้วก็ภาวนาไป ภาวนาไป
นี่พอจิตเริ่มเป็นสมาธิเล็กน้อย ตอนนั้นไม่รู้ มารู้ตอนหลังนะว่าเป็นสมาธิ พอจิตเข้าเป็น อุปจารสมาธิ นี่ความเจ็บปวดมันลดลงไปมาก ยังไม่ถึงฌาน
มันลดลงไปเรียกว่าสักร้อยจะถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ อุปจารสมาธินี่ไม่ใช่เล็กน้อยนะโยมนะ ลดมากด้วย ก็เริ่มสบาย จิตเริ่มสบายก็ภาวนา เอ๊ะ..ดีนี่
พอดีนี่ก็ภาวนาเรื่อยๆ ไป เห็นภาพพระแทนที่จะเป็นพระพุทธรูปองค์เล็กก็องค์ใหญ่ จ้า สวย มีรัศมี
หนักๆ เข้ากลายเป็นแบบพระสงฆ์ แบบพระพุทธเจ้า สวยจัดมีรัศมีออกจากกาย แล้วมองเพลิน คราวนี้ความเจ็บปวดไม่รู้สึกเลย ไปเพลินดูภาพแล้วซิ
แบบดูหนังดูละครน่ะ ถ้ามันเพลินก็ไม่เมื่อย ใช่ไหม มารู้ตัวอีกที มันหลุดออกไปจากตัวเมื่อไรไม่รู้ ไอ้ออกนี่ไม่รู้นะโยม ถ้าไม่เชื่อลองดูเถอะ
ฉันหลุดหลายหนแล้วไม่รู้สักที มันรู้แต่ตอนมันไปลอยอยู่ข้างนอกแล้ว พอหลุดพลัวะ ออกไปยืนลอยอยู่
เอ..ไปดูไอ้ร่างกายเดิมนี่ มันไม่น่าดูเลย มันสกปรก เพราะไอ้ตัวใหม่นี่มันสวยกว่าใช่ไหม มันแต่งตัวเช้งแว้บเช้งวับ มีเครื่องประดับแพรวพราว ตัวก็เบา
ขยับหน้าขยับหลังมันเบาหมด มันไม่หนักนี่ ฉันก็เลยไปหาคนนั้นหาคนนี้ หาใครก็ไม่เห็นใครเขาพูดด้วย ไปหาแม่แม่ก็ไม่พูดด้วย ไปหาลุงลุงก็ไม่พูด
เขาก็มองดูแต่ไอ้คนที่ตาย ไอ้ร่างกายเรา แต่เราเขาไม่มอง ดีไม่มีใครมองเราก็ดี หนีไปเที่ยวหลังบ้านดีกว่า
ไปเจอะขบวนคนตายเขาเดิน เขามีคนนำไป พอดีอยากจะไป ถามเขาว่าเขาไปไหนกัน หัวหน้าเขาก็มาบอก ไอ้หนู เขาเปิดบัญชีบอก ไอ้หนูเอ็งไม่มีในบัญชี ก็ยืนอยู่
พอถึงกลางแถวมีคนยืนคุม ๒ ข้างอีก ถามคนคุมอีก เขาเปิดบัญชีอีก ไม่มีในบัญชีอีก ไอ้คนคุมมันมีบัญชีทุกคนละ บัญชีมันเปิดแป๊บเดียว
ไม่ต้องพลิกเหมือนของเราหรอก เปิดแพล้บ เอ๊ะ..ไอ้หนู ชื่อเอ็งไม่มีในบัญชี เข้าบ้านไป แม่เจ้าคอย
แต่ว่าในนิสัยเดิมมันมีว่าถ้าอยากจะรู้อะไรถ้ารู้ไม่ได้ไม่มีทาง เอาเป็นเอาตายกันเลย คือว่าเอาเป็นเอาตายนี่ไม่ใช่ถือดื้อรั้นทำอะไรของเขานะ
ต้องพยายามให้รู้ให้ได้ นิสัยมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว นี่พอเดินไปก็ติดตามไปห่างๆ ประมาณ ๑ กิโล จนกระทั่งเข้าป่า ขึ้นเขาลงเขาไปเรื่อยๆ
ในที่สุดเข้าไปถึงแดนปลายเขายอดสูง คนต้องขึ้นแล้วต้องลงตามนี้ เขาก็นับบัญชีซิ พอไอ้พวกนั้นหมดเราโผล่พอดี เราห่างหน่อย เราเกิดเป็นส่วนเกินขึ้นมา
ทีนี้เห็นภาพข้างล่าง ภาพเป็นอย่างไร
เขาบอกว่าลงไม่ได้ แดนนั้น คนที่ภาวนาว่า พุทโธ หรือ อรหัง นี่จะลงในแดนนั้นไม่ได้ ถ้าเขาปล่อยให้ไปพวกเขาจะมีโทษ ไอ้เราก็บอกว่าเราจะไปเที่ยว
เขาบอกไม่ได้ทั้งนั้น ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง นี่เป็นอันว่าเข้าใจเรื่องนี้มาพอสมควร แต่ไม่มากนะ มันได้แค่นั้นแหละ ทีนี้หลังจากนั้นมาก็ไปได้ทุกวัน
เขาอนุญาตให้ไปเที่ยวได้ ไปเที่ยวได้อยู่แค่นั้น สงสัยอะไรก็ถาม
มรณานุสสติ
คือว่าวันนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททำบุญปรารภคนตายเป็นสำคัญแล้ว กระดูกคนตายตั้งอยู่ข้างหน้า ความตายนี่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย
องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสว่า สัพเพ สัตตา มริสสันติ มรณันตังหิ ชีวิตัง แปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ ว่า คนเราเกิดมาเท่าไรก็ตายหมดเท่านั้น ไม่มีใครเหลือ
ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพึงเข้าใจในตัวเอง จงอย่าเมาในชีวิต จงอย่าคิดว่าความตายจะมาถึงเราในวันพรุ่งนี้
องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้อย่างนี้ว่า ทุกคนจงคิดถึงความตายว่าเราจะต้องตายวันนี้ไว้เสมอ จะได้มีความไม่ประมาท
ในวันหนึ่งองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถก็เคยได้เรียกพระอานนท์เข้ามาถาม พระอานนท์นั่นน่ะเป็นพระโสดาบัน
ท่านถามพระอานนท์ว่า อานันทะ ดูกร อานนท์ เธอนึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง
พระอานนท์ก็บอกว่า นึกถึงความตายประมาณวันละ ๗ ครั้ง พระพุทธเจ้าข้า
สมเด็จพระบรมศาสดาก็ตรัสว่า อานันทะ ดูกร อานนท์ ยังไกลเกินไป ห่างมาก ตถาคตนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก
นึกถึงความตายเพื่ออะไร
มรณานุสสติ แปลว่า นึกถึงความตายเป็นอารมณ์
เรื่องของความตายเป็นของธรรมดาของสัตว์และมนุษย์ที่เกิดมา เมื่อมีความเกิดมาได้แล้ว ก็ต้องตายในที่สุดเหมือนกันหมด
ความตายนี้รู้สึกว่าเป็นปกติธรรมดาของคนและสัตว์ทั่วไป ท่านผู้อ่านจะสงสัยว่า เมื่อความตายเป็นของธรรมดาที่ใครๆ ก็ทราบว่าตัวจะต้องตาย
และพระพุทธเจ้ามาสอนให้นึกถึงความตายเพื่อประโยชน์อะไร ปัญหาข้อนี้ตอบไม่ยาก เพราะธรรมดาของคนที่มีกิเลสทั่วไปรู้ว่าความตายเป็นของธรรมดาจริง
แต่ทว่าเห็นว่าเป็นธรรมดาสำหรับผู้อื่นตายเท่านั้น ถ้าความตายจะเข้ามาถึงตนเองหรือญาติ คนที่รักของตนเข้า ก็ดิ้นรนเอะอะโวยวาย
ไม่ต้องการความตายให้มาถึงตนหรือคนที่ตนรัก พยายามทุกทางที่จะไม่ยอมตาย
ปกติของคนเป็นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าเกิดมาแล้วต้องตาย ไม่ว่าใครจะหนีความตายไม่ได้
การดิ้นรนเอะอะโวยวายต้องการให้ความตายไปให้พ้นนี้เป็นการดิ้นรนเหนือธรรมดา ไม่มีทางทำได้สำเร็จ จะทำอย่างไรความตายก็ต้องจัดการกับชีวิตแน่นอน
เมื่อกฎธรรมดาเป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอน คือย้ำตามความเป็นจริงว่า
ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความตายนั้นเป็นสิ่งปกติธรรมดา ไม่มีใครจะหลีกหนีพ้น
ความตาย ๓ อย่าง
ความตายนี้แบ่งออกเป็น ๓ อย่างด้วยกัน
๑. สมุจเฉทมรณะ ความตายขาดตอน หมายถึงความตายของพระอรหันต์ ท่านเสร็จกิจแห่งพรหมจรรย์
คือสิ้นกิเลสแล้ว เหตุที่จะต้องทำให้เกิด คือกิเลสและตัณหาที่จะควบคุมบังคับท่านให้เกิดอีกไม่มี ท่านมรณะแล้วท่านไม่ต้องกลับมาเกิดอีก เรียกว่าสมุจเฉทมรณะ
แปลว่าตายขาดตอน ไม่กลับมาเกิดอีก
๒. ขณิกมรณะ แปลว่าตายเล็กๆ น้อยๆ ท่านหมายเอาความตายคือความดับหรือการเคลื่อนไปของชีวิต
ที่มีการเคลื่อนไปวันหนึ่งๆ วันเวลาล่วงไป ชีวิตก็เคลื่อนไปใกล้จุดจบสุดยอด คือตายดับทุกขณะ การผ่านไปของชีวิตท่านถือเป็นความตาย คือ ตายทุกลมหายใจออก
และเกิดต่อทุกๆ ลมหายใจเข้า อาหารเก่าที่บริโภคเข้าไปเป็นการหล่อเลี้ยงชีวิตชั่วคราว
เมื่อสิ้นอำนาจของอาหารเก่า ร่างกายต้องการอาหารใหม่เข้าไปหล่อเลี้ยงแทน แต่ถ้าไม่ได้อาหารใหม่เข้าไปทดแทนชีวิตก็จะต้องดับ
ชีวิตที่ทรงอยู่ได้ก็เพราะอาหารใหม่เข้าไปหล่อเลี้ยงไว้ เมื่อสิ้นสภาพของอาหารเก่าท่านถือว่าร่างกายต้องตายไปแล้วยุคหนึ่ง
พอได้อาหารใหม่มาทดแทนชีวิตก็เกิดใหม่อีกวาระหนึ่ง การเกิดการตายต่อเนื่องกันทุกวันเวลาอย่างนี้
ถ้าอาหารเก่าหมดสภาพไม่บริโภคใหม่ หรือลมหายใจออกแล้วไม่หายใจเข้า สภาพของร่างกายก็จะสิ้นลมปราณ คือตายทันที
ที่ทรงอยู่ได้อย่างนี้ก็เพราะได้ปัจจัยบางอย่างค้ำจุนทดแทนกันเข้าไป ท่านสอนให้มองเห็นสภาพของสังขารร่างกายว่ามีความตายเป็นปกติทุกวันเวลาอย่างนี้
ท่านเรียกว่าขณิกมรณะ แปลว่าทีละเล็กละน้อย หรือตายเล็กๆ น้อยๆ
๓. กาลมรณะ และ อกาลมรณะ กาลมรณะแปลว่าตายตามกาลตามสมัย ที่ชาวโลกนิยมเรียกว่า ถึงที่ตาย
คือสิ้นอายุอย่างชินที่ไม่มีการแก้ไขได้ อกาลมรณะ แปลว่า ตายในโอกาสที่ยังไม่ถึงกาลควรตาย แต่ต้องตายเพราะกรรมบางอย่างที่เป็นอกุศลเข้ามาบีบคั้นให้ตาย
นึกถึงความตายมีประโยชน์
ประโยชน์ของการนึกถึงความตาย ทำให้เป็นคนไม่ประมาท เพราะรู้ตัวว่าจะตาย จะได้แสวงหาความดีใส่ตัว
ถ้ารู้ตัวว่าชาตินี้จนเพราะชาติก่อนให้ทานไว้น้อย ถ้าชาติหน้าไม่อยากจนอีกก็พยายามให้ทานเสมอๆ ตามกำลังทรัพย์ที่พอจะให้ได้ รู้ตัวว่ามีโรคมาก
ป่วยไข้ไม่สบายเสมอๆ ของหายบ่อยๆ รูปร่างสวยน้อยไป คนในบังคับบัญชาดื้อด้าน วาจาไม่ศักดิ์สิทธิ์
อารมณ์ความจำเสื่อม ถ้าต้องการให้สิ่งบกพร่องเหล่านี้สมบูรณ์ในชาติหน้า จะได้พยายามรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ครบถ้วน แล้วก็จะได้รับอานิสงส์ มีอายุยืน
รูปสวย ไม่มีโรคภัยรบกวน ไม่มีภัยจากโจรรบกวนทรัพย์สมบัติ คนในบังคับบัญชาอยู่ในโอวาทเป็นอันดี ไม่มีใครดื้อด้าน มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
ก็ตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์
ถ้าเห็นว่ามีปัญญาน้อยไม่ทันเพื่อน ก็พยายามเจริญ สมถวิปัสสนากรรมฐาน พอมีฌานมีญาณเล็กน้อย ในชาติต่อไปก็จะเป็นคนมีปัญญาเลิศ
ถ้าเห็นว่าความเกิดเป็นโทษเป็นทุกข์ เพราะการเกิดไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร มีตระกูลสูงส่งประการใดก็ตาม ก็ต้องประสบกับความทุกข์อย่างมหันต์ และหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไม่ต้องการความเกิดอีก ก็เร่งรัดเจริญสมถะให้ได้ฌานต้น แล้วเจริญวิปัสสนาญาณให้จบกิจพระศาสนา
ซึ่งเป็นของไม่หนักเลยสำหรับท่านที่นึกถึงความตายเป็นปกติ หรือที่เรียกว่าเจริญ มรณานุสสติกรรมฐาน
เพราะกรรมฐานกองนี้เป็นกรรมฐานหลักสำหรับเจริญวิปัสสนาญาณ ท่านจะได้ดีเป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นพระอรหันต์ ก็ต้องอาศัยการปรารภความตายเป็นปกติ
แม้แต่พระพุทธเจ้ายังเฝ้าคิดถึงความตาย เพราะผู้ที่คิดถึงความตาย รู้ตัวว่าจะตายแล้วย่อมไม่สั่งสมความชั่ว
คอยปลีกตัวออกจากความชั่ว และมีอารมณ์ไม่หวั่นไหวในเมื่อความตายมาถึงแล้ว เพราะคิดอยู่รู้อยู่เสมอแล้วว่าเราต้องตายแน่
ความตายนี้หานิมิตเครื่องหมายไม่ได้ กำหนดการเกิดหมอบอกได้ แต่กำหนดเวลาตายไม่มีใครกำหนดได้แน่นอนสำหรับปุถุชนคนธรรมดา
ท่านเปรียบชีวิตไว้คล้ายกับคนขีดเส้นบนผิวน้ำ ขีดพอปรากฏว่ามีเส้น แล้วในทันทีเส้นที่ขีดนั้นก็พลันสูญไป
ชีวิตของสัตว์ที่เกิดมาก็เช่นเดียวกัน ความตายรออยู่แค่ปลายจมูก ถ้าสิ้นลมปราณเมื่อไรก็สิ้นสภาวะเมื่อนั้น เอาความยั่งยืนไม่ได้เลย
มรณานุสสติไปนิพพาน
ท่านเจริญมรณานุสสติกรรมฐาน เมื่อท่านคิดถึงความตายเป็นปกติ จนเห็นความตายเป็นปกติธรรมดา เตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ คือ
การให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาพอสมควรแก่ความต้องการ แล้วถ้าคิดให้ไกลไปอีกสักนิดว่า ความตายเป็นของมีแน่ เราไม่หนักใจ แล้วความเกิดต่อไปก็มีแน่
จะเกิดเป็นอะไรก็ตาม เต็มไปด้วยความทุกข์ หนีทุกข์ไม่พ้น เราไม่ต้องการความเกิดอันเป็นเหยื่อของวัฏฏะอีก
แม้แต่ร่างกายอันเป็นที่หวงแหนยิ่ง จะต้องพังทลายเรายังไม่มีเยื่อใย ก็สมบัติอะไรในโลกที่เราต้องการ เราไม่ต้องการอะไรอีก เทวโลก พรหมโลก
เราไม่ต้องการ สิ่งที่พอใจที่สุดก็คือ พระนิพพาน ทำใจให้ว่างจากความเกิด ความเกาะในชาติภพ ปรารภพระนิพพานเป็นปกติ อย่างนี้ท่านมีหวังสิ้นชาติสิ้นภพ
ประสบผลอย่างยอด คือถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันแน่นอน
ถามเรื่องคนตาย
...ขอถามอีกนิดหนึ่งครับ เป็นข้อที่สงสัยติดอยู่ ก็ต้องถามหลวงพ่ออีกข้อความหนึ่งว่า ในเรื่องที่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า
ในที่ที่เราคุ้นเคยนั่งอยู่ก็ดี เดินอยู่ก็ดี หรือในที่ใดๆ ก็ดี ในที่นั้นน่ะ เราไม่เคยตายไม่มี หรือไม่เคยเกิดไม่มี ข้อความนี้เป็นจริงหรือเปล่าครับ...
...จริง ถ้าไม่เชื่อไปถามพระพุทธเจ้าดู...
...อันนี้ เรื่องที่ว่าตายหรือเกิดอันนี้ หมายความว่าตายและเกิดลงในวิปัสสนาที่ว่า สังขารนี้เปลี่ยนแปลงไปทุกนาที
อย่างนี้หรือเปล่าครับ...
...ไม่ใช่ๆๆๆ อย่ารู้มากเกินไป...
...ไม่ใช่อย่างนั้นหรือครับ...
...คือว่าคำว่า ตาย เกิด น่ะมันตายจริงๆ โดยสภาพของร่างกาย ในพื้นที่ใดที่ไม่มีคนตายน่ะมันไม่มีละนะ...
...หมายถึงตัวเรา บุคคลเราที่ตายตรงนั้นน่ะครับ...
...มันหมายถึงคนอื่นด้วย...
...อ๋อ คนอื่นด้วยนะครับ...
...ใช่ สถานที่ใดที่ไม่มีคนตายน่ะ มันมีที่ไหน ใช่ไหม นี่อ่านหนังสือไม่ทั่ว สอนนักเรียนโง่หมด...
ll กลับสู่สารบัญ
webmaster - 25/2/12 at 14:41
3
๓.บาป บุญ นรก สวรรค์
บาป บุญ
คำว่า บาป นี่บรรดาท่านพุทธบริษัทแปลว่า การกระทำความชั่ว ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงยืนยันว่า
บุคคลใดถ้าตกเป็นทาสของความชั่ว คือบาป เวลาก่อนจะตายถ้ากำลังจิตเศร้าหมอง มีกำลังใจกังวลอยู่กับบาป ตายแล้วก็ต้องตกนรก ความจริงที่บางท่านคิดว่า
การตายแล้วไม่เกิด คือว่าตายแล้วมีสภาพสูญ อย่างไรก็ตามเถอะ พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าคนเราตายแล้วต้องมีการเกิด
แต่การเกิดนั้นจะเกิดเป็นมนุษย์ หรือเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ถือว่าเกิดทั้งหมด ถ้าส่วนดีก็ไปเกิดเป็นเทวดาบ้าง
เป็นพรหมบ้าง ถ้าดีถึงที่สุดก็เป็นพระอรหันต์เข้านิพพานไป เป็นอันว่าอาตมาเองก็ขอยืนยันตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
การตายแล้วเกิดนั้นมีจริง การที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์หรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องของบุญและบาป การกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็นำมาทั้งเศษบุญ และเศษบาป
เศษบุญ เป็นปัจจัยให้ทุกคนมีความสุขตามสมควรกับบุญนั้น เศษบาป เข้ามาครอบงำจิตเมื่อไร ทุกคนที่รับผลนั้นก็จะมีแต่ความทุกข์ความเร่าร้อน ถ้าหากว่า
เราคิดว่าตายแล้วไม่เกิด จิตจะมีความประมาทพลาดจากความเป็นจริง ถ้าคิดอย่างนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัทชายและหญิงก็จะมีความประมาทในชีวิต
คิดว่าการเกิดมาแล้วตายก็สูญ
เมื่อมันจะสูญไปจากโลกนี้ไม่มีการเกิดต่อไป การกระทำความดีหรือกระทำความชั่วใดๆ ย่อมมีผลเฉพาะในชาติปัจจุบันเท่านั้น เพราะชาติข้างหน้าไม่มี
ถ้าคนที่มีกำลังใจดีก็จะสั่งสมความดีเพื่อความสุขของตน คนที่มีจิตหยาบ บาปอกุศลก็ครอบงำ ก็จะทำแต่ความชั่ว สร้างความเร่าร้อนให้แก่ตัวและบุคคลอื่น
ถ้าตายแล้วบังเอิญต้องเกิดจริงๆ ความจริงอาตมาใช้คำว่าบังเอิญเฉพาะบุคคลที่คิดว่าตายแล้วสูญ
สำหรับอาตมาเองจริงๆ ขอยืนยันว่าตายแล้วเกิดแน่ ใครจะว่าไม่มีก็ช่างเถอะ เรื่องความเห็นนี่อย่าไปถือว่าเป็นเรื่องผิดเรื่องถูก
ของใครก็ของมัน อาตมาบวชมาตามหลักสูตรในพระไตรปิฎก ซึ่งบรรดาพระทั้งหลายยอมรับว่าเป็นถ้อยคำที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเจ้าทรงสั่งสอน
และก็ปฏิบัติตามพระไตรปิฎกก็มีผลตามนั้น จึงหมดสงสัย
ตกนรกเพราะลืมทางไปสวรรค์
ผมพูดเรื่องนรกอยู่เรื่อยๆ ก็มีข่าวเข้ามาว่า พระสงฆ์ซึ่งเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส
เป็นลูกของพระพุทธเจ้าหรือว่าสาวกของพระพุทธเจ้านั่นเองในปัจจุบัน บางท่านโกรธ ท่านบอกว่า ...อะไรก็นรกๆ คนที่เกิดมาก็เลยไม่ต้องไปสวรรค์กัน...
ก็ขอตอบเสียในที่นี้ว่า คนที่เขาไปสวรรค์น่ะมีมากนะครับ คนที่ไปพรหมก็มีมาก และในปัจจุบันคนที่จะไปนิพพานก็มีมาก
ที่ว่าจะต้องตกนรกกันเพราะว่าท่านลืมทางไปสวรรค์ ลืมทางไปพรหมโลก ลืมทางไปนิพพาน
ได้วิชชา ๓ หายสงสัย
การป่วยทุกอย่างมาจากกรรมปาณาติบาต คือการฆ่าสัตว์ ป่วยทุกประเภทมาจากกรรมเดียวคือการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นเหตุ
เราป่วยไข้ไม่สบาย อาการป่วยอาจจะต่างกัน เพราะการกระทำกรรมไม่เหมือนกัน ใช่ไหม เราแกล้งให้เขาเป็นบ้า เราก็เป็นบ้า เราฆ่าให้เขาตาย เราก็ต้องไปตกนรกก่อน
และมาเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน พอเป็นคนก็ป่วยไข้ไม่สบาย
เราฆ่าปลาหนึ่งตัวก็ต้องใช้เขาหนึ่งชาติ ฆ่าปลา ๑๐ ตัว ฆ่าปลา ๑๐ ปีบ ต้องเกิด ๑๐ ปีบ เกิดเป็นปลาประเภทนั้น ๑ ปีบเท่าที่เราฆ่า
จนกว่าจะพ้นวาระของสัตว์มาได้ มันแสนระกำ แล้วเศษกรรมที่เราทำล่วงศีล ๕ นี่ ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์อาศัยโทษฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นเหตุอันหนึ่งให้เราอายุสั้น
สองป่วยไข้ไม่สบาย ถูกทรมานทางกาย ถ้าหากว่าโทษของอทินนาทาน ก็เป็นเหตุให้ไฟไหม้บ้าน ขโมยลักของปล้นของ
ลมพัดให้บ้านพัง น้ำท่วมบ้านให้ทรัพย์สินเสียหาย แล้วโทษของกาเมสุมิจฉาจาร เกิดมาแล้วคนในปกครองจะว่ายาก หัวดื้อ โทษมุสาวาท
พูดไม่มีใครเขาอยากจะฟัง เขาฟังไปเขาก็อยากด่า ใช่ไหม โทษดื่มสุราเมรัย ก็เป็นโรคประสาทหรือเป็นบ้า มีไหม..มี ตอนที่เราฆ่าเขา
เราทรมานเขาแบบไหนเราก็ต้องรับผลแบบนั้น สบายแฮ นั่นก็กรรมเหมือนกัน
เรียกว่ากรรมห่วยไม่พิจารณาเสียก่อน ใช่ไหม นิสัมมะ กรณัง เสยโย ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงค่อยทำดีกว่า ไม่ดูให้มันดี (หัวเราะ)
เขาเรียกว่าคนห่วยๆ มีไหม ถ้าไม่มีก็อย่าละเมิดศีลนะ แต่นี่เรารู้ไม่ได้หรอก ถ้าเราศึกษาให้มันครบไม่เห็นมีอะไรแปลก
ศึกษาเฉพาะขั้นวิชชาสามครบไม่มีอะไรแปลกเลย ของธรรมดาหมด ใช่ไหม
นี่ที่ไม่ตายเพราะอะไร เขายิงเอ็มสิบหก ลูกซอง เราอยู่ในที่เดียวกันกับเขา แต่เราไม่ถูกปืนตายเพราะอะไร นี่เราก็มาดู
ไอ้กรรมประเภทนั้นเราไม่ได้ทำกับเขา ถ้าไม่ฝึกให้ได้นะคุยกันเท่าไรก็ไม่หมดสงสัย มันแบบเขาเล่านิทานให้ฟังอย่างเช่น บอกว่าอินเดียนี่ส้วมใหญ่ที่สุดในโลก
เชื่อไหม ถ้าไปแล้วจะเชื่อ เพราะขี้ได้ทุกสถานที่ใช่ไหม แม้แต่หน้าชานชาลาสถานีรถไฟ นี่ส้วมมันใหญ่ที่สุดในโลก ที่ไหนก็เป็นส้วมหมด
นี่ถ้าไม่ไปไม่เชื่อหรอก ถ้าไปแล้วจะเชื่อ ไงหนู แน่ใจไหม ถ้าไม่แน่ใจขึ้นเครื่องบินไปดู โอ้โฮ มันแย่จริง ไอ้เรื่องข้างถนนหนทางนั่นมันเรื่องเล็ก
ตอนขากลับจะขึ้นรถไฟกลับ ไปที่พุทธคยา สถานีพุทธคยา มีเด็กนักศึกษาของเราที่นั่นหลายคน มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งบอก หลวงพ่อประเดี๋ยวอย่าเพิ่งไป
ตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน ให้หนูไปดูก่อน มันก็วิ่งไปสักครู่หนึ่ง แกกลับมาบอกว่าไปได้แล้ว
เพราะรถไฟที่เราจะขึ้นคันนั้นจะต้องจอดตรงนั้นใช่ไหม ไปเห็นน้ำเปียกโชก ถามอะไรนี่ แกบอกว่าขี้แขก ที่หนูมาดูก่อนน่ะมาล้างขี้แขก
แหม..พอจะเดินเลยไปหน่อยเห็นมืดๆ หน่อย มันบอกว่าอย่าไปๆ ถามทำไม มันบอกว่าเยอะ แถวนั้นน่ะ ชานชาลาน่ะเยอะ นี่ทุกอย่างเราต้องปฏิบัติให้เข้าถึงเองนะ
ที่บอกนี่เป็นแค่ตัวอย่าง ถ้าทำเข้าถึงเองแล้วมันก็หมดสงสัย
สงสัยบุญ บาป
...หนูมีอะไรสงสัยไหม...
...มีค่ะ...
...เอ้า..ว่ามาจ้ะ...
...คือสงสัยที่คนที่ทำบาปกับทำกรรมดี จะมาปะปนกันไม่ได้ใช่ไหมคะ คือ...
...เดี๋ยวก่อน...
...คือถ้าเราทำชั่วก็จะได้รับผลตอบแทนอย่างนั้น ทำดีก็จะได้รับผลตอบแทน...
...ใช่...
...ทีนี้ที่บอกว่า คนที่กำลังใกล้จะตาย ที่ทำทั้งความดีความชั่วนี่ ใกล้จะตายนึกถึงความดีแล้วจะได้ไปจุติเป็นสุขในที่ที่ดี
แต่ทีนี้ถ้าหากว่าผู้นั้น หมายความว่าผู้นั้นได้ไปอยู่จุติในที่ๆ ดี คือใช้บุญเก่าใช่ไหมคะ...
...ใช่ เป็นผลของความดี บุญก็คือความดี...
...ทีนี้ถ้าหากว่า คือถ้าเขาทำบุญต่อไป คือพยายามสร้างกรรมดีต่อไปนี่ แล้วจะได้รับกรรมดีต่อไปจนถึงขั้นนิพพานนี่...
...เยอะหนู...
...โดยที่ไม่ต้องกลับมารับกรรมเก่า...
อ้อ...อย่าหาทางกลับซิ (หัวเราะ) อย่าหาทางกลับ หาทางกลับน่ะซวยนะ อย่าง สุปติฏฐิตะเทพบุตรนี่ตอนเป็นคน
แกสร้างความชั่วทุกแบบนะ อย่าไปถามว่าอย่างไหน ทำไมต้องถามจ๊ะ ครบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่ว่าเวลาจะตาย แต่บังเอิญนึกถึงพระพุทธเจ้าเข้าหน่อยเดียว
เพราะเวทนามันมากใช่ไหม ทุกขเวทนามันเจ็บ มันบีบคั้นเต็มที่ ไอ้คนจะตายอย่าลืมนะว่าทุกขเวทนามันมากจัดนะ ไม่งั้นไม่ถึงตายนะ
แล้วก็นั่งก็นอนมอง เมียนั่งใกล้ๆ ลูกนั่งใกล้ๆ คนใช้นั่งใกล้ ภรรยาก็ดีบุตรธิดาก็ดี คนใช้ก็ดี ไม่มีประโยชน์สำหรับเราเลย ช่วยเราไม่ได้
ก็เลยนึกถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเขาลือว่าพระพุทธเจ้าใจดี แล้วก็เลยตาย พอตายแล้ว อาศัยนึกถึงพระพุทธเจ้าก็ไปสวรรค์ก่อน เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน ใช่ไหม
พระพุทธเจ้าเคยยืนยันกับพราหมณ์ พราหมณ์ไปถามว่า คนที่นึกถึงท่านอย่างเดียว ไม่เคยทำบุญ
ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคย ไม่เคยทุกอย่าง ไม่เคยเคารพในท่านมาก่อน แต่นึกถึงท่านอย่างเดียวไปสวรรค์มีไหม พระพุทธเจ้าตอบ
บอกไม่ใช่มีเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสน มีเป็นโกฏิ นี่แกนึกถึงพระพุทธเจ้าอย่างเดียวก็ไปสวรรค์ ไปถึงสวรรค์อาศัยเป็นคนที่มีความประมาทในสมัยเป็นมนุษย์
ไอ้ไปนะก็ใจเดิมใช่ไหม ร่างกายไม่ไปแต่ใจเดิม ไอ้ใจประมาทก็มาจากใจ พอเป็นเทวดาก็ประมาทอีก
พอถึงเทวดาจะหมดอายุ พระพุทธเจ้าเทศน์โปรดพุทธมารดาพอดี ขอเล่าลัดๆ ว่า ท่านอากาสจารีไปเตือนท่านว่า แกจะตายอีก ๗ วันข้างหน้านี่แล้ว ตายแล้วไปไหน
แกก็ดูตัวเอง แกรู้ว่าต้องลงอเวจีไล่มาทุกขุม จนกว่าจะเป็นมนุษย์ จากสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มันต้องเป็นแร้งห้าร้อยชาติ สุนัขบ้าห้าร้อยชาติ
กาห้าร้อยชาติ เป็นมนุษย์ตาบอดห้าร้อยชาติ หูหนวกห้าร้อยชาติ
เป็นคนง่อยห้าร้อยชาติ คนบ้าห้าร้อยชาติ จึงจะได้เป็นคนดี อานิสงส์สร้างความชั่วไว้เต็มที่ แต่ทว่าแกพอรู้ว่าจะจุติต้องเป็นอย่างนั้นก็ตกใจ
บอกให้อากาสจารีช่วย อากาสจารีบอกฉันกับแกเทวดาแค่กัน ฉันช่วยไม่ได้ คนช่วยได้น่าจะเป็นพระอินทร์ เพราะเป็นนายเรา พอไปถึงพระอินทร์ๆ ก็บอก
โอ๊ย...ฉันก็ไม่ไหวหรอก ฉันเป็นนายแกแต่ฉันก็แค่เทวดา พระพุทธเจ้าอยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ พระองค์อาจจะช่วยได้
พระอินทร์ก็พาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลให้ทรงทราบว่า เทวดาองค์นี้จะจุติภายใน ๗ วัน พระพุทธเจ้าก็ทรงทราบด้วยอนาคตังสญาณว่า
ถ้าเราเทศน์อภิธรรมจะไม่มีผลกับเทวดาองค์นี้เลย และในที่สุด เทวดาองค์นี้ต้องจุติลงอบายภูมิตามที่พูดไปแล้วนะ ถ้าหากเราเทศน์ อุณหิสสวิชัยสูตร
จะมีผลกับเทวดาองค์นี้ ท่านก็เลยเปลี่ยนจากอภิธรรมเป็นอุณหิสสวิชัยสูตร พอเทศน์จบแกก็เป็นพระโสดาบัน
ไอ้บาปทั้งหมดที่ว่านี้ตัดไปเลย ยกล้อ ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้วไม่มีทางที่อกุศลจะให้ผลได้เลย แต่ว่าอย่าลืมนะ ไม่ให้ผล หนึ่งไม่ลงนรก สองไม่เป็นเปรต
สามไม่เป็นอสุรกาย สี่ไม่เป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ว่าถ้ามาเกิดเป็นคนยังเอานิดเอาหน่อย ขอเล็กเอาน้อยแค่ดอกเบี้ย (พุทธบริษัทหัวเราะ) ใช่ไหม
โทษปาณาติบาตก็ทำให้เจ็บก๊อกๆ แก๊กๆ โทษที่เคยขโมยเขา ไอ้นั่นก็หาย ไอ้นี่ก็หาย เวลาของหายอย่าบ่นนะ
เราเคยขโมยเขามาก่อน ใช้หนี้เขาไป ใช่ไหม ไอ้โทษที่เป็นกาเมสุมิจฉาจาร คนในปกครองว่ายากสอนยากดื้อด้าน โทษที่เคยโกหกเขามา พูดใครไม่อยากจะเชื่อ
โทษดื่มสุราเมรัย สร้างความบ้าๆ บวมๆ ให้เกิดขึ้น แต่ว่ามันก็ช่วงชีวิตมนุษย์ใช่ไหม แต่พ้นนรก ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้วมันไม่ลง มันจะขึ้น
วิ่งไปวิ่งมาระหว่างมนุษย์กับเป็นเทวดา แล้วก็ไปนิพพาน ถ้าอย่างเบาที่บอกเมื่อกี้นี่อย่างจิตอ่อน เจ็ดชาติไปนิพพาน จิตอย่างกลาง สามชาติไปนิพพาน
จิตเข้มแข็ง ชาติเดียวไปนิพพาน
เลิกสงสัย
ไอ้พูดว่าตายแล้วเกิด สวรรค์มี พรหมมี บางครั้งไอ้จิตที่เป็นมิจฉาทิฏฐิของเราก็เกิดขึ้น มันแน่หรือไม่แน่ จริงหรือไม่จริง
กว่าจะตัดสินใจได้จริง จิตอย่างน้อยที่สุด ต้องตัดสังโยชน์สามจึงจะมีความมั่นคง คือว่าตัดสังโยชน์สามไม่ได้ ความสงสัยยังไม่หมดลง
คนเราทำทั้งดีและชั่ว
ไอ้คนเกิดมาชาติหนึ่งจะทำแต่ความดีไม่ได้ เกิดมาแต่ละชาติเราทำทั้งความดีและก็ทำทั้งความชั่ว ทีนี้เรากลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ไอ้ผลมันไม่เหมือนกัน
มนุษย์รับผลสองอย่าง รับผลเศษ คือเศษของความดี แล้วก็เศษของความชั่ว ถ้าอย่างอบายภูมินี่รับผลฝ่ายเดียว อบายภูมิรับเนื้อๆ ของความชั่วอย่างเดียว
ถ้าสวรรค์หรือพรหมก็รับผลอย่างเดียว คือผลของความดี ถ้ามนุษย์นี่รับทั้งสองอย่าง ทั้งความดีและความชั่ว
ปาณาติบาต
อย่างฉันนี่ ฉันเกิดมาทุบปลาไม่เกิน ๖ ตัว เพราะว่าช่วงนั้นน่ะมีคนเขาให้ทำ มาไอ้ตัวที่ ๖ นี่ทำไปแล้ว ความจริงใจไม่อยากทำ ตัดคอออกแหวะท้องออกหมด
มันโดดได้นะ พอใส่จานมันโดดปุ๊งเหมือนปลาเป็นเลย เลยให้คนมาดู ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่าให้ฉันทำนะ ฉันกินข้าวกับเกลือได้ไม่ต้องห่วง
ถ้าใครไม่ให้กินเนื้อเราก็อยู่ได้ ก็เลยไม่มีใครเขาใช้
บาปฆ่าปลาไม่เกิน ๖ ตัว นกตายเพราะมือตัวหนึ่ง เพราะว่าจะขว้างหมาดันไปโดนนก ไอ้นกระยำ (พุทธบริษัทหัวเราะ) หันจะไปขว้างหมา ไอ้มือทำไมตวัดไปโดนไอ้นก
มันจับอยู่ที่ราว ก็โดนนกตาย แหม..มันซวยจริงๆ ฉันไม่ได้เจตนา แต่เราไม่จำมันหรอก ช่างมันเถอะ มันแล้วไปแล้ว หลวงพ่อไม่นึกถึงมันหรอก
ถ้าขืนนึกถึงมันเดี๋ยวมันชวนไปลงนรก (หัวเราะ) ปาณานุสสติกรรมฐาน (หัวเราะ) ไม่ไหว
บาปอกุศลในอดีตอย่าสนใจ
คนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทุกคนผิดศีลละเมิดศีลเหมือนกันหมด แล้วก็คนทุกคนที่ไปนิพพานได้ เป็นอรหันต์ไปนิพพานได้ก็ไม่หมดบาป
มันอยู่ที่กำลังใจใช่ไหม คนที่ไปสวรรค์ได้ ไปพรหมได้ ไปนิพพานได้ ไม่ใช่เป็นคนหมดบาป แต่ว่าใช้กำลังใจสูงในด้านของความดีหนีบาป
นับแต่นี้เป็นต้นไปเรื่องบาปอกุศลเราอย่าสนใจมัน ความชั่วมันอาจจะพลาดพลั้งทำได้ ถอยหลังกลับมาซะ ใช่ไหม แล้วก็รักษาอารมณ์ว่า
ไอ้อย่างนี้เราจะไม่ทำอีก ความจริงบาปแปลว่าชั่วนะ ทีนี้ถ้าบังเอิญไปเผลอทำเข้า เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่จะระงับได้ทันทีทันใดนะ
บางครั้งบางกรณีมันเกิดพลั้งเผลอต้องทำเข้า หรือมีความจำเป็นบางกรณี แต่ว่าเราทรงตัวได้ เราก็คิดว่าเราจะไม่ทำอย่างนี้อีก พยายามฝืนมัน ต่อๆ
ไปอารมณ์มันจะชิน ในเมื่ออารมณ์มันชินจริงๆ พอจิตเข้าถึงพระโสดาบัน อันนี้ถือว่าตายดีกว่าทำบาป ใช่ไหม นี่เวลานี้กำลังเป็นพระโซดาอยู่
ผสมกับแม่โขงก็ได้ กวางทองก็ได้ ใช่ไหม นี่พระโสดาบันน่ะ ไม่ใช่สูงนักนะ
พระโสดาบันยังมีความรักในระหว่างเพศ ไปเห็นเขาแต่งงานแต่งการอย่านึกว่าพระโสดาบันไหงเสือกไปแต่งงาน เขายังแต่งอยู่นะ นางวิสาขา
เป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ปี แกมีลูก ๒๐ คน เรียก วิสาขะ แปลว่า งอกงาม แล้วก็ เมียพรานกกุตตมิตร เป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ปีเหมือนกัน
ไปเห็นพรานกกุตตมิตรเข้า แกเป็นลูกมหาเศรษฐี พรานเอาเนื้อมาขาย อาศัยที่เป็นคู่ครองเดิมก็หนีพ่อหนีแม่ไปดักทางเขา แล้วก็ไปอยู่ด้วยกัน มีลูก ๗ คน
ดูปัจจุบันอย่างเดียวไม่ได้
คนเราจะไปดูกรรมปัจจุบัน ถามความประพฤติปัจจุบัน จะถือว่าเขาดีไม่ดีไม่ได้ ไอ้คนนี้เลวแบบนั้นเลวแบบนี้
เราจะรู้จิตเวลาที่เขาตายได้อย่างไร จุดนี้สำคัญที่สุด เวลาจะตายนี่เราไปดูอดีตไม่ได้ ไปดูอดีตที่เขาปฏิบัติมา ไอ้จะทำชั่วนั่นทำชั่วนี่
ไอ้นี่มันช่วงชีวิตที่ทรงอยู่ แต่นี่พอเวลาจะตายก็เห็นโทษเห็นทุกข์ของการเกิด แก่ เจ็บ ตายขึ้นมา จิตมันตัดตรงนั้น
เพราะว่าเขาตายไปแล้วเราไปนั่งถามเขาได้เหรอ
เราจะเฮ้ย..เฮ้ย! กลับมาคุยกับกูก่อน อีตอนมึงตายมึงนึกอย่างไรวะ นี่เรารู้เขาไม่ได้หรอก ไอ้จิตตอนที่จะตายเขาคิดอย่างไรนะ อย่างคนที่เรามองเห็นชัดๆ
อย่างตอนที่โจรฆ่าคนเป็นหมื่น องคุลีมาล ฆ่าคนเกินพันก็เป็นอรหันต์ได้ นั่นเป็นกฎของอกุศลกรรมมาสนองจิตชั่วคราว อย่างท่าน สันตติมหาอำมาตย์
ไปรบทัพกลับมา ไปรบทัพชนะนี่ฆ่าคนไปแล้วเท่าไร พอกลับมาแล้วพระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ตำหนิ
เลื่อนตำแหน่งให้อีก เลยเมาพับไปพับมา พระพุทธเจ้าเดินหลีกไปทรงแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์ถามว่าทรงแย้มพระโอษฐ์เพราะอะไร บอก อีก ๗ วัน
สันตติมหาอำมาตย์จะบรรลุอรหันต์ ขี้เมา ฆ่าคนไปแล้วจากกองทัพตอนไปรบศึก กลับมาให้เป็นกษัตริย์ ๗ วัน ไม่ต้องทำอะไรหรอก มีหน้าที่จะเมา จะเมา
จะแจกข้าวแจกของ ของในคลังอยากจะให้ใครก็ให้ๆ ไปเหอะ สบายมาก ได้เป็นแค่ ๗ วันนี่ แกก็เมา ๘ วัน นี่ทำหอกอะไรได้ เมาไปเหอะ
ดูฟ้อนรำขับร้อง ก็ไอ้คนขี้เมาไปฆ่าคนมา พอกลับมาพระพุทธเจ้าบอกจะเป็นอรหันต์นี่มันต้องคิดเหมือนกันนะ คนในสมัยนั้นเขาต้องแบ่งกันเป็น ๒ พวก
ไอ้พวกมิจฉาทิฏฐิก็ถือว่าอีก ๗ วัน เราจะจับโกหกพระสมณโคดม ไอ้พวกที่เขาเป็นสัมมาทิฏฐ เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า อีก ๗
วันเราจะดูลีลาพระพุทธเจ้าทำให้สันตติมหาอำมาตย์เป็นพระอรหันต์ พออีก ๗ วัน เด็กฟ้อนรำที่อยู่ข้างหน้าก็ตาย ตาแกก็เลยสร่างเมา บอกไอ้นี่เด็กรุ่นหลัง
เรายังอยู่แต่แกตาย ไอ้เราแก่ขนาดนี้ขืนเมาอย่างนี้ท่าไม่ค่อยดีแล้ว นี่ตัดตรงนี้เอง รู้สึกตัวก็เลยลาพระเจ้าปเสนทิโกศลบวช
พอบวชพระพุทธเจ้าเทศน์จบก็ได้อรหันต์เดี๋ยวนั้น ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร นี่ห้ามดูอดีตเขา หมายความว่าอดีตที่เขาผ่านมาแล้วนี่ เราจะไปพยากรณ์ไม่ได้
อีช่วงที่เขาจะตายจิตเขาเป็นอย่างไรเรารู้ไม่ได้ ใช่ไหม บางคนดีแสนดีตายแล้วลงนรก ตอนที่จะตายจิตมัวหมองหน่อยเดียวก็ลงนรกไปก่อน
นี่มันเอาแน่ไม่ได้
ll กลับสู่สารบัญ
webmaster - 13/3/12 at 16:10
4
๔.เตือนตนเอง
ห่วง
พระพุทธเจ้าบอก ปุตตัง คีเว ธนัง ปาเท ภริยัง หัตเถ ใช่ไหม
ปุตตัง คีเว ห่วงลูกผูกคอ
ธนัง ปาเท ห่วงทรัพย์สินผูกข้อเท้า มีทรัพย์มีสินมากๆ ไปไหนไกลไม่ได้ กลัวขโมยมันจะมาลักใช่ไหม ก้าวขาไม่ค่อยออก
ไอ้ห่วงลูกผูกคอนี่ เรามีกินมีใช้อยู่คนเดียวสบายทุกอย่าง แต่ทว่ามีลูกขึ้นมาของอะไรๆ กลืนไม่ลงถ้าลูกไม่ได้กินด้วย
แหม..คิดถึงลูกใช่ไหม เออ..ไอ้พวกนี้เอาเข้าแล้ว ปุตตัง คีเว
ภริยัง หัตเถ มีผัวมีเมียก็ต้องเร่งทำงานล่ะสิ เคยทำงานวันกินสามวัน นี่ไม่ได้แล้ว ต้องช่วยกันทำยกใหญ่ กลัวว่าจะจนใช่ไหม
อ้าว..แกอยากโง่เองนี่ แต่งงานไปแล้ว ไอ้อย่างข้านี่มันไม่ได้ตั้งใจฉลาด มันบังเอิญฉลาด (หัวเราะ) โอ๊ย..เมื่อก่อนบวชข้าก็เคยโง่มาก่อนนะ สาวๆ
แบบนี้ข้าเจอะมาแล้ว เกี้ยวดะ ใช่ไหม
มีเงินไม่รู้จักใช้
...หลวงพ่อคะ พิจารณาดูลูกยังสงสัยเทปที่หลวงพ่อเปรียบเทียบ ว่าคนมีเงินไม่รู้จักใช้...
...ทำไม...
...หนูไปเปิดเทปหลวงพ่อฟัง ที่หลวงพ่อเปรียบเทียบคนมีเงินไม่รู้จักใช้...
... อ๋อ ใช่ มันยังไม่ถึงเวลานี่ คำว่า คนมีเงินไม่รู้จักใช้นี่มันเป็นอย่างนี้นะ
ว่าคนที่ปรารถนาสาวกภูมิถ้ามีบารมีเต็มแล้ว ถ้ายังไม่รับคำสอนจะบรรลุไม่ได้เหมือนกันหมด คือต้องได้รับคำสอนก่อน
ถ้ารับคำแนะนำนิดหน่อยเขาเข้าใจเลย มันเหมือนกับคนที่มีน้ำ พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบเหมือนคนที่มีน้ำในตุ่มเต็ม แต่ฝามันปิด
ถ้ายังไม่มีใครมาแนะนำให้เปิดฝา อันนี้เขาจะรู้จักน้ำไม่ได้เลยนะ พวกนี้เขาไม่บรรลุเอง ถ้าสาวกนี่เหมือนกันหมด
แล้วเวลาที่จะใช้หรือว่าจะเข้าถึงธรรมะต้องรอเวลาเหมือนกัน
คือว่าเราเกิดมานี่มันมีเหตุ ๒ ประการ คือว่า กุศล กับ อกุศล ถ้าขณะในตอนต้นอกุศลมันยังอยู่ เรามองไม่เห็น
ไอ้ตุ่มน้ำหรือสตางค์ในกระเป๋า มันมองไม่เห็น มันไม่รู้จัก พอกุศลเริ่มให้ผล กุศลเดิมเริ่มให้ผล อกุศลถอยไป ตอนนี้เริ่มรู้จักใช่ไหม
หรือว่ามีเงินรู้จักใช้ แต่ความจริงมันรู้จักอยากได้เงิน แต่ไม่รู้จักเงินใช่ไหม อยากได้เงิน ถ้ารู้ว่าเงินมีในกระเป๋าไปกินก๋วยเตี๋ยวเสียนานแล้ว...
ทำบุญร่วมกันมา จึงพูดกันรู้เรื่อง
...ฆราวาสนี่มีทางทำให้ทานบารมีเต็มไหมครับ...
...มี ก็พระพุทธเจ้าท่านเคยเป็นฆราวาสมาก่อน...
ฆราวาสที่เขาฟังเทศน์จบเดียวเป็นอรหันต์น่ะ เขาเต็มทุกอย่างทั้ง ๑ อย่าง เต็มหมดแล้ว
แต่คำว่า สาวก เขาแปลว่า ผู้รับฟัง ถ้าไม่รับฟังคำสอนนี่บรรลุอรหันต์ไม่ได้ เหมือนกับน้ำที่เต็มตุ่มแล้ว แต่เจ้าของไม่รู้จักเปิดฝา
ฉะนั้นที่ไม่สามารถจะบรรลุได้อยู่ที่ว่าไม่ได้เปิด ยังไม่ได้ฟัง สาวกภูมิ สาวกะ แปละว่าฟังยังไงล่ะ
...ทีนี้ว่าจะทำบุญแบบไหนจึงจะไปเจอพระที่เปิดฝาถูกใจและได้ผลเร็ว...
...ก็ทำบุญกับฉันสิ (หัวเราะ) เอาย่ามเปิดไว้เสมอ อย่างถามเมื่อกี้น่ะมีเหตุมีผล การรับฟังนี่ต้องเฉพาะบุคคลที่เคยเนื่องกันมา
แม้แต่พระพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกัน...
พระพุทธเจ้าท่านไม่ใช่จะโปรดคนได้ทุกคน สังเกตไหมว่าเวลาที่ท่านจะตรวจอุปนิสัยของสัตว์ ตอนหัวค่ำน่ะตรวจไกลเข้ามาหาใกล้
ถ้าตอนเช้ามืดตรวจใกล้ไปหาไกล
หมายความถึงว่าตรวจตั้งแต่ใกล้ที่กุฏิยาวไปทั่วจักรวาล ถ้าไกลเข้ามาหาใกล้หมายถึงว่าจากจักรวาลไปหากฏิ ว่าวันนี้ใครจะบรรลุมรรคผลบ้าง
ใครตกในข่ายพระญาณบ้าง ใช่ไหม ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรวจอุปนิสัย ทุกวันต้องพบว่าคนนั้นคนนี้ต้องบรรลุมรรคผลอยู่ที่ไหน ชื่ออะไร บุญเก่าทำอะไรไว้
จะไปพูดว่ายังไงจึงบรรลุมรรคผล นี่รู้หมด
แต่ทว่าถ้าตรวจอีกครั้งอีกจุดว่า เราจะไปก่อนเองดีหรือให้ใครไปก่อน คนนี้เคยเนื่องกับเราหรือเปล่า ถ้าเคยเนื่องกับพระองค์ก็โปรดเอง
ถ้าไม่เคยเนื่องกับพระองค์ พระองค์ก็ดูก่อนว่าพระอยู่กับท่านมีใครบ้างไหมที่เคยทำบุญร่วมกับคนนี้มาก่อน
ถ้ารู้ว่าองค์นั้นเคยทำบุญร่วมกันมาก่อนก็ใช้องค์นั้นไปก่อน เขาจะพูดกันรู้เรื่องง่าย
ในเมื่อองค์นั้นไปแล้ว เรียกว่าทะเลาะกันก่อน ไม่ใช่ตีกันนะ โต้กันไปเถียงกันมา เถียงไปเถียงมา.. แพ้ แพ้พระ ใช่ไหม ทีนี้พระพุทธเจ้าก็เสด็จเหาะไปเลย
เหาะไปเดี๋ยวนั้นเลย เหาะไปแล้วก็ลงไปนั่งข้างๆ พระองค์นั้นก็เข้าไปกราบว่านี่คืออาจารย์ของเรา พราหมณ์นั้นเลยนึกว่าลูกศิษย์เก่งขนาดนี้
อาจารย์จะเก่งมากกว่านี้ เลยรับฟังเทศน์ พอเทศน์จบก็เป็นพระอรหันต์
ฉะนั้นการรับฟังการแนะนำก็เหมือนกัน เวลานี้เวลานั้นก็เหมือนกัน คนต้องเนื่องกันมาในชาติก่อน ถ้าไม่เนื่องกันมาไม่มีทางรู้เรื่อง
...ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าลูกหลานทั้งหมดที่นั่งกันประจ๋อประแจ๋นี่ ก็ทั้งเนื่องทั้งเกี่ยวกันมานะครับ...
...ก็ไม่แน่ ประเภทลองมาดูก็มี รู้ทุกวันแหละ ใครนั่งตรงไหนก็รู้หมด...
ถ้ารู้ตัวว่าโง่ก็ฉลาดมาก
...ลูกพิจารณาดูตัวเองรู้สึกว่าโง่เหลือเกินเจ้าค่ะ...
...ถ้ารู้ว่าโง่ก็ฉลาดมาก...
พระพุทธเจ้าว่าอย่างนั้นนะ แต่เป็นเรื่องจริงนะ คนเรารู้ตัวว่าโง่เป็นคนฉลาด ไอ้โง่จริงๆ มันรู้ตัวเมื่อไร ยิ่งเบ่งใหญ่เลย
พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลใดมีความรู้สึกตัวว่าตัวเป็นพาล เรากล่าวว่าบุคคลนั้นเป็นบัณฑิต ใช่ไหม คนฉลาดจึงรู้ตัวว่าโง่
อย่างคติโบราณมี ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งเซ่อ ใช่ไหม เรียนไปเท่าไรๆ ไอ้สิ่งที่ไม่รู้มีมากขึ้นทุกที เอ..นี่กูนึกว่าหนึ่งในตองอูแล้วนา หรือไง
ดันเสือกไม่รู้เสียตั้งเยอะ ถ้าไม่เรียนเลยฟุ้ง ไอ้ยิ่งโตยิ่งเซ่อก็หมายความว่า ไอ้สิ่งที่เราไม่เข้าใจยังมีอีกมาก ยิ่งทำไป อย่างคนเรียนวิชาเกี่ยวกับแร่
เรื่องที่ไม่รู้มีมากกว่าเรื่องที่รู้
เถรใบลานเปล่า
ท่านสุธรรมเถร นี่ท่านก็เกิดการทะนงตน พอการทะนงตนเกิดขึ้นมา วันหนึ่งท่านเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ไปฟังเทศน์
ใครเข้าไปเท่าไรพระพุทธเจ้าก็ไม่ทัก ก็ถือเป็นระเบียบอยู่แล้วใช่ไหม พอท่านสุธรรมเถรเข้าไปท่านถาม เอ้า..ขรัวใบลานเปล่ามาแล้วหรือ เอาเข้าแล้วสิ เวลาจะกลับ
เอ้า..ขรัวใบลานเปล่ากลับแล้วหรือ ก็หาว่า ใบลานเปล่าคือว่า รู้แค่ปริยัติไม่มีความหมาย
พอโดนเข้า ๓ รอบ ๓ ครั้ง ชักเอะใจ เอ๊ะ..กูนี่ยังไงหว่า ขนาดรู้พระไตรปิฎกทั้งหมดนี่พระพุทธเจ้าหาว่าขรัวใบลานเปล่า ก็หันเข้ามาฝึกทางจิต
เลยเป็นอรหันต์ไปเลย พอเป็นอรหันต์แล้วจึงเข้าใจว่าไอ้การเข้าใจตามหนังสือมันไม่ได้ ๑ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เราไม่ได้รู้จริง ก็ที่หนังสือเขาเขียนก็ถูก
คนเขียนตำราเขาเขียนถูก
แต่คนไม่ได้เข้าใจตามตำรา ใช่ไหม ไอ้แร่ประเภทนี้สีเป็นอย่างนั้น เนื้อเป็นอย่างนี้ จะไปจำมันหมดหรือ ไม่เห็นของจริงไม่เจอของจริงก็งง อะไรหว่า
ดีไม่ดีพวกว่าดีบุก ดีบุกไปหลอมเสียหน่อยเดียวจำไม่ได้ คิดว่าเงินนะ (หัวเราะ) หรือไง...
พระอรหันต์มีแต่แก่นแท้
ถ้าหากว่าบรรลุอรหันต์ปุ๊บ อย่าไปถามเขาเลย คำว่าไม่รู้ไม่มี แต่เขารู้ทางตรงเลยนะ ไอ้เปลือกนี่เขาไม่มี เขามีแต่แก่นแท้เลย
อ้อมไปอ้อมมานี่เขาไม่อ้อม ถามนี่อะไร แกงไก่บอกเลยว่าแกงไก่ ไอ้นี่แกงเป็ดก็ว่าไปเลย ไม่ต้องไอ้น้ำแดงๆ มีเนื้ออย่างนี้ๆ
ให้มีผักอย่างนี้เขาเรียกว่าอย่างนั้น ไม่ต้องว่ากันละ ไก่ก็ไก่ เป็ดก็เป็ด
เอาอย่างพระเรวัต
ความรักระหว่างคนที่จะแต่งงานกันมักจะเพ่งกันอยู่เฉพาะในวัยที่มีความผ่องใสแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า
แต่ว่าสภาพของคู่แต่งงานทั้งคู่จะทรงสภาพอยู่อย่างนั้นเป็นปกติหรือว่าเสื่อมลงไป สิ่งที่เรามองเห็นได้ง่าย
คนที่เขาแต่งงานมาก่อนอย่างบิดามารดาปู่ย่าตายายของเราน่ะ ท่านก็เป็นหนุ่มสาวกันมาก่อน
แล้วเวลาที่เราจะเริ่มมีสภาวะพอจะแต่งงานกับเขาได้นี่ ท่านทั้งหลายเหล่านั้นยังหนุ่มสาวหรือเปล่า หรือว่าแก่ไปเสียแล้ว บางรายเราก็เห็นหง่อม
ต้องเอาวิสัยของพระเรวัตมาใช้ ที่พระเรวัตที่บรรดาญาติฝ่ายหญิงซึ่งมีอายุ ๑๒๐ ปี หนังตกกระ หลังงอ ผมหงอก ตาฝ้า หูฟาง มารดน้ำสังข์
บรรดาญาติทั้งหลายก็บอกว่า
...ขอเธอทั้งหลายจงครองคู่อยู่กันไปจนกระทั่งแก่เฒ่า ถือไม้เท้ายอดทอง เหมือนกับคุณยายของฝ่าเจ้าสาว...
พระเรวัตมองดูแล้วก็ใจหาย ถามว่า ...ต่อไปเจ้าสาวของผมจะมีสภาพอย่างนี้ไหม...
คนทั้งหลายก็บอกว่า ...ถ้ามีอายุยืนอย่างนี้ ก็มีสภาพอย่างนี้เหมือนกัน...
พระเรวัตก็เลยตัดสินใจว่า เจ้าสาวของเราเวลานี้กระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณผ่องใส แต่ต่อไปข้างหน้าต้องแก่อย่างนี้ก็ไม่เอาแล้ว
ขอบอกศาลา เลยหนีบวช บวชแล้วก็เป็นพระอรหันต์ นี่เราควรจะมีความเมตตา คือความรัก กรุณา ความสงสารตัวเอง ว่า
เราจะแบกกายแบกใจของเราไปรับความทุกข์เรื่องการแต่งงานเพื่ออะไร เพราะการแต่งงาน การมีสามี การมีภรรยา มีบุตรธิดามันเป็นปัจจัยของความทุกข์
เราจะแบกความทุกข์หาที่สุดมิได้จนกว่าจะตาย
ความรักเป็นทุกข์
เมื่อถึงคราวที่แต่งงาน อยู่คนเดียวคิดว่ามันไม่มีสุข แต่ความรักเกิดขึ้นในระหว่างเพศ สิ่งใดก็ตามถ้าเรารัก
สิ่งนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวว่ามันเป็นปัจจัยของความทุกข์ ตามพระบาลีว่า ปิยโต ชายเต โสโก ปิยโต ชายเต ภยัง ซึ่งแปลว่า
ความเศร้าโศกเสียใจมาจากความรัก ภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเราก็อาศัยความรักเป็นปัจจัย
ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะสิ่งใดถ้าเราไม่รัก เราก็ปราศจากการหวงแหน ใครผู้ใดที่ไหนมีความปรารถนาอะไร นั่นเราก็คิดว่าจงทำตามนั้น
ทำตามปรารถนาของเธอ สิ่งใดที่เขาชอบใจจงเอาไปในสิ่งที่เราไม่รัก วัตถุก็ดี บุคคลก็ดี ถ้าเป็นสิ่งที่เรารัก ใครมายื้อแย่งเราก็โกรธ เพียงแค่ต้องการเราก็โกรธ
ถ้าเขามายื้อแย่งอาจจะต้องประหัตประหารกัน เป็นอันว่าความรักเป็นปัจจัยของความทุกข์ ความรักเป็นปัจจัยทำให้เกิดภัยอันตรายต่างๆ
ทุกข์จากการมีคู่
คนที่เขาแต่งงานกันน่ะ เห็นไหมว่าเขาทะเลาะกันน่ะมีบ้างหรือเปล่า เวลาก่อนที่จะแต่งงานกันเลือกแล้วเลือกอีก สวยหรือไม่สวย
ดีหรือไม่ดี แหม...เลือกกันจ้ำจี้จ้ำไช เลือกน้อยเลือกใหญ่ สืบสาวราวเรื่อง สืบตระกูลกันไม่หวัดไม่ไหว พอแต่งงานกันไม่เท่าไรทะเลาะกันแล้ว
ไอ้ความทุกข์ทั้งหลายอย่างอื่นมันก็ติดตามเข้ามา นี่ความสวยความสง่าผ่าเผยที่ต้องการในลำดับแรก
ในที่สุดความเศร้าหมองมันเกิด ทรุดโทรมลงไปทุกวันๆ ดูคนทีเขาแต่งงานผ่านระยะเวลาประมาณ ๒๐ ปี แล้วไปขอดูรูปถ่ายที่เขาถ่ายเมื่อวันแต่งงานน่ะ
มันคล้ายคลึงกันไหม ดีไม่ดีเราอาจจะจำไม่ได้คิดว่าผีหลอกก็ได้ มันทรุดโทรมขนาดนั้น มีลูกมีเต้าออกมา มันมีความสุขหรือความทุกข์
แบกภาระเรื่องการเลี้ยงลูกอย่างหนัก ในที่สุดต่างคนต่างตาย และร่างกายของคนที่เรารักมันสกปรกหรือว่ามันสะอาด
นินทา สรรเสริญ
หลวงพ่อถูกด่าเสียจนชิน ไปที่ไหนเขาก็ด่าที่นั่น เพราะหลวงพ่อเป็นลูกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านไปสอนไปเทศน์โปรดเมืองไหน
ท่านก็ถูกด่าเมืองนั้น ถ้าหลวงพ่อไม่ถูกด่าก็ไม่ใช่ลูกพระพุทธเจ้าใช่ไหม นัตถิ โลเก อนินทิโต คนไม่ถูกนินทาเลย ไม่มีในโลก พ้นไหม
>นินทาและสรรเสริญเป็นธรรมดาของชาวโลก
พระพุทธเจ้ายังบอกว่า เธอทั้งหลาย จงอย่าสนใจทั้งคำนินทาและสรรเสริญ คือเขานินทาว่าเราชั่ว เราก็ดูตัวเรา
เราทำชั่วตามเขาว่าหรือเปล่า ถ้าเราไม่ชั่วก็ถือว่าไอ้หมอนี่ ถ้าไม่เป็นโรคเส้นประสาทก็ตาไม่ดีนะ ใช่ไหม คนดีว่าชั่ว เขาหาว่าเราเป็นหมา ก็รีบไปส่องกระจก
ดูหูยาวไหม มีหางหรือเปล่า มีเขี้ยวยาวไหม ถ้าไม่มีตามนั้นเราต้องนึก
ไอ้เจ้านี่ถ้าตาไม่เสียก็เป็นโรคประสาทแน่ เห็นคนเป็นหมาไปแล้ว ใช่ไหม แต่ถ้าเขาสรรเสริญเรา เราก็ดูก่อน เราดีตามเขาพูดไหม ถ้าไม่ดีตามเขาสรรเสริญ
ก็แสดงว่าเขานี่หลอกใช้เรา ไม่ได้เกิดประโยชน์ เป็นอันว่านินทาก็ดี สรรเสริญก็ดี ไม่ทำให้คนดีคนชั่ว เราจะดีหรือจะชั่วอยู่ที่ความประพฤติของเราเอง
ถ้าเราประพฤติดีมันก็ดี แต่ประพฤติชั้วมันก็ชั่ว ไม่ต้องไปรอใครเขานินทา สรรเสริญ
เขายกย่องเราก็ไม่ดีไปตามเขายก เราจะต้องยกตัวเองด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนะ อันนี้พระพุทธเจ้าเคยแนะพระ แล้วพระเป็นอรหันต์ไปเลย ทว่ามีสองคน
ไอ้ลุงนั่งด่าพระพุทธเจ้าตลอดคืน หลานนั่งสรรเสริญพระพุทธเจ้าตลอดคืน เช้าพระไปบิณฑบาต ไปฟังข่าวชาวบ้านบอก พระมาเล่าให้พระพุทธเจ้าฟัง พอเล่าให้ท่านฟัง
พอท่านฉันข้าวเสร็จ ท่านก็เรียกประชุมพระ
ท่านบอก นินทา ปสังสา นินทาสรรเสริญเป็นธรรมดาของชาวโลก เราจะไม่ดีเพราะคำสรรเสริญ แล้วเราก็ไม่ชั่วเพราะคำนินทา
เราจะดีหรือชั่วเพราะผลของการปฏิบัติ ฉะนั้นขอท่านทั้งหลายจงอย่าสนใจทั้งคำนินทาและสรรเสริญ ถ้าเราติดสรรเสริญก็เสียท่าเขา
ก็ยอไปยอมาดีไม่ดีควักตังค์หมดกระเป๋า จะกินก๋วยเตี๋ยวสักชามหนึ่งไม่ได้กินเลย สรรเสริญชมก็อย่าพอใจ แต่ก็ไม่ใช่โกรธนะ
คำว่าไม่พอใจเคยเขียนไว้ในหนังสือว่า คำสรรเสริญคือหอกเสียดแทงหัวใจ มีคนหนึ่งแกถามมายังไม่ได้ตอบแกเลย
แกบอกสรรเสริญแล้วโกรธเหรอ บอกไม่ใช่ ไม่ใช่โกรธ ให้มีความรู้สึกว่าคำสรรเสริญมาเสียบหัวใจเรา เพราะถ้าเราหลงคำสรรเสริญนั่นแหละเราจะแย่
ดีไม่ดีเราเลวแต่เขาสรรเสริญว่าดี เขาสรรเสริญเพื่ออะไร เขาสรรเสริญเพื่อประโยชน์ของเขา แล้วเราก็จะแย่ แต่ได้ยินคำนินทา เขานินทาว่าร้ายเรา เราก็เฉยๆ
เหมือนกับไม่ได้ยินอะไรเลย
นินทา สรรเสริญ เรื่องธรรมดา
ไอ้ด่านี่มันนินทาสรรเสริญ เป็นกฎธรรมดาของชาวโลกนะ มันหนีไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่ด่าใคร แต่ว่าเขาด่าพระพุทธเจ้า ถ้าเราไม่เคยด่าเขา เราทำดี
แต่เขาด่าเรา ก็แสดงว่าเป็นกรรมของเขาอย่างหนัก
ถ้าเขาด่าเราโกรธ เขามีโทษน้อยหน่อย ถ้าเขาด่าเราไม่โกรธ เขาจมปรัก เขาแย่ เขารับไปคนเดียว ถ้าเขาด่าเรา เราด่าเขา ขึ้นสถานีตำรวจเสียเป็นร้อยเท่ากันใช่ไหม
ถ้าเขาด่าเรา เราไม่ด่าเขา ขึ้นสถานีตำรวจเราไม่ต้องเสียตังค์ใช่ไหม จำไว้ว่ามันเหมือนๆ กัน
พิสูจน์ด้วยปฏิบัติ..อย่านึก
วิชาของพระพุทธเจ้าอย่ารับฟังแล้วคิดเฉยๆ นะ ถ้ารับฟังแล้วคิดเฉยๆ นี่ไม่มีผล และหนักเข้าเราเองจะกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ
เราต้องดูหลักสูตรหลักเกณฑ์ที่พระองค์ทรงวางไว้ว่าให้ปฏิบัติอย่างไรบ้าง ต้องพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติ ไม่ใช่พิสูจน์ด้วยการคำนึงคิด
นั่งนึกนึกแต่อารมณ์
ไอ้คนกินเหล้านี่ พอเขาบอกน้ำหวานมันไม่เคยกินน้ำหวาน มันนึกว่าน้ำหวานรสเหมือนเหล้าใช่ไหม ไอ้คนกินแต่น้ำหวานไม่รู้จักเหล้า นี่มีสภาพฉันใด
ถ้าจิตใจเรายังเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน แล้วจะเกิดผลอย่างไรก็ตาม ถ้าเราใช้อารมณ์ธรรมดาเข้าไปวินิจฉัยคำสอนของพระพุทธเจ้า
จะไม่มีทางเข้าใจได้
อธิโมกขศรัทธา
ในสมัยครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าประชุมสงฆ์ เมื่อเทศน์โปรดแล้วพระพุทธเจ้าถามพระสารีบุตรว่า
...สารีบุตร ถ้อยคำสอนของพระตถาคตที่พูดมาแล้วนี่ สารีบุตรเชื่อไหม...
พระสารีบุตรบอก ...ข้าพระพุทธเจ้าไม่เชื่อพระพุทธเจ้าข้า...
เล่นเอาพระทั้งหลายเหล่านั้นมองพระสารีบุตรตาบูดตาเบี้ยวไปตามๆ กัน คิดว่าพระสารีบุตรนี่อวดดี
พระพุทธเจ้าตั้งให้เป็นอัครสาวกก็ยังอวดดี ใช้ไม่ได้เสียแล้ว นี่สำหรับจิตใจพระที่เป็นปุถุชน แต่ว่าพระพุทธเจ้าก็ไม่ว่าอะไร ถามต่อไปว่า ...สารีบุตร ทำไมเธอจึงไม่เชื่อ...
พระสารีบุตรบอกว่า ก่อนที่ข้าพระพุทธเจ้าจะเชื่อต้องทดสอบถ้อยคำสอนของพระพุทธองค์ก่อน พระพุทธเจ้าข้า
นี่หมายความว่าต้องปฏิบัติ ถ้ามีผลตามนั้นพระสารีบุตรจึงจะเชื่อ
พระพุทธเจ้ายกมือขึ้นสาธุว่า ...ดีแล้ว สารีบุตรดีแล้วๆ อักขาตาโร ตถาคตา ตถาคตนี่เป็นแต่เพียงคนบอก
เมื่อบอกแล้วถ้าใครหลงเชื่อสนิทว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง คนนั้นจัดว่าเป็นอธิโมกขศรัทธา น้อมใจเชื่อ ตถาคตไม่สรรเสริญ
เมื่อฟังแล้วต้องนำไปประพฤติปฏิบัติ พิสูจน์ความจริงจากคำสอนของตถาคตก่อน จนกว่าจะเกิดผลแล้วจึงเชื่ออย่างนี้ตถาคตสรรเสริญ สารีบุตรเป็นคนดี...
นี่เป็นอย่างนี้เสียอีก นี่คติของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนั้น ที่ฉันพูดฉันเล่าอะไรมาให้ฟังตั้งแต่ต้นนี่ ท่านผู้ฟังทั้งหมดอย่าเชื่อฉันนะ
ว่าอะไรก็ตามถ้าฉันกล่าวไปแล้วมีผลเป็นอย่างนั้นมีผลเป็นอย่างนี้
ก็พยายามทำกันให้ได้ พยายามศึกษากันก่อน ปฏิบัติกันก่อน แล้วปฏิบัตินี่ต้องปฏิบัติขั้นเอาชีวิตเข้าแลกกันทีเดียวนะ
ไอ้แบบชนิดที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อน่ะฉันไม่ใช้ คนประเภทนี้ไม่คบ คนชนิดนี้พูดให้ฟังก็เหนื่อยเปล่า ไม่เกิดประโยชน์
ทุกอย่างต้องแก้ที่ใจเรา
คนที่มีความวุ่นวายติโน่นตินี่ ไอ้โน่นไม่ดี ไอ้นี่เสีย คนประเภทนี้ก็คือคนที่ไม่รู้จักธรรมดา พูดภาษาไทยๆ
เขาเรียกว่ากิเลสมันยังเลยหัวอยู่ ปลดอารมณ์นั้นเสีย ถ้าจิตของเรายอมรับนับถือกฎของธรรมดา อะไรมันจะมาก็ถือว่าเป็นเรื่องของมันอย่างนั้น ไม่ต้องไปติ
สิ่งใดที่แก้ไขไม่ได้อย่าไปแก้มัน
อย่าไปแก้ที่วัตถุ อย่าไปแก้ที่บุคคล มาแก้ที่ใจเรา ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นธรรมดา ทำไมเราจึงต้องเดือดร้อน ทำไมเราจึงจะต้องดิ้นรน อย่าเป็นคนช่างติ
ถ้าจะติก็ติตัวเรา ตามที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า อัตตนา โจทยัตตานัง จงกล่าวโทษโจทความชั่วของตัวเองไว้ให้เป็นปกติ
ติตนเอง
หมายความว่า เราต้องดูว่าเราเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทานมากหรือน้อย ก็ต้องดูใจของเราว่ายังติดหรือผิดศีลหรือเปล่า
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่า เอ้อ..ลูกเอ้ย หนูเอ๋ย ถ้าเอ็งจะดีต้องติชาวบ้านเขานะ นึกถึงกฎของความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตำหนิใคร
เพราะท่านรู้ว่าทุกคนที่เกิดมาแล้ว ที่เกิดมาเป็นตัวนี่มันไม่ใช่คนดีนะ คนเลว
พูดตามภาษาชาวบ้านแต่ความจริงและแท้จริงแล้วมันไม่ได้เลว ที่มันเลวเพราะมันมีเจ้านายต่างหาก เจ้านายมันเลว เจ้านายนี่ไม่ใช่ผู้บังคับการฝูงนะ
เจ้านายคือกิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม ที่มันสั่งสมสืบกันมา เราจึงต้องเกิด ไม่เช่นนั้นเราก็ไปนิพพานแล้ว ถ้าดีจริงๆ แล้วก็ต้องไปนิพพานแล้ว
เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงไม่ประณามว่าชั่ว
แต่ว่าจะชั่วหรือดีอยู่ที่การปฏิบัติ เมื่อรับคำแนะนำแล้วยังไม่ปฏิบัติตาม ทีนี่แหละถือว่าชั่วแล้ว หรือว่าเขาชี้บอกว่านี่ขนม นี่กับข้าว นี่น้ำนะ
เรานั่งหิวแทบตายแต่เราไม่กินก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ถ้าเราไม่เลวแล้วเราจะเลวเมื่อไร อีทีนี้ต้องยอมเลวน่ะ นี่ที่ว่ายอมเลวเพราะอะไร ก็เพราะว่าเขาให้เรากิน
เขาบอกเราแล้วแต่เราไม่กิน ถ้าเราไม่กินหิวขึ้นมาแล้วเราจะไปโทษใคร ต้องโทษตัวเราเอง
ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านทรงทราบ ท่านไม่ทรงตำหนิ เห็นไหมท่านไม่ตำหนิแต่ท่านเตือนไว้ว่า อัตตนา โจทยัตตานัง จงเตือนตนด้วยตนเอง
และกล่าวโทษโจทความผิดของตนเอง ท่านไม่ได้บอกกล่าวโทษผิดติชาวบ้านเขา บอกให้ติตัวเอง ติตัวเองก็คือติอารมณ์ใจ ให้ดูอารมณ์ใจ
จิตสัตว์โลก
...คือมีคนสงสัยนะคะว่า คนเรานี่มีจิตมีดวงวิญญาณใช่ไหมคะ แล้วสัตว์นี่มีจิตมีดวงวิญญาณหรือเปล่าคะ...
...ต้องไปถามสัตว์ดู (หัวเราะ)...
...เคยได้ยินมาว่าถ้าหากว่าเราทำความชั่วจะลงอบายภูมิ ทำไมถึงลงล่ะคะ แล้วจะต้องไปเกิดเป็นสัตว์หรือะไรสักอย่างหนึ่งนะคะ
แล้วทีนี้ถ้าเผื่อว่าความจริงอันนี้นะคะ ในสภาพที่เราเป็นสัตว์นี่ จิตวิญญาณเราจะอยู่ที่ไหนคะ หนูอยากจะทราบอันนี้ค่ะ...
...อันนี้คุณจะต้องทำตัวให้เป็นสัตว์เสียก่อนจะได้หมดสงสัย (หัวเราะ) ไม่งั้นพูดไปไม่จบหรอก ทำได้ไหม
ไอ้จิตนี่มันไปเข้าอะไรมันก็เป็นอย่างนั้น จิตนี่มันมาเข้าร่างของคนมันก็เป็นคน ถ้าไปเข้าร่างของสัตว์มันก็เป็นสัตว์ คือสัตว์กับคนก็จิตอันเดียวกัน
คนก็ไปเกิดเป็นสัตว์ใช่ไหม สัตว์นี่ก็ถือว่าเป็นประเภทที่อยู่ในอบายภูมิ ในอบายภูมินี่มันมีทุกข
ไอ้สัตว์นี่ถ้าเราจะมีความเมตตาปรานีกับมันอย่างไรก็ตามมันก็ลำบาก เราจะอ้างไอ้สัตว์ตัวนี้มันชอบเนื้อต้องซื้อเฉพาะเนื้อดิบ
แต่ความจริงสัตว์มันก็ชอบอย่างอื่นบ้าง มันก็บอกไม่ได้ ไอ้เราก็นึกว่ามันชอบ ทั้งๆ ที่มันเบื่อแสนเบื่อ มันไม่มีอะไรจะกินมันก็ต้องกิน
มีความปรารถนาไม่สมหวังใช่ไหม ถ้าบอกอย่างนี้คุณไม่แน่ใจคุณก็ลองดูนะ...
ll กลับสู่สารบัญ
webmaster - 29/3/12 at 15:00
5
๕.เรื่องของทาน
บุญ ๓ ประการ
พระพุทธเจ้ากล่าวว่าเหตุที่เป็นบุญก็คือ
๑.ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน บรรดาท่านพุทธบริษัททำแล้วทั้ง ๒ ประการ
คือถวายทานกับพระสงฆ์ด้วยอาหารและถวายทานกับพระสงฆ์ด้วยผ้าผ่อนท่อนสไบและปัจจัย เป็นต้น
๒.สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล บรรดาท่านพุทธบริษัทก็สมาทานศีลแล้ว และก็
๓.ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา นั่นคือบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้าตั้งใจสดับรับรสพุทธพจน์ด้วยความตั้งใจ
ด้วยความเคารพอย่างนี้เรียกว่าภาวนามัย
ทั้งหมดทั้ง ๓ ประการนี้เมื่อพร้อมกันแล้วไซร้ เป็นปัจจัยให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน
ปฏิบัติบูชา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงอานิสงส์ของการบูชา ๒ ประการว่า อานันทะ ดูกร อานนท์ การบูชานี่มี ๒ อย่างคือ
๑.อามิสบูชา
๒.ปฏิบัติบูชา
การที่เทวดาโปรยปรายดอกชบาลงมาก็ดี บรรดาประชาชนได้เอาดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาตถาคตก็ดี อย่างนี้ชื่อว่าเป็น อามิสบูชา ดีจัดว่ามีอานิสงส์เลิศ
สามารถยังผลให้เกิดในกามาวจรสวรรค์ได้ คือ อามิสบูชานี้ ถ้าบูชาไม่เป็นได้ผลแค่กามาวจรสวรรค์ เป็นเทวดาได้ ถ้าบูชาเป็นแล้วเป็นปฏิบัติบูชาไปด้วย
ก็ถึงนิพพานได้ แล้วองค์สมเด็จพระจอมไตรก็ตรัสว่า อามิสบูชา ดีแล แต่ทว่าสู้ ปฏิบัติบูชาไม่ได้ แต่ทว่าทั้ง ๒ ประการนี้ไซร้ก็ต้องควบคู่กันไป
สำหรับปฏิบัติบูชานั้น
๑.ขอให้ทุกคนรู้จักการให้ทาน เป็นการตัดโลภะ ความโลภ
๒.รู้จักการรักษาศีล คือมีเมตตากรุณาเป็นพื้นฐาน เป็นการตัดความโกรธ
๓.สามารถเจริญภาวนาวิปัสสนาญาณ ใช้เป็นญาณพิจารณาว่า ร่างกายของเรานี้ความจริงมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
และไม่ติดในร่างกายของเราด้วยไม่ติดในร่างกายของบุคคลอื่นด้วย ไม่ติดในวัตถุใดๆ ในโลกด้วย อย่างนี้จะช่วยให้ทุกคนไปนิพพาน
อะไรคือสังฆทาน
คือว่าการถวายทานนี่บรรดาท่านพุทธบริษัททราบแล้ว ก็มีเรื่องๆ หนึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิด ที่พราหมณ์มีจิตต้องการเคารพในบุคคลเฉพาะที่มีอายุมากๆ
แต่มีอายุมากๆ แก่เกินไปก็ไม่ชอบ ถวายพระเด็กเกินไปก็ไม่ชอบ ก็ไม่ทราบว่าแก่พอสมควรของแกเป็นอย่างไร
คือว่าการถวายทานนี่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เราทราบไม่ได้ถึงพระผู้รับหรือบุคคลผู้รับ เพราะอานิสงส์ต่างกัน
ถ้าบังเอิญไปถวายทานกับพระอรหันต์เข้า อานิสงส์ก็สูงเป็นกรณีพิเศษ แต่ว่าองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ตรัสไว้เป็นพิเศษอย่างหนึ่ง นั่นคือ การถวายสังฆทาน
พระผู้รับจะมีคุณสมบัติเพียงใดก็ไม่เป็นไร
เพราะการถวายทานนี่เป็นการถวายแก่สงฆ์ อย่างไรๆ อานิสงส์คุณบุญราศีที่จะพึงได้รับ ได้รับมากจริงๆ แต่ทว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง
ถ้าเผอิญพระผู้รับเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องตามคติของพระพุทธศาสนา ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้าก็ยังมีอานิสงส์สมบูรณ์แบบ
แต่ทว่าผู้รับถ้ากินเข้าไปหรือใช้ของเขาในการถวายสังฆทานนี้ตกนรกเอง เป็นเรื่องของท่าน
การถวายสังฆทาน
ตอนนี้มาคุยกันเรื่องของผีดีกว่านะ เรื่องของผีก็มีอยู่ว่า เรื่องสังฆทาน สังฆทานที่จัดให้มีพระพุทธรูป ผ้าไตร ของที่มีอาหารบ้างเล็กน้อย
ก็มีเหตุมาจากผี คือว่าสมัยก่อนผีขอ ขณะที่ผีตะกละมาขอแกขอแบบนี้ ขอพระพุทธรูปหนึ่งองค์ หน้าตักไม่น้อยกว่า ๔ นิ้ว ให้เกิน ๔ นิ้วขึ้นไป ผ้าหนึ่งผืน
หรือผ้าไตรหนึ่งผืนก็ได้ และก็มีอาหารเล็กน้อย อาหารแห้งอาหารสดก็ได้ทั้งนั้นนะ
ต่อมาหลายปีเข้าทุกหน่วยที่มาขอ ขอเหมือนกันหมด มีพระพุทธรูป มีผ้า มีอาหาร ผ่านมาประมาณ ๑๐ ปีกว่า มันขอเกินเรียกว่าหลายพันคน ขอเหมือนกันหมด
ใครมาขอก็ขอเหมือนกัน ฉันก็ทำเรื่อยมา หนักเข้าตอนหนึ่งฉันไปจังหวัดอุทัยธานี กำลังจะไปฉันเพลเขา ผีมันมาขออีก ไม่ได้หลับนะ ไม่ต้องหลับ ฉันนั่งๆ
ผียังมา
ถามว่า ...เธอต้องการอะไร...
เขาบอก ...ต้องการพระพุทธรูป ต้องการผ้า อาหารเล็กน้อย...
วันนั้นมันมีเวลาว่างอยู่ เลยถามว่า ...ไหนลองบอกอานิสงส์ซิ ฉันเห็นว่าขอแบบนี้มาเกินสองสามพันคนแล้ว ฉันก็ทำให้มามาก
ฉันไม่ทราบถึงอานิสงส์...
ผีนั้นแกเลยบอกว่า ...การได้อาหารนิดหนึ่งเป็นเหตุให้ผมได้ร่างกายเป็นทิพย์ การได้ผ้าเป็นเหตุให้ผมได้เครื่องประดับเป็นทิพย์
การได้พระพุทธรูปไปมีอานิสงส์ทำให้ร่างกายแกมีแสงสว่างมาก... ที่มีพระพุทธรูป เทวดากับพรหม นางฟ้าก็ตาม เขาถือว่าองค์ไหนมีแสงสว่างมาก
องค์นั้นมีบุญมากที่สุด เขาถือว่ามีแสงสว่างมาก เทวดาก็ดี พรหมก็ดี นางฟ้าก็ตาม เขาไม่ถือเครื่องแต่งตัว เขาถือแสงสว่างเป็นสำคัญ
ถึงแม้ของน้อยก็อานิสงส์มาก
การถวายสังฆทานนี่ถึงแม้จะมีของน้อยก็มีอานิสงส์มาก ก็ดูตัวอย่างพระสารีบุตรถวายสังฆทานให้แม่ของท่าน แม่คนละชาตินะ
แม่ชาตินี้ของท่านก่อนที่ท่านจะนิพพาน ท่านแนะนำให้แม่ของท่านเป็นพระโสดาบัน แต่ถอยหลังไปอีกร้อยชาติมีแม่อีกคนหนึ่ง คนละชาติ แม่ชาติโน้นเป็นเปรตอยู่
วันหนึ่งพระสารีบุตรท่านเจริญพระกรรมฐาน แล้วท่านก็ไปเที่ยวแดนนรก ออกจากแดนนรกท่านเข้าสู่แดนเปรต เข้าใจว่าท่านรู้ ไม่รู้ท่านคงไม่ไป
ก็เดินผ่านคณะเปรตมา มาถึงเปรตผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ ก็มีผ้าดึงไปดึงมา ดึงผ้าไม่หยุด หยุดดึงไม่ได้ไฟไหม้ตัว แล้วท่านก็หยุดยืนข้างๆ
หญิงคนนั้นก็มองหน้าท่าน
พระอยู่ใกล้ไฟก็ไม่ไหม้ เมื่อท่านมองหน้า เธอมองหน้าพระสารีบุตร
หญิงเปรตก็ถามว่า ..ท่าน จำฉันได้ไหม... พระสารีบุตรความจริงรู้ ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ลีลาของพระทุกองค์เหมือนกัน
รู้แล้วต้องทำเป็นไม่รู้ ไอ้นี่มันเป็นปกติของพระ
พระสารีบุตรถามว่า ...เธอกับฉันเคยรู้จักกันมาหรือ...
เธอก็บอกว่า ...เมื่อร้อยชาติโน้นที่ผ่านมาฉันเคยเป็นแม่ท่าน ท่านเป็นคนมีเมตตา ใจบุญสุนทาน ชอบทำบุญชอบให้ทาน แต่ฉันเป็นแม่
เป็นคนที่มีใจร้าย มีความตระหนี่มาก ไม่ทำบุญไม่ให้ทาน เป็นคนโหดร้าย ท่านตายจากความเป็นคนท่านก็เกิดเป็นเทวดาบ้าง เป็นพรหมบ้าง
ฉันต้องมาเป็นเปรตถึงชาตินี้ ตั้งแต่เวลานั้นถึงเวลานี้ฉันยังไม่พ้นจากความเป็นเปรต...
พระสารีบุตรเกิดมาร้อยชาติแล้วนะ พระสารีบุตรก็ถามว่า ...เธอต้องการให้ช่วยอะไรบ้าง...
หญิงเปรตก็บอกว่า ...ถ้าท่านจะช่วยฉัน ขอให้ท่านถวายสังฆทานกับพระสงฆ์ที่เป็นสาวกของพระสมณโคดม. ..
พระสารีบุตรก็รับว่าจะทำ ท่านก็ขึ้นมา พอตอนเช้าท่านไปบิณฑบาตเสร็จ เวลานั้นท่านอยู่ป่า มีลูกศิษย์อยู่ประมาณ ๕๐๐ รูป
ท่านฉันนอกวง คือท่านฉันองค์เดียว พระคณะของท่านฉันรวมกัน ก่อนที่พระจะฉันท่านก็นำข้าวหยิบเท่าที่บิณฑบาตมาได้เล็กน้อย
แบ่งไปหยิบมือหนึ่งใส่ใบไม้แล้วก็ส่งไปให้พระ และก็เอาน้ำส่งให้พระ กับข้าวนิดหนึ่งใส่ใบไม้ส่งให้พระ กับผ้ากว้างคืบยาวคืบส่งให้พระ ถ้าผ้ากว้างคืบยาวคืบ
ในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นจีวร เป็นผ้าที่มีความสำคัญ โตกว่านั้นไม่เป็นไร ถ้าเล็กกว่านั้นไม่ถือเป็นจีวร
ถวายไปในวงพระ เวลาถวายไม่ได้ว่าอะไร เป็นสังฆทานโดยตรง การถวายสังฆทานโยมไม่ต้องว่าอะไรก็เป็นสังฆทาน
ถ้าเราเห็นว่าพระนั่งตั้งแต่สี่องค์ขึ้นไปก็ถวายไปปั๊บ ไม่ต้องพูด เป็นสังฆทานเลย อานิสงส์ได้ครบ ถ้าองค์เดียวต้องบอกนี่สังฆทานนะ
หลังจากนั้นท่านก็อุทิศส่วนกุศลให้แก่มารดาของท่านในร้อยชาติที่ผ่านมา ที่พบเมื่อตอนกลางคืน
พอตอนสายท่านไปพบพระโมคคัลลาน์ พระมหากัจจายนะ พระอนุรุทธ ท่านก็บอกว่า ...เมื่อคืนนี้ผมไปพบมารดาของผมในร้อยชาติที่ผ่านมา
กำลังเป็นเปรต วันนี้ผมถวายสังฆทานไปให้แล้ว ก็ต้องการให้มารดามีวิมานเป็นที่อยู่ ชวนท่าน ๓ องค์สร้างศาลาคนละหลัง... ทั้ง ๔
องค์ก็ตัดสินใจร่วมกันสร้างศาลาคนละหลัง ทำเป็นเพิงหมาแหงน
เสา ๔ เสาเอาไม้พาด เอาใบไม้วางข้างบน อุทิศให้เป็นของสงฆ์ แค่นั้นก็เป็นวิหารทาน และพอเวลากลางคืน เวลาที่พระเจริญกรรมฐาน
พระโมคคัลลาน์กำลังเจริญกรรมฐานอยู่ ตามธรรมดาพระโมคคัลลาน์นี่ต้องไปสวรรค์ไปนรกทุกคืน คืนนั้นกำลังรวบรวมกำลังใจให้จิตเป็นสุขก่อน
ทีนี้เวลารวบรวมกำลังใจยังไม่ทันจะเคลื่อนจากที่ ปรากฏมีนางฟ้าคนหนึ่ง มีภาพนางฟ้าปรากฏขึ้นสวยงามมาก
มีเครื่องประดับประดาสวยมาก แสงสว่างทั่วจักรวาล แถมมีวิมานตามมาด้วย มีสระโบกขรณีตามมาด้วย พระโมคคัลลาน์ท่านรู้จักเทวดานางฟ้าทั้งหมด
เพราะท่านไปทุกคืน เกิดใหม่จุติใหม่ท่านรู้หมด ท่านเห็นท่านก็แปลกใจ ...เอ๊ะ...นางฟ้าองค์นี้มาจากไหน ทุกวันเราไปไม่เห็นพบ...
จึงถามว่า
...ภคินี ดูก่อนน้องหญิง เธอเป็นนางฟ้าตั้งแต่เมื่อไร...
นางฟ้าองค์นั้นก็ตอบว่า ...ฉันคือมารดาพระสารีบุตรเมื่อร้อยชาติที่ผ่านมา...
พระโมคคัลลาน์ก็ถามว่า ...ที่เธอเป็นนางฟ้าก็ดี มีเครื่องประดับประดาสวยสดงดงามก็ดี มีวิมานทองคำสวยก็ดี มีสระโบกขรณีก็ดี
มันได้บุญมาจากไหน...
เธอก็บอกให้ฟัง บอกว่า ...เมื่อตอนเช้าพระสารีบุตรได้ถวายสังฆทานกับพระ มีข้าวหยิบมือหนึ่ง มีอาหารหน่อยหนึ่ง
ใส่ใบไม้ถวายพระเป็นสังฆทาน เป็นเหตุให้ฉันได้ร่างกายอันเป็นทิพย์
และประการที่สอง พระสารีบุตรได้ถวายผ้ากว้างหนึ่งคืบยาวหนึ่งคืบแก่พระ เป็นเหตุให้ฉันได้เครื่องประดับอันเป็นทิพย์
พระสารีบุตรเอาน้ำใส่ฝาบาตรหนึ่งฝาบาตรถวายพระเป็นสังฆทาน
เป็นเหตุให้ฉันได้สระโบกขรณีอันเป็นทิพย์ แล้วที่ได้วิมานสวยสดงดงามเพราะพระคุณเจ้าทั้งสี่สร้างศาลาเพิงหมาแหงนให้ ถวายแก่สงฆ์
เป็นเหตุให้ฉันได้วิมาน... นี่เห็นไหม รวมความว่าการถวายสังฆทานแม้จะเป็นของเล็กน้อยแต่อานิสงส์มากเหลือเกิน แต่ถ้ามีพระพุทธรูปด้วย
แสดงว่าจะมีร่างกายสว่างมาก ผีบอก แต่เรื่องผีบอกนี่ตรงมากกว่าคนเดา เพราะผีได้รับอานิสงส์
สูงสุดคือวิหารทาน
อย่างถวายสังฆทานที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ถวายทานแก่พระอรหันต์เอง ๑๐๐ ครั้ง ก็มีผลไม่เท่ากับถวายทานกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ ครั้ง
ถวายทานกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑๐๐ ครั้ง ก็มีผลไม่เท่ากับถวายทานกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ ครั้ง
ถวายทานแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑๐๐ ครั้ง ก็มีผลไม่เท่ากับถวายสังฆทาน ๑ ครั้ง อานิสงส์มาก เป็นอันว่าวัตถุทานจริงๆ
ที่มีอานิสงส์มากคือถวายสังฆทาน แต่มีวัตถุทานอีกอย่างหนึ่งคือท่านบอกว่า
ถวายสังฆทาน ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายวิหารทาน ๑ ครั้ง ก็รวมความว่า วัตถุทานอันดับสองคือสังฆทาน วิหารทานเป็นอันดับหนึ่ง
อุทิศส่วนกุศล
เป็นอันว่าการทำบุญนี่ เวลาทำนี่เจ้าภาพได้ครบ แล้วเวลาอุทิศส่วนกุศล ถ้าผู้นั้นเขาได้มากสักเท่าไรก็ตามที ของเราไม่ได้ลดลง
แต่ว่าการอุทิศส่วนกุศลนั้นเป็นผลกำไรของเราอยู่อย่างหนึ่ง คือได้เมตตาบารมีใช่ไหม ได้เพิ่มขึ้นมา เราขยันๆ ให้เอากำไรมันส่งใช่ไหม
แต่ถ้าว่าอีตอนพ่อตายแล้วเวลาพระจะสวดนี่ ไปเคาะโลงกุ๊กๆๆ พ่อ..ฟังพระสวดนะ (หัวเราะ) ได้ยินบ่อย เมื่อก่อนนี้เคยหากินกับผีนะ
เวลาพระจะให้ศีลเคาะโลกกุ๊กๆๆ พ่อ..รับศีลนะ (หัวเราะ) พอเอาข้าวไปวาง พ่อ..กินข้าวนะ ถ้าผีลุกขึ้นมาได้เผ่นหมดเลยนะ (หัวเราะ)
ทั้งพระทั้งเจ้าไม่เหลือเลย ความจริงแกกินเกินอะไรไม่ได้ ไปเรียกแกได้ยินที่ไหน มันคนละเรื่อง ผีไม่มีสิทธิ์ที่เอาของมาวางแล้วไปกิน จำชาดกได้ไหม
ที่เล่าไว้ก่อนที่จะไปธุระ ที่ท่านเศรษฐีอุบาสกคนหนึ่งท่านนั่งกรรมฐาน นั่งไปในที่สงัด
ปรากฏว่าเมียของท่านที่ตายแล้วเป็นคนไม่เอาถ่าน คงจะเอาถ่านนะ ไม่เอาฟืน ได้แต่ถ่าน ไม่ทำบุญสุนทาน เป็นคนใจร้าย ตายแล้วไปเป็นเปรต
พอท่านไปนั่งกรรมฐาน เมียก็มาแสดงตัวให้ปรากฏ แต่มันมีซี่โครงขึ้นเป็นแถวนะ จำเมียไม่ได้ สวยจัดเนอะ สวยมาก โชว์ซี่โครงเลย ผ้าผ่อนท่อนสไบไม่มีนุ่ง
สงสัยแกเดินมาหาหันหลังมาหรือเดินหน้ามา (หัวเราะ)
ท่านเศรษฐีก็เลยถามๆ ว่า เธอเป็นใคร
เปรตผู้หญิงบอก ฉันเป็นภรรยาของท่าน แต่ว่าตายไปแล้ว เพราะอาศัยจิตที่เป็นอกุศล เป็นเหตุให้เกิดเป็นเปรต เวลานี้มีความหิวโหยมาก
หนาวก็หนาว ร้อนก็ร้อน มีทั้งหนาวทั้งร้อนเพราะไม่มีผ้าปิดกาย แต่หิวอาหารมากไม่มีอะไรจะกิน
ท่านผัวก็บอกไป ไปบ้านสิ เยอะ เป็นเศรษฐีนะ เลือกกินเอาตามชอบใจ เหมือนกับที่เธอมีชีวิตอยู่
ผีเปรตแกบอกว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นหากแม้ท่านจะเอามาวางไว้ในมือเรา ก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะว่าเราไม่มีสิทธิ์จะใช้
ไม่มีสิทธิ์จะกินในวัตถุ
ผัวก็ถามว่า ถ้าจะสงเคราะห์เธอ เธอต้องการจะให้ทำอย่างไรถึงได้
เธอก็บอกว่า ขอให้ท่านนำของไปถวายสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เธอต้องการให้มีผ้า ขอให้นำผ้าไปถวาย
ต้องการให้ร่างกายสมบูรณ์ร่างกายเป็นทิพย์ ก็นำอาหารไปถวาย แล้วก็อุทิศส่วนกุศลให้ฉันนั่นแหละฉันจึงจะได้
ถ้าเอาของไปวางให้เอาไม่ได้หรอก เอาวางให้ในมือ เอาผ้าใส่ให้ในมือ อาหารมาใส่ให้ก็ไม่มีประโยชน์เลย
ท่านผัวจึงได้นำของไปถวายพระสงฆ์ในพุทธศาสนา แล้วอุทิศส่วนกุศลให้เธอ พอรุ่งขึ้นอีกคืนหนึ่ง เธอก็มาแสดงตนใหม่ คือมานั่งกรรมฐานใหม่
คราวนี้มาเป็นนางฟ้าสวยแจ๋ว แสงสว่าง ทั้งวิมงวิมานวิเมินเห็นหมด ปรากฏชัดเป็นวิมานทอง เอ๊ะ..ตาผัวจำไม่ได้เสียแล้ว
ถาม นี่นางฟ้า เธอเป็นนางฟ้าเพราะอาศัยบำเพ็ญบุญบารมีอะไร ร่างกายประดับประดาด้วยเครื่องอาภรณ์อันเป็นทิพย์ สวยสดงดงาม
มีแสงสว่างไปทั่วทิศ และก็มีวิมานทองคำ
นางฟ้าก็ถามว่า จำไม่ได้เรอะ เมื่อคืนที่แล้วที่มาน่ะ ความจริงสองคืนนี่ คืนก่อนสวยกว่านะ (หัวเราะ)
เพราะโชว์ซี่โครงใช่ไหม ไอ้คืนหลังนี่ธรรมดาๆ นางฟ้าเขาก็มีชฎาใส่ มีรูปร่างหน้าตาสะสวย มีแสงสว่าง มีร่างกายแพรวพราวไปด้วยเพชร
แต่ทว่าเป็นคนขี้ขลาดไม่กล้าโชว์ซี่โครงนะ