ทุกข์โศกโรคภัยลี้ ตราบเข้านิพพาน
ในขณะที่ทุกคนกล่าวพร้อมกันนั้น เสียงได้กระหึ่มดังก้องไปทั่วบริเวณนั้น ต่อหน้าองค์พระบรมธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ เหมือนจะประกาศก้องให้ฟ้าดินเป็นพยานว่า
พวกเราเหล่าลูกหลานได้มาสรรเสริญพระองค์โดยพร้อมเพรียงกันแล้ว แต่ละคนก็มีความปลื้มปีติยินดีเป็นล้นพ้น
บทความเทิดพระเกียรติคุณ
พระเจ้าพรหมมหาราช

เครื่องราชกกุภัณฑ์ (จำลอง) ได้จัดขบวนแห่อัญเชิญมารวมกันไว้
...พระราชจริยาวัตรของพระเจ้าพรหมมหาราชนั้น ตามที่เราได้ศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นจาก พงศาวดารโยนก
และตำนานสิงหนวัติ หรือจากตำนานโบราณต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงพระราชประวัติของพระองค์
ต่างยกย่องสรรเสริญพระบารมีและพระเกียรติคุณว่า พระองค์เป็นผู้มีบุญญาธิการมากมาย มีความสามารถในด้านการรบและการปกครอง น้ำพระทัยในพระองค์
มีความรักใคร่เอ็นดูพสกนิกรเหมือนกับลูกทุกคน พระองค์มีสติปัญญาเฉียบแหลม และทรงตั้งมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรมทั้ง ๑๐ ประการ
อีกทั้งยังทรงมีพระราชศรัทธาในบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ทรงปฎิบัติพระองค์อยู่ในบุญกิริยาวัตถุทั้ง ๓ ประการ คือ ทาน ศีล ภาวนา ทรงพรหมวิหาร ๔
และมีความกตัญญู เป็นเลิศ
และปลูกฝังชาวประชาราษฎร์ให้มีศีลธรรม รักความสงบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ดังที่ได้เห็นผลงานการประดิษฐานพระศาสนา
การทหาร การปกครองบ้านเมือง ได้ปรากฎอยู่ตามตำนานและหลักฐานทางโบราณคดี พระปรีชาสามารถของพระองค์นั้น ในที่นี้จะยกตัวอย่างมา ๓-๔ ประการ คือ
ประการแรก พระองค์ทรงเป็นหน่อเนื้อพระบรมพงศ์โพธิสัตว์ทรงมีวาสนาบุญญาธิการมาแต่ในอดีต การเกิดคราวนี้
ทรงตั้งพระทัยลงมาช่วยคนไทยโดยเฉพาะ จึงมีสหชาติมาเกิดร่วมด้วย ๒๕๐ คน พร้อมกับได้ช้างพลายประกายแก้ว มาเป็นช้างพระที่นั่งคู่พระบารมี
ประการที่สอง ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์กว้างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรบ
พระองค์ทรงคิดกอบกู้ประเทศชาติจากขอมตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
โดยมีพระชนมายุเพียง ๑๖ พรรษาเท่านั้น ก็สามารถฝึกหัดการรบจนชำนาญ มีความเก่งกล้าสามารถ เฉลียวฉลาดในการต่อสู้เป็นอย่างยิ่งเกินกว่าคนธรรมดาสามัญ
ด้วยการขุดสระและสะสมอาหาร เตรียมการณ์ไว้ก่อนการรบ
ประการที่สาม ทรงมีความกตัญญูเป็นเลิศ เมื่อพระองค์ทรงรบชนะขอมแล้ว ก็ไม่ทรงคิดขึ้นครองเมืองเอง
แต่กลับให้พระราชบิดาครองราชสมบัติต่อไป แล้วให้พระเชษฐาเป็นพระมหาอุปราช
ประการที่สี่ ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นบุคคลตัวอย่าง
เพราะหลังจากปลดปล่อยคนไทยจากความเป็นทาสของขอมแล้ว พระองค์ก็หันมาสร้างบ้านแปลงเมืองกันใหม่
จัดสรรพื้นที่ให้ราษฎรทำกินหาเลี้ยงชีพ บูรณะปฎิสังขรณ์วัดวาอาราม อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสามเณร และชำระพระไตรปิฎกไว้เป็นแบบอย่าง
ตามที่พระพุทธโฆษาจารย์นำมา

เครื่องราชกกุภัณฑ์ (จำลอง) ปัจจุบันทางวัดได้นำมาประดิษฐานไว้บนพระแท่นนี้
...สรุปความได้ว่าพระราชจริยาสัมมาปฎิบัติของพระเจ้าพรหมมหาราชนั้น ปรากฎมีลักษณะเหมือนจริยาวัตรของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรากฎใน "บันทึกพิเศษ" ที่จะได้นำไปเล่าในตอนต่อไป..สวัสดี"
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
◄ll กลับสู่ด้านบน
webmaster - 8/1/17 at 17:49
ตอนที่ ๗
บันทึกพิเศษ
"...สรุปความได้ว่าพระราชจริยาสัมมาปฎิบัติของพระเจ้าพรหมมหาราชนั้น ปรากฎมีลักษณะเหมือนจริยาวัตรของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรากฎใน "บันทึกพิเศษ" ท่านเล่าไว้มีใจความว่า
"...จงนับถอยหลังจากชาตินี้ไปขึ้นต้นด้วย เลข ๕ แล้ว ๐ อีก ๕๐ สูญ เป็นจำนวนเท่าไรกันนับเอาเอง สมัยนั้นเป็นสมัยที่ฉันเกิดเป็นมนุษย์
เป็นชาติที่เกิดได้พบพระพุทธเจ้าครั้งแรกในชีวิต ฉันเป็นพ่อบ้านชื่อว่า ปการัง มีแม่บ้านชื่อ "ปการันยา"
คือแม่ศรี
เมื่อ "สมเด็จพระพุทธสิกขี" ทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้ว
พระองค์ได้เสด็จมาโปรดถึงบ้านฉันจึงได้เข้าเฝ้าพระองค์บำเพ็ญกุศล แล้วทอดกายเป็นสะพานให้ทรงดำเนิน เพื่อปรารถนาพระโพธิญาณ
แม่ศรีและลูกปราถนาติดตามเป็นคู่บารมี เมื่อตายจากชาตินั้น ทุกคนไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทั้งหมด ส่วนฉันเป็นเทวดาชื่อ "เกษี"
สมัยต่อมา พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า "เวสสภู" ได้เสด็จมาเทศน์โปรด ท่านปู่และฉัน สมัยนั้นฉันมีชื่ว่า
"อินทระ" และนักรบทั้งหมด ถอดอาวุธคู่มือถวายเป็นพุทธบูชา
ส่วนท่านย่าและแม่ศรี ชาตินี้มีชื่อว่า "ศิริกัลยา" และลูกๆ ถอดเครื่องประดับกายทั้งหมดถวายเป็นพุทธบูชา
เมื่อตายจากชาตินั้น ทุกคนไปเกิดร่วมกันในชั้นดุสิต..."
ครั้นถึงสมัย "สมเด็จพระพุทธกัสสป" ท่านก็ได้ลงมาเกิดอีกหลายวาระ เช่นบริเวณ "เขื่อนยันฮี" จ.ตาก และบน "ภูกระดึง" จ.เลย
สมัยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
..ส่วนใหญ่ท่านจะเป็นกษัตริย์ และสมัยหนึ่งท่านเคยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิปกครองโลก ทรงพระนามว่า "พระเจ้าศรีทรงธรรม"
มีพระอัครมเหสี ทรงพระนามว่า "พรรณวดีศรีโสภาค"
แต่การเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้น มิได้เป็นครั้งนี้เป็นครั้งแรก เมื่อสมัย "สมเด็จพระพุทธทีปังกร"
คือย้อนไปเมื่อ ๔ อสงไขยกัปนั้น ได้เคยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่า "นวราชบรมจักรพรรดิ" ครองเมือง
"มหาบรมไตรจักรภพ" มีพระราชฐานบริเวณ "เมืองชิคาโก้"
สหรัฐอเมริกาปัจจุบันนี้
อันมี ๓ ศรีพี่น้องเป็นมเหสี พี่สาวใหญ่มีนามว่า "พระนางปทุมวดี" น้องรองคือ "แม่ศรี" มีนามว่า
"พระนางมหารัตนนารี" เป็นพระมเหสีเอก ส่วนน้องเล็กมีนามว่า
"พระนางศิริรัตนาวดี"
สมัยพุทธกาล
...ต่อมาในสมัยพุทธกาลนี้ ท่านได้ครอง "เมืองสาวัตถี" มีพระนามว่า "พระเจ้าปเสนทิโกศล" หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ท่านก็ได้มาครอง "โยนกนคร"
ซึ่งเป็นเขตแดนไทยในวาระแรก ประมาณ พ.ศ.๑๐๐ ทรงพระนามว่า "พระเจ้ามังรายนราช"
ในชาติต่อมาประมาณ พ.ศ.๒๔๕ ก็ได้มาเกิดในสมัย "สุวรรณภูมิ" บริเวณราชบุรี ทรงพระนามว่า "พระเจ้าตวันอธิราช" ทรงมีพระราชโอรสคือ "พระเจ้าเดือนเด่นฟ้า"
ซึ่งทรงมีวิสัยเป็นพระโพธิสัตว์เช่นเดียวกับพระราชบิดา ในปัจจุบันทั้งสองพระองค์ ก็ได้เคยทรงทำหน้าที่ร่วมกันมาแล้ว
จนกระทั่งถึงประมาณ พ.ศ.๙๐๐ ปีเศษ ท่านก็ไดัมาเป็น "พระเจ้าพรหมมหาราช"
ส่วนพระเจ้าเดือนเด่นฟ้าก็ได้มาเกิดเป็น "พระเจ้าเดือนแจ่มฟ้า"
แต่พระองค์ก็ได้สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์เสียก่อน
ในกาลต่อมาประมาณ พ.ศ.๑๒๐๐ ปีเศษ ท่านก็ได้มาเป็น "พระเจ้ารามราช" ผู้เป็นพระราชสวามีของ "พระแม่เจ้าจามเทวี" แล้วท่านก็ได้เกิดมาอีกหลายวาระ นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา
จนกระทั่งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ผลงานการสร้างคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินนั้น ถ้ามิใช่วิสัยของน้ำพระทัยแห่งโพธิสัตว์ ผู้เสียสละชีวิตของตนเองได้เพื่อพระโพธิญาณ
คนไทยคงจะตกเป็นประเทศราชไปนานแล้ว นับตั้งแต่สมัย "พระเจ้าพรหมมหาราช" ท่านก็ได้เช็ดน้ำตาให้ชาวเชียงแสน
จากการเป็นทาสของพวกขอมดำ
ครั้นถึงสมัยสุโขทัย ก็ได้มาเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์คือ "พระร่วงโรจนฤทธิ์๐
แล้วกลับลงมาช่วยประสานคนไทยไปถึงภาคใต้อีกคือ "พ่อขุนศรีเมืองมาน"
ต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยาได้มาเป็น "ขุนหลวงพะงั่ว" เพื่อรวมกรุงสุโขทัยและอยุธยา เป็นราชธานีเดียวกัน
"เศรษฐีอำไพ" ผู้ใจบุญ
"ขุนแผน" ผู้แสนฉลาด "พระเจ้าบรมไตรโลกนาถ"
ผู้ปราดเปรื่อง "พระเจ้ามหาจักรพรรดิ" ผู้รุ่งเรืองด้วยช้างเผือก "เจ้าพระยาโกษาเหล็ก" ผู้เข้มแข็งเหมือนดังชื่อ
สมัยต่อมาก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านก็ได้มาเป็นนักรบคู่พระทัยของ "พระเจ้าตากสิน"
ช่วยซับน้ำตาให้ชาวกรุงศรีอยุธยา จากการเป็นเมืองขึ้นของพม่าอีก
สมัยรัชกาลที่ ๓ ท่านก็ได้อาสาไปปราบญวณ สมัยต่อมาได้ช่วยซับน้ำตาคนไทยให้พ้นความเป็นทาส
ทั้งจากคนไทยด้วยกันและพวกนักล่าเมืองขึ้น
จนได้รับสมัญญานามว่า "พ่อผู้เป็นที่รักยิ่ง" คนไทยทุกสมัยจึงมีอิสรภาพมาจนกระทั่งทุกวันนี้
เพราะบารมีแห่งพระองค์ "ผู้เป็นต้นวงศ์เผ่าพงษ์ไทย"
เป็นอันว่านับตั้งแต่สมัยเชียงแสนจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เรามีพระมหากษัตริย์สืบสันตติวงศ์กันตลอดมานานนับพันปี และคงจะรักษา "ต้นตระกูลไทย"
ไว้ได้ตลอดไป
สดุดีพระวีรกรรม
...ในตอนนี้ขอให้พวกเรา "ชาวเวียงเก่า" ทุกเวียง ได้โปรดลุกยืนขึ้นเพื่อไว้อาลัย แล้วอุทิศเพลงนี้ให้แด่เหล่าทหารหาญทุกท่าน
ที่พลีชีพเพื่อชาติกันมาตั้งแต่ครานั้น
เพื่อเทิดทูนวีรกรรมอันกล้าหาญ โดยการนำของ "พระเจ้าพรหมบรมพงศ์โพธิสัตว์" ผู้เป็นบรมกษัตริย์จอมทัพไทย
ผู้เป็นพระราชบิดาแห่งต้นตระกูลไทยในอดีตนั่นเอง
เมื่อทุกคนยืนขึ้นแล้ว จึงได้เปิดเทปที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี นับตั้งแต่เป็นเด็กจำความได้ เพลงนี้ย่อมก้องอยู่โสตประสาทมานานแล้ว
แต่เวลานี้กำลังจะหายไปจากความทรงจำของคนไทย จำต้องนำมาฟื้นความทรงจำกันอีกครั้ง นั่นก็คือเพลง..."ต้นตระกูลไทย"
เมื่อเสียงเพลงดังขึ้น ทุกคนก็ร้องตามไปด้วยความพร้อมเพรียง เลือกรักชาติมีความเข้มข้นขึ้นมาทันที มีอารมณ์คึกคะนองไปตามทำนอง
ร้องด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทย บางคนถึงกับปีติน้ำตาไหลก็มี
ครั้นเสียงเพลงจบลง ทุกคนก็เปล่งเสียง ไชโย...ไชโย...ไชโย...! กันลั่นสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณแสดงให้เห็นถึงการรวมพลังด้วยความสามัคคี
ที่เสมือนกับกลั่นออกมาจากจิตใจดวงเดียวกันฉะนั้น หลังจากนั้น ทุกคนก็นั่งลงเหมือนเดิมฟัง เสียงสรรเสริญพระองค์ผู้ทรงคุณอนันต์ต่อไป
"..ในบัดนี้ พระพรหมโพธิสัตว์พระองค์นี้ ผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ก็ได้ติดสินใจลาจากพุทธภูมิ
เพื่อเข้าสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้..!
((( จากนั้น... เสียงเพลง "ธรณีกรรแสง" ดังขึ้นเบาๆ )))
นัดพบกันที่ "พระนิพพาน"
"โอหนอ..คงเหลือแต่คำแนะนำพร่ำสั่งสอน อันเป็นพรแด่ลูกไว้ในเบื้องหลัง เพื่อเป็นที่ยึดไว้ให้เกิดกำลัง ควรจะฝังไว้ในจิตติดอุรา
เพราะเป็นมรดกธรรมคำของพ่อ ที่จะก่อประโยชน์สุขทุกถ้วนหน้า ขอจงอย่าติดกายพ่อรอเวลา คงไม่มาเกิดอีกดอกจะบอกให้
แม้น้ำตาของลูกย้อยเป็นฝอยฝน ไม่เป็นผลเพราะล่วงลับดับสิ้นไป ด้วยสังขารพ่อรออยู่สู้ไม่ไหว จำต้องไปไม่อยากกลับดับไม่เกิด...
แม้ยังมีพันธะอยู่กับผู้มีคุณ ช่วยสนับสนุนท่านพ่อผู้ประเสริฐ เพื่อตอบสนองแทนคุณผู้ให้กำเนิด ไม่เตลิดหลงเลยไปในตัณหา
เพียงต้องการอีกเจ็ดชาติมาบรรจบ จึงจะครบร่วมประกาศพระศาสนา อันลูกหลานติดตามบากบั่นกันมา หวังไว้ว่าได้สดับธรรมคำกล่าวขาน
ในสมัยบิดรเป็นพระพุทธเจ้า แต่น่าเศร้าพ่อมาละพระโพธิญาณ ดับความฝันอันวางไว้ในอดีตกาล ทิ้งลูกหลานผู้เผ่าพงษ์ขององค์อินทร์
นับตั้งแต่ปรารถนาพระโพธิญาณ ตราบเท่ากาลสิบหกอสงไขยหมดไปสิ้น ร่วมทุกข์สุขกับท่านมาเป็นอาจิณ แม้ชีวินจะสิ้นไปไม่หวงแหน ได้ถวายเครื่องประดับกับอาวุธ
เพื่อเป็นพุทธบูชาบารมีแทน นับกันหลายพุทธันดรมิคลอนแคลน ไม่กี่แสนที่เหลืออยู่ดูรอรี
ต่อไปนี้ลูกชายหญิงเอาจริงหมด เพื่อจะทดแทนคุณพระชินศรี ควรร่วมแรงร่วมใจสร้างแต่ทางดี ไม่หวังที่ประวิงวันบั่นเวลา เพราะตัณหาชักพาไปให้ประมาท
อาจจะพลาดโอกาสขาดวาสนา ควรคำนึงร่วมกันสร้างหนทางลาเพื่อที่ว่าไม่หลงรสบทละคร
อีกทั้งท่านปู่ท่านย่าและท่านพี่ ท่านแม่ศรีท่านพ่อไปรออยู่ก่อน เหลือแต่ลูกน้อยกลอยใจให้อาวรณ์ จำต้องจรตามท่านไปในนิพพาน
ด้วยพันธะผูกพันกันมาอดีตชาติ เพียงแคล้วคลาดพลาดกันไปคงไม่นาน ทนอีกหน่อยก็ตัดวัฎฎะสงสาร ละสังขารไปกันปัจจุบันเอย.."
สมโภชพิธีถวายพระราชสดุดี

(คุณสุทธิลักษณ์ สุทธิ พร้อมคณะเชียงราย ได้มาร่วมพิธีสมโภชในครั้งนี้ด้วย)
...เสียงบรรยายบทกลอนที่ไม่ค่อยจะเป็นกลอนเท่าใดนัก ผสมผสานกับเสียงเพลงที่ได้ บรรเลงอย่างละห้อยหา...พาให้ซาบซึ้ง...จบลงไปแล้ว
จึงทำให้หวลคิดถึงความหลังหลายคนต่างก็สะอื้น บ้างก็พากันหลั่งน้ำตา บางคนกลับมาเล่าให้ฟังว่า ขณะที่กำลังกระทำพิธีนั้น
บางครั้งจะมีละอองฝนโปรยปรายตกลงมาด้วย
หลังจากนั่น ก็เป็นการแสดงฟ้อนรำ ชุดพิเศษจากคณะนักศึกษา วิทยาลัยครูสงขลา นำโดย "นกยูง" ซึ่งเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา
การฟ้อนรำชุดนี้ถือเป็นการฟ้อนรำถวายเนื่องในพิธีพระราชสดุดีเทอดพระเกียรติพระเจ้าพรหมมหาราช มีบางคนก็ด้องสะอื้นอีกครั้ง เมื่อได้ฟังเนื้อร้อง
ในขณะนั้น ก็มีการจุด "โคมไฟ" ลอยขึ้นจากพื้นดิน มีเสียงประทัดดังติดตามขึ้นไปอย่างสนั่นหวั่นไหว
พร้อมทั้ง พลุดาวกระจาย ถูกจุดขึ้นเหนือท้องฟ้า สลับกันกับการฟ้อนรำ
พวกเราที่อยู่ตรงบริเวณบนลานพระธาตุในยามค่ำคืนนั้น มองดูพลุสวยสดงดงามหลายหลากสีที่พุ่งขึ้นกระจายอยู่รายรอบองค์พระธาตุเจดีย์
เมื่อการฟ้อนรำจบลงแล้ว ก็เป็นการแสดง การตีกลองสะบัดชัย และ รำคบเพลิงจากคณะนักเรียน โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม โดยแสดงร่วมกับ
ชมรมอนุรักษ์มรดกล้านนาไทย
โดยชุดแรกนั้น เป็นการแสดงชุด แปรทัพกระบอง
ชุดที่ ๒ การรำดาบสองมือ กับดาบสองมือ
ชุดที่ ๓ การรำดาบสองมือ กับพลอง
ชุดที่ ๔ การรำพลอง กับพลอง
การแสดงทุกชุดนั้น นับว่าเป็นที่ตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก ปลายพลองทั้งสองข้าง ได้ถูกพันผ้าที่ชุบด้วยน้ำมันแล้วจุดไฟขึ้น
ผู้แสดงได้ร่ายรำไปตามจังหวะของกลองสะบัดชัย แกว่งไกวคบเพลิงไปมาอย่างน่าหวาดเสียว
บางครั้งก็แสร้ง (หรือจริงก็ไม่รู้) ทำหล่นลงมากระแทกพื้น เพื่อเป็นจุดให้คนดูขบขัน ครั้นการแสดงจบแล้ว จึงเรียกเสียงปรบมือได้อย่างมากมาย พร้อมกับเสียง
"พลุ" และ "โคมไฟ" ที่จุดสลับกันก็หมดไปเช่นกัน
เป็นอันว่า การกระทำพิธีกรรมทั้งหมดได้เสร็จสิ้นลงไปอย่างสมบูรณ์แบบ ในเวลาประมาณ ๑๙.๓๐ น. ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับลงไป
เพื่อรับข้าวกล่องที่ได้จัดเตรียมไว้ ต่างก็พกพาเอาความปลาบปลื้มใจในผลงานของพวกเราทุกคน พอที่จะช่วยบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าลงไปบ้าง
หลังจากที่ได้ตรากตรำกันมาตลอดทั้งวันและคืน
แต่เจ้าหน้าที่ขนของยังกลับไม่ได้ เพราะต้องรอเก็บของลงไปให้เรียบร้อย ส่วนท่านที่จะต้องคืนชุด ก็ต้องรับรุดลงไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
ครั้นได้เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น. เศษ ต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย พกพาความประทับใจกลับไปกัน...สวัสดี
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
◄ll กลับสู่ด้านบน
webmaster - 13/6/19 at 09:53
ตอนที่ ๘
หลวงพ่อเล่าเรื่องการเดินทาง
เมื่อวันที่ ๙ - ๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๑
...ขอปรารภเรื่องการเดินทางไปไหว้ "พระธาตุจอมกิตติ" แล้วก็ "พระธาตุดอยตุง" เมื่อวันที่ ๙, ๑๐, ๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๑
เป็นอันว่า นับตั้งแต่เวลาก่อนออกจากพื้นที่ ทั้งพระอรหันต์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทวดาทุกชั้น ท่านก็โมทนาแล้วก็ห้อมล้อม
บรรดาปิยสหายของพ่อทั้งที่อยู่นิพพาน อยู่ที่พรหม กามาวจรสวรรค์ ท่านก็พร้อมหมด แต่การขัดข้องของรถพ่อทราบล่วงหน้า แต่ว่าปฏิเสธไม่ได้
แต่ว่าทราบว่าลูกรักของพ่อทุกคนจะไม่มีอันตรายก็เบาใจ
เมื่อใกล้จะถึง "พระธาตุจอมกิตติ" ออกจากเชียงรายนิดหน่อยบรรดาทหารเก่า หรือเพื่อนเก่า คนเก่าของพ่อ ก็มายืนเรียงรายกันเต็มไปหมด ต่างคนต่างโบกมือ
บางคนก็เอาฉัตรมากั้นให้บ้างอะไรบ้าง ตามเรื่องตามราวของเขา...เขาดีใจ แต่ความจริงพ่อคิดว่าทุกคนเขาสบายกว่าพ่อ เพราะว่าเขาไม่มีขันธ์ ๕
เขามีเมตตาในพ่อมากกว่า
เมื่อไปถึงพระบรมสารีริกธาตุ ตอนนี้ขอเล่าลัดเพราะลูกๆ ทั้งหมดก็ต่างคนเห็นกันคนละมุมสองมุมถูกต้อง กิจที่พ่อทำ เราเรียกกันว่า "บวงสรวง"
แต่ความจริงงานนี้ไม่ใช่งานบวงสรวง "บวงสรวง" นี่แปลว่าอะไรพ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน เราเรียกกันว่า "อาราธนาความดี"
คืออาราธนาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ และขอเชิญเทวดาและพรหมทั้งหมด ตลอดจนกระทั่งบรรดาปิยสหายทั้งหลาย ท่านบรรพบุรษ
และบรมกษัตริย์ทั้งหมดให้มาพร้อมกันที่นี้
แล้วถือว่าพื้นฐานของเรา สร้างเมืองไทยที่แรกคือ "โยนกนคร" นี้ จอมบพิตรอดิศรทั้งหลายเหล่านั้นท่านก็มาประชุมกันหมด
กิจที่พ่อทำนั้นก็คืออาราธณาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์
แต่วันนั้นดูเหมือนว่าจะเสด็จไม่ครบทุกองค์ ที่เสด็จมาแล้วทราบจากองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว "พระสมณโคดม" ท่านบอกว่า
พระพุทธเจ้าที่เสด็จมาวันนี้ประมาณแสนองค์เศษๆ เท่านั้น แล้วก็เทวดาหรือพรหมก็ต้องคูณกันด้วยแสนจากจำนวนพระพุทธเจ้า
เป็นอันว่าท้องฟ้าทั้งหมดสุดสายตาที่เป็นทิพย์
ในขณะนั้น มองไม่ถึงหรือไม่เห็นที่สุดของการประชุม นางฟ้าที่มีความดีใจ ฟ้อนรำขับร้อง แต่กิจที่พ่อทำก็คือ หนึ่ง
เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่กลาง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน นี่จุดที่พ่อทำด้านซ้ายของพระองค์ ที่อยู่ทิศเหนือเราหันหน้าไปทางทิศตะวันตก
ท่านหันหน้ามาทางทิศตะวันออก อยู่ด้านเจดีย์ก็คือ "ท่านพ่อพังคราช" มาในภาพพรหม ด้านขวาขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถก็ คือ "ท่านพ่อโกสีย์สักกเทวราช"
เมื่อท่านประทับเรียบร้อยแล้วทุกองค์ ทรงเครื่องชุดใหญ่ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระวรกายใสบางมาก เป็นแก้วแพรวพราว
แล้วก็สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลายๆ พระองค์ก็ทรงลอยอยู่เบื้องบน ตอนนั้นกิจที่จะพูดอะไรกันบ้าง พ่อก็ขอสงวนเป็นความลับ
แต่ว่าสิ่งที่จะพูดกันได้นั้นก็คือ พ่อทูลขอว่า...
"..ขอให้คนไทยทั้งหมดจงอย่าคิดแบ่งชั้นวรรณะ แบ่งพวก ขอให้ทุกคนรักความเป็นไทย มีความสามัคคีซึ่งกันและกัน
ให้ร่วมกันสร้างชาติไทยให้รอดปากเหยี่ยวปากกา เช่นข้าศึก ขอให้คนไทยทุกคนมีความสุข มีความอุดมสมบูรณ์ ถ้าเหตุนั้นจะพึงเป็นไปได้"
หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรก็ตรัสว่า
"..สัมพเกสี การขอของเธอนี้ถ้าพูดกันตามปกติ มันไม่ใช่วิสัยของพระพุทธเจ้า หรือวิสัยของเทวดา หรือพรหม ที่จะให้ได้
ถ้าหากว่าจะให้พยากรณ์ก็พยากรณ์ได้ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายทั้งหมดมันเป็นกฏของกรรม นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประเทศไทยจะมีโอกาสพ้นจากปากเหยี่ยวปากกา เรื่องความสุขของประเทศไม่ต้องห่วง จะต้องเป็นไปตามคำพยากรณ์แน่นอน"
พระพุทธองค์ทรงยืนยัน ไทยจะมีความสุข แต่ขอให้คนไทยอยากจะสุขมากก็ปฏิบัติความดีให้มาก อยากจะสุขน้อยก็จงปฏิบัติความดีให้น้อย
แต่ทว่าคนเลวจะค่อยๆ สิ้นอำนาจ คนดีจะขึ้นมา ลัทธิการปกครองของชาติ ถ้าคนฉลาดแล้วเขาก็ไม่ลอกชาวต่างชาติมาทั้งหมด เขาจะต้องมากำหนดดูสถานการณ์ของบ้านเมือง
คนที่เห็นแก่ตัวหวังกอบโกยผลประโยชน์ของชาติ สูบเลือดสูบเนื้อประชาชน มักจะปล่อยเสียงเอะอะโวยวายมาว่า
อย่างนั้นไม่ดี อย่างนี้ไม่ดี แต่ว่าตัวของเขา เองเขาไม่ได้มองดูตัว เขาทำอะไรไม่ดีไว้บ้าง เขาไม่รู้ แต่สิ่งที่มันไม่ดีเขาว่าดี
ถ้าคนพวกนี้ขึ้นมาเมื่อไร ประเทศชาติก็จะย่อยยับเมื่อนั้น ยังดีไม่ได้ ทรัพยากรต่างๆ จะสมบูรณ์แบบไม่ได้ ก็เป็นอันว่ากาลเวลาใกล้เข้ามา
นับแต่นี้ต่อไปโชคชัยของประเทศไทยจะมีขึ้นมาทีละน้อยๆ ค่อยๆ มี คนดีจะมีความรู้สึกตัวว่า จำจะต้องต่อสู้กับคนชั่ว
คนชั่วก็จะรู้สึกตัวว่าความย่อยยับมันจะเข้ามาถึงตัว
ในช่วงระหว่าง ๒-๓ ปีนี้ จะต้องต่อยตีกันระหว่างคนดีกับคนชั่ว แล้วในที่สุดคนชั่วก็จะต้องสลายตัวไป เลือดที่มันหลั่งไหลออกมาจากร่างกายของคนชั่ว
ก็ไม่ต้องวิตกกังวล ในเมื่อเขาชั่ว เลือดชั่วไหล ความดีมันจะได้ปรากฏ
อันนี้เป็นพุทธพจน์ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่านั่นเป็นกฏของกรรมของเขา ที่เขาสูบเลือดสูบเนื้อกับคนที่ไม่มีทรัพย์สิน
เขามีเงินเดือนกินเขายังจะไปโกง คนที่เอาเงินมาให้เขา ซึ่งไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีผ้าจะใช้ คนประเภทนี้ไม่ช้าจะสลายไป
แล้วก็จงอย่าตกใจว่าคนไหน บางจุดจะต้องตายมาก เห็นว่าตายมากผิดปกติ ก็ถือว่านั่นเป็นกฏของกรรมของเขา
ถึงวาระแล้วที่เขาจะปล่อยโอกาสให้คนดีขึ้นมาบริหารประเทศ และก็คนดีจะมีโอกาสได้รับราชการ คนชั่วจะถูกสังหารด้วยกฏของกรรม

(ขอบคุณภาพจาก ecepost.com)
หลังจากนั้นก็นมัสการท่านพ่อทั้งสอง ท่านพ่อทั้งสองยกมือขึ้นโมทนา ท่านตรัสว่า
"...ลูกรัก พ่อดีใจว่าการนำลูกนำหลานมาคราวนี้ แต่ความจริงคนที่มากับเราทั้งหมด ก็ย่อมจะไม่ปรากฏมาด้วยความเต็มใจทุกคน
บางคนก็มาดู บางคนก็มาเที่ยว บางคนก็มาสังเกตการณ์ ในด้านที่เรียกว่าเขาจะมองไปอีกแง่หนึ่ง บางคนก็เห็นว่าลูกนี่บ้าๆ บอๆ
แต่ทว่าพ่อรู้ใจของลูก โยนกนครเคยมีความสุข มีความอุดมสมบูรณ์ บริเวณที่เป็นมาเกลื่อนกลาดไปด้วยกระดูกและเลือดเนื้อของคนไทยเก่า แล้วก็หลายๆ
สมัยต่อมาที่ต้องต่อสู้กัน
บางครั้งก็ต้องตกไปอยู่ในภายใต้อำนาจของคนไร้ศีล ไร้ธรรม ไร้ประโยชน์ เขาจะประกอบแต่โทษก็เป็นเรื่องของเขา
เป็นอันว่าเราก็เป็นเรา เขาก็เป็นเขา ดีใจได้ว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ความดีจะค่อยๆ มีขึ้น แล้วก็คนโง่ แล้วคนที่ทำลายชาติก็ค่อยๆ ตายลงไป.."
หลังจากนั้นแล้วก็รู้สึกว่า มีเสียงทิพย์ส่งเสียงพร้อมเพรียงกัน เป็นการสาธยายมนต์เจริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ รู้สึกว่าท่านสวดพร้อมๆ
กัน
ทั้งพระ ทั้งพรหม และเทวดา มีสภาพเต็มไปด้วยระเบียบ เสียงไพเราะ จังหวะจะโคนไม่ได้แตกต่างกัน ไม่มีการสะดุดขณะที่ส่งเสียง
พอสวดมนต์เสร็จ ก็ปรากฏว่าท่านทั้งหมดสงบนิ่ง แล้วก็มีหญิงชาวสวรรค์โปรยปรายดอกชบาสวรรค์ ลงมาเต็มที่ซึ่งใครมองไม่เห็น
ที่ลูกๆ บอกว่าเขาปล่อยดอกไม้น่ะคือ "ดอกชบา" เป็นแก้วใสสีสดสวย เป็นประกายแพรวพรายเต็มไปหมด ถามว่าโปรยทำไม ?
เธอทั้งหลายก็บอกว่า ก็มีสาวคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ เธอก็ตอบว่า เมื่อชอบใจโปรยเสียอย่างจะว่าอย่างไร !
นี่เป็นอันว่า เมื่อเราล้อแก แกล้อบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาของคนชอบกัน แล้วก็มีท่านหนึ่ง ท่านเป็นผู้ใหญ่มาก รู้สึกว่าท่านนี้เคยเป็นแม่
แล้วเข้าสู่พระนิพพานไปแล้ว ท่านทรงเครื่องประดับเป็นแก้ว สวยสดงดงามสว่างไสวมาก ท่านมาจับมือบอกว่า
"..ดีใจ ด้วยลูกรัก ต่อนี้ไปประเทศไทยจะค่อยๆ รุ่งเรือง จะค่อยๆ มีความสุข แล้วก็จงอย่ารีบด่วนจนกระทั่งเกินเวลาพอดี
กาลเวลาเป็นของสำคัญ การที่จะสกัดคนชั่วให้สิ้นไปจากชาตินั้น มันสกัดหมดไม่ได้ แต่ว่าคนดีจะมีกำลังใหญ่ขึ้นในวันหน้า ค่อยๆ ทำไป แม่ไม่อยากจะเห็นเลือด
แต่ว่าถ้าจำเป็นๆ จริงๆ เลือดเขาจะออก แม่ก็ต้องทรงอุเบกขา ลูกก็จงตั้งใจแบบนั้น ก็รับปากท่านว่าเวลานี้ก็ทรงอุเบกขาอยู่แล้ว ใครเขาอยากตายก็เชิญตาย
ใครเขาอยากอยู่ก็เชิญอยู่ ไม่ได้เคยคิดที่จะไปขัดข้องไปขัดจริตขวางใคร
ต่อมาก็ถามถึงกิจที่จะพึงต้องทำ ท่านก็บอกว่าปีที่แล้วเหนื่อยมาก ปีนี้ร่างกายกรอบมากแล้วนะลูก เบาๆ สักหน่อย ค่อยๆ ดูตามความจำเป็น
ปีพ.ศ.๒๕๒๑ เขาแล้งกันมามาก เขาอดอยากมาก ปีนี้เราค่อยๆ ทำ ไม่ต้องวิ่งไปทุกวี่ทุกวัน จนกระทั่งร่างกายกรอบ
เขาจำเป็นมากเราให้ ทางหน่วยราชการเขามี จะแย่งงานเขาทำจนเกินไป เราสงเคราะห์เป็นจุดให้เป็นพื้นฐาน
ถ้าที่ไหนไม่รู้จักรักตัว ไม่รู้จักสงสารตนเอง เช่นเราให้รักษาทำการอะไรล่ะ ตั้งธนาคารข้าว ถ้าเขาทำกันไม่ได้เราก็จงอย่าให้เขา
นั่นแสดงว่าเขาคอยแต่จะแบมือรับ จะเป็นการทำให้คนยาก ทำให้คนขี้เกียจ ประเทศชาติจะทรุดโทรม
ดูสมัย "โยนกนคร" ภาพก็ปรากฏ ที่บรรดาลูกๆ ทั้งหลายเห็นน่ะถูกต้อง ไม่มีอะไรผิด แต่พ่อเห็นทีเดียวเต็มหมด ลูกเห็นคนละจุด
ขอแต่บรรดาลูกรักทั้งหลายจงจำไว้ว่า ทีหลังถ้าจะไปไหนขอเห็นทีเดียวพร้อมกัน เห็นน้อย..ขออธิฐานให้เห็นมาก ขอให้เห็นครบ
แล้วถ้าเห็นอะไรแล้วถ้าไม่เข้าใจ ให้ตั้งจิตตั้งจิตถามทันที ขอจิตของลูกนี้ จงอย่าห่วงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า เวลาไปเที่ยวแล้วเวลาไปไหนเชื่อว่า ทุกลมหายใจเข้าออกของลูกให้อยู่คู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นปกติ
เพียงเท่านี้ลูกรัก กิเลสที่สร้างความเศร้าหมองจิตของลูกจะค่อยๆ คลายไปแล้วผลที่สุดกิเลสทั้งหลายมันก็จะบรรลัยไปเอง ความสุขจะมีกับลูก

วันนั้น "หลวงน้ามหาอำพัน" เห็นยอดมณฑปปรากฏว่าเป็นแก้ว เป็นประกายอยู่บนยอดฉัตร ท่านสะกิดให้ดู
แต่ว่าท่านมองดูต่อไป ปรากฏว่าแก้วหายไปเสียแล้ว นั่นหมายความว่าองค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงแสดงอานุภาพให้ปรากฏ
สำหรับสมบัติทั้งหลายที่อยู่ "โยนกนคร" เฉพาะที่พระบรมสารีริกธาตุ พ่อไม่บรรยาย..เพราะไม่จำเป็น..!
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
◄ll กลับสู่สารบัญ
webmaster - 25/6/19 at 10:57
ตอนที่ ๙
หลวงพ่อเล่าเรื่อง
"ราชวงศ์พระเจ้าพรหมมหาราช"
...เรื่อง "พระเจ้าพรหมมหาราช" สมัยหลวงพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้เล่าเอาไว้ตอนหนึ่งว่า...
...สมัยพระเจ้าพรหมมหาราชกู้ชาติ ได้ทรงขับไล่ขอมออกไปจากดินแดนแห่งนี้แล้ว พระองค์ก็เสด็จไปเยี่ยมคนไทยทุกกลุ่ม
ที่ตั้งกลุ่มกันอยู่ที่ไหน แนะนำให้รวมไทยให้เป็นไทย ว่าแต่ละกลุ่มๆ ที่ตั้งกันไว้นี้เป็นเขตๆ นี่เป็นความดี แต่ว่าขอให้คนไทยทุกคนทรงความสามัคคีเข้าไว้
อย่าทำลายไทยด้วยกัน ร่วมมือกัน ช่วยเหลือกันด้วยประการทั้งปวง ใครมีทุกข์มีสุขเป็นประการใดก็แจ้งข่าวให้กันและกันทราบ
แล้วมีศึกเสือเหนือใต้มาจากไหนก็ตาม ถ้าช่วยกันได้ก็ให้พยายามช่วย เพราะยังไงๆ เราก็เป็นพี่เป็นน้อง พ่อเดียวแม่เดียวกัน
คนไทยไม่ใช่คนต่างพ่อ ไม่ใช่คนต่างแม่ จะมาตั้งแง่ทำลายกันนี่ ไม่มีประโยชน์ ประเภทที่เรียกว่า ฉันเป็นคนกลุ่มนี้ ฉันเป็นคนกลุ่มโน้น ฉันเป็นคนกลุ่มนั้น
หรือที่เรียกว่าเราเป็นคนพรรคนี้ เราเป็นคนพรรคโน้น เราเป็นคนพรรคนั้นพรรคนี้ ทำความดีแบบไหนก็ตาม เราไม่เอา เราหวังจะทำลายพรรคนี้ให้พินาศไป
เราจะตั้งตัวเป็นใหญ่
พระเจ้าพรหมมหาราชทรงแนะนำว่า การทำแบบนั้นไม่สมควร ความเป็นใหญ่ต้องเป็นทุกคน ต่างคนต่างใหญ่ เพราะทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน ต่างคนต่างต้องรักษาผืนที่
ว่าผืนที่แผ่นนี้เป็นของเรา ไม่ใช่ใคร
ถ้าใครเขามีความเจริญรุ่งเรืองขึ้น เราก็ยินดีร่วมมือกับเขาสร้างความเจริญ ไม่ใช่ทำลายเขา นี่เป็นนโยบายของพระเจ้าพรหมมหาราช ในสมัยที่ตั้งไทย
คือไทยยุบไปแล้วตั้งไทยขึ้นมาใหม่ ด้วยอำนาจปาฏิหาริย์พิเศษ
ตั้งชื่อ พรหม ขึ้นหน้า
...เมื่อพระเจ้าพรหมเสด็จไปเยี่ยมทุกกลุ่ม เห็นว่าคนไทยจริงๆ ตั้งอยู่เป็น ๓ กลุ่ม มีอาณาเขตกว้างขวางดีมาก มีความสามัคคีกันดี มีการค้าขายทำมาหากิน
สร้างความเจริญให้เกิดกับเขตของตนเป็นอย่างดี แล้วก็ทุกคน ทุกเขตมีความสามัคคีกัน ติดต่อถึงกันอยู่เสมอ พระองค์ก็ทรงปลื้มใจ
จึงได้ทรงแนะนำว่า คนไทยน่ะเวลานี้ ชื่อมันยังไม่เหมือนกัน คนนั้นชื่อแบบนั้น คนนี้ชื่อแบบนี้ เมื่อฟังแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นพวกเดียวกัน
ฉะนั้นให้มาตั้งชื่อพ่อเมืองเสียใหม่ ใครจะมาเป็น พ่อเมืองกลุ่มไหนก็ตาม ให้ใช้นามว่า พรหม ขึ้นหน้า
นี่แบบเดียวกับคำว่า รามา สมัยนี้ ให้ใช้คำว่า พรหม ขึ้นหน้า จะได้รู้กันว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มของไทย
เมื่อท่านแนะนำแบบนั้น คนไทยกลุ่มก็เอา เวลาเรื่องร้ายเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะได้รู้ว่า กลุ่มนี้เป็นกลุ่มไทย จะได้ช่วยกันกำจัดภัยที่จะบังเกิดกับกลุ่มของตน
การที่พระเจ้าพรหมมหาราชทรงแนะนำแบบนั้น พ่อเมืองต่างๆ อันมีทางภาคใต้เป็นต้น คือ พ่อเมืองฉวี คือกุยบุรี ก็ตั้งชื่อของตนขึ้นมา
โดยบรรดาประชาชนทั้งหลายเห็นชอบว่า เจ้าเมืองกุยบุรีนี่ ควรจะมีพระนามว่า พรหมภักดิ์
แล้วก็พ่อเมืองปาวี คือเขตตะกั่วป่า, ภูเก็ต มีนามว่า พรหมมณี
แล้วพ่อเมืองฉ่อปา คือกระบี่กับพังงา มีนามว่า พรหมจักร (ไม่ยักมีพรหมทัตแฮะ "พรหมทัต" ก็อยู่แถวโน้นสิ..แถวภาคอีสาน)
ต่อมาเมื่อพระเจ้าพรหมมหาราชสวรรคต และบรรดาหัวหน้าไทยทั้งสามเขตก็สวรรคต ตาย นี่เรืองของพระก็ถือว่าเป็นกฎของธรรมดา อัตภาพร่างกายที่เกิดมามันเป็นอนิจจัง
หาความเที่ยงไม่ได้
เมื่ออัตภาพร่างกายเป็นอนิจจังไม่เที่ยงแล้ว กิจต่างๆ ของคนที่ทรงอยู่ก็เป็นอนิจจังไปด้วย นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่างนั้น
จริงหรือไม่จริงขอทุกท่านลองคิดดูว่า
ความรู้จากฝรั่งแค่คาดคะเน
...ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นนิจจัง คือความเที่ยง คนไทยทั้งหมดสมัยนั้นก็ยังปรากฏตัวอยู่ เราจะ ได้รู้ประวัติศาสตร์ที่แน่นอน ไม่ต้องมานั่งเดากันไปเดากันมา
ดีไม่ดีเรื่องของคนไทยเราดันไปรู้จากเมืองฝรั่ง ให้ฝรั่งมันมาโกหกกลิ้งเล่นโก้ๆ ความจริงฝรั่งจะรู้ก็เป็นการคาดคะเน พิสูจน์อย่างนั้น พิสูจน์อย่างนี้
เวลานี้เรากำลังจะถูกกลืนชาติ เพราะบรรดาปลวกและหนอนต่างๆ เข้ามาอยู่ในเขตประเทศไทยกันเต็ม คนที่มีอำนาจในการบริหารมีความรู้สึกขนาดไหนบ้าง
ก็ทราบไม่ได้เหมือนกันทุกคน ท่านบอกว่ามีความห่วงใยประเทศชาติ
แม้แต่ข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกคนก็เหมือนกันห่วงใยประเทศชาติ ถ้าห่วงใยประเทศชาติละก็ อย่าเก็บภาษีให้มันผิดระเบียบ อย่าข่มเหงกัน
อย่าเห็นว่าคนไทยด้วยกันเป็นทาส
...ต่อมาลูกของพระเจ้าพรหมมหาราชก็หมดอำนาจถอยร่นลงมาจากสุโขทัย มาจากกำแพงเพชร มายับยั้งอยู่ที่เมืองสวรรคบุรี
แล้วขยายลงมาจนกระทั่งถึงเขตอู่ทอง
ในที่สุดก็ยึดพื้นที่เขตทวาราวดี ตั้งแต่นครปฐม ยันราชบุรี เห็นจะยันเพชรบุรีไว้ได้หมด ตระกูลพระเจ้าพรหมมหาราชนี้ เป็นต้นวงศ์ของกษัตริย์ทั้งสองฝ่ายคือ
"ฝ่ายสุโขทัย" แล้วก็ "ฝ่ายอู่ทอง"
ทีนี้ต่อมา "วงศ์อู่ทอง" นี่ก็ไปตั้งอยุธยา "วงศ์ของสุโขทัย" ก็มารวมที่อยุธยา สลับกันไปสลับกันมา ท่านบอกว่าไล่ให้ดี
นี่ผีท่านว่ายังงั้น จะเห็นว่า "วงศ์จักรี" นี่ก็มาจาก "วงศ์พระเจ้าพรหมมหาราช" เป็นอันว่ากษัตริย์ที่ปกครองไทยในเขตนี้
ยังเป็นกษัตริย์วงศ์เดียว..คือวงศ์เดิม..นั่นเอง"
ลำดับ "วงศ์จักรี"
จาก FB. โบราณนานมา
...ในละครเรื่อง "บุพเพสันนิวาส" มีตัวละครหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ซึ่งเป็นน้องชายของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)
เป็นเอกอัครราชทูตคนสำคัญ เป็นหัวหน้าคณะราชทูตไทยไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๒๙
ขออธิบายสาแหรกดังนี้
- เจ้าแม่วัดดุสิต เป็นมารดาของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และเป็นพระนมชั้นเอกในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
- เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นบิดาของเจ้าพระยาวรวงษาธิราช (ขุนทอง)
- เจ้าพระยาวรวงษาธิราช (ขุนทอง) เป็นบิดาของพระยาราชนิกูล (ทองคำ)
- พระยาราชนิกูล (ทองคำ) เป็นบิดาของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี)
- สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) เป็นบิดาของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ทองด้วง) รัชกาลที่ ๑ แห่งราชวงศ์จักรี
ดังนั้น เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) จึงมีศักดิ์เป็นเทียดของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ทองด้วง) รัชกาลที่ ๑ แห่งราชวงศ์จักรี
นิทานอิงประวัติศาสตร์
โดย ส.ธ. (พิมพ์เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ.2530)
...แต่ในหนังสือ "นิทานอิงประวัติศาสตร์" พูดเป็นนัยๆ ว่า
"...ครูสุวรณท่านว่า "นายขุนทอง" เป็นบุตรชายของเจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) ให้ถือเอาเป็นบุตรท่านเจ้าพระยาโกษา (ปาน) ก็แล้วกัน..."
แม้แต่พงศาวดารก็ยังไม่แน่ชัด
...ท่านเล่าต่อไปว่า 'พระเพทราชา' นี้ไม่ใช่โอรสพระนารายณ์ ตามที่อ่านมาก็หาที่ไม่พบว่าเป็นลูกใคร แต่ในนิทานมี ท่านว่า
'พระเพทราชา' เป็นลูกติดแม่ หมายถึงหญิงคนนั้นมีสามี และมีลูกชายคนหนึ่งแล้วติดแม่มา
สามีตาย และมีสามีใหม่ สามีคนนั้นเป็นสามีของ "ท่านเจ้าแม่วัดดุสิต" มารดา "ท่านโกษาธิบดี" (เหล็กและปาน) ท่านบัวเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก
ตามประวัติมารดาของ "ท่านบัว" ชื่อ "สีมา" เป็นหลาน "พระยาราม, พระยาเกียรติ" ต่อมาได้เข้าเป็นสนมเอกของ "พระเอกาทศรถ" แล้วคลอดบุตรเป็นหญิงชื่อว่า
"บัว" รวมความว่าเป็นเจ้าที่สืบเชื้อสายจาก "พระเจ้าพรหมหาราช" เวียงชัยบุรี เชียงแสน
ใครเป็นพ่อท่านโกษาทั้งสอง
...ต่อมาท่านบัวก็ถึงอายุ ๑๓ ปี ได้ถวายตัวเป็นพระสนมเอก เรื่องนี้ "ท่านครูสุวรรณ" ท่านวินิจฉัยว่า พ่อท่านโกษาทั้งสอง คือโกษา (เหล็ก), โกษา (ปาน)
ท่านบอกว่าเป็นลูก "พระเจ้าปราสาททอง" ท่านบอกว่า เรื่องสามีท่านบัวนี้ หนังสือทุกเล่มอ้อมแอ้ม พูดไม่เต็มปาก
และท่านบัวนี้ก็เลี้ยง "พระนารายณ์" มาตั้งแต่พระองค์อายุได้ ๙ วัน "พระเจ้าปราสาทอง" ให้ท่านบัวเป็นแม่นมเลี้ยงพระนารายณ์ด้วย
ท่านบัวต้องให้นมลูกสาวด้วยคือ "ท่านแจ่ม" (ท้าวจุฬาลักษณ์) คนที่ท่านบัวเลี้ยงร่วมกันมาก็คือ
...๑. เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)
..๒. ท่านท้าวจุฬาลักษณ์ น้องท่านเหล็ก พี่ท่านปาน
..๓. พระนารายณ์มหาราช
ในขณะที่ "ท่านแจ่ม" เกิดได้สองเดือน พระนารายณ์ก็คลอดจากครรภ์มารดา ซึ่งเป็นพระสนมเอกของพระเจ้าปราสาททอง เมื่อคลอดออกมาได้ ๙ วัน มารดาท่านก็ตาย
พระเจ้าปราสาททองจึงให้ท่านบัวเลี้ยง และเป็นพี่เลี้ยงจนครองราชย์สมบัติ
...๔. ต่อมาท่านปานก็คลอด
...๕. ต่อมาเขาเอา "พระเพทราชา" มาให้ท่านเลี้ยง ท่านบัวก็เลี้ยงอีก
เป็นอันว่าคนที่ท่านบัวเลี้ยงมี ๕ คนคือ ท่านเหล็ก, ท่านแจ่ม, ท่านปาน, พระนารายณ์, พระเพทราชา
..."พระเพทราชา" มาจากไหน พูดสั้นๆ ก็คือ "พระเพทราชา" มีมารดาเป็นคนจีน อายุ ๒๐ ปี มีบุตรชายเล็กๆ ๑ คน สามีตาย
สามีเป็นพระยาซึ่งเป็นเพื่อนรักสนิทกันมากกับ "พระยากลาโหม" (พระยาสุริยวงศ์)
เมื่อพระยากลาโหมยึดอำนาจก็ร่วมมือกันทำ ต่อมาก่อนที่พระยาคนนี้จะตาย ก็ฝากลูกฝากเมียกับอดีตท่านพระยากลาโหม (พระเจ้าปราสาททอง)
ขอให้พระเจ้าปราสาททองเลี้ยงดูอุปการะด้วย
ต่อมา "มารดา" ของพระเพทราชาก็มีธิดาอีกคนหนึ่ง ชื่อว่า "ท้าวศรีจุฬาลักษณ์" (เป็นสนมเอกพระนารายณ์) พูดง่ายๆ ว่า
"พระเพทราชา" ก็กลายเป็นพี่เมียของ "พระนารายณ์" ด้วย (ตามประวัติหากันไม่พบว่า "พระเพทราชา" มาจากไหน ท่าน "ครูสุวรรณ" ท่านว่ามาตามนี้)
ตำราพระร่วง "มหาพิชัยสงคราม"
...จากหนังสือฉบับนี้ จึงได้ทราบว่าพระมารดาของ "พระเพทราชา" หรือ "คุณทองคำ" ชื่อว่า "พระนมเปรม" และเพิ่งทราบว่าเดิมเรียกกันว่า "ขุนเหล็ก"
แล้วได้ "คุณนิ่ม" ลูกสาวเจ้าเมืองสวรรคโลกมาเป็นศรีภรรยา
อีกทั้งได้เล่าเรียนวิชาการจากเมืองสวรรคโลก เหมือนกับชาตินี้ (ตำราพระร่วง "มหาพิชัยสงคราม" จากอาจารย์แจง) และชาติก่อนๆ สมัย "พระเจ้าพรหมมหาราช"
ก็ได้ "นางปทุมวดี" ลูกสาวเจ้าเมืองมาครอง
จนกระทั่งได้เกิดมาเป็น "พระร่วงโรจนฤทธิ์" ผู้เป็นต้นตำราพระร่วงนั่นเอง จะเห็นว่าเรื่องนี้มีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่อดีต
ขุนเหล็กมีภรรยาหนึ่งคนคือ "คุณนิ่ม" ซึ่งเป็นพี่สาวของ "คุณทิป" (พระยาสีหราชเดโชไชย) และเป็นบุตรีของท่าน "พระยาเกษมสงคราม" เจ้าเมืองสวรรคโลก
ต่อมาจึงได้ตำแหน่ง "พระยาโกษาธิบดี" หลังจากเสร็จการศึกในกรุงอังวะและคืนกรุงศรีอยุธยามาแล้ว พระยาโกษาธิบดีเหล็กทหารเอกแห่งพระนารายณ์ก็ได้พบหน้า
"บุตรชาย"
ซึ่งเกิดจากภรรยาคนเดียวคือ "คุณหญิงนิ่ม" และท่านได้กลับมารับราชการเป็น "ออกญาพระคลัง" และกรุงศรีอโยธยาก็ปลอดจากการรุกรานของทัพพม่าต่อมาอีก 70 ปี

(อนุสาวรีย์ "พระยาโกษาเหล็ก" หน้าพระจุฬามณี วัดท่าซุง )
...หมายเหตุ - พออ่านมาถึงตอนใกล้จบรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่พระยาโกษาธิบดีเหล็กกลับมาได้พบหน้าบุตรชาย แต่ไม่บอกว่าชื่อ
"ขุนทอง" (ต้นจักรีวงศ์) หรือไม่ ?
ถ้าเป็นไปได้ก็คงจะเข้าเรื่องราวพอดี เพราะตามที่พวกเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า "ขุนเหล็ก" นั้น ในชาติอดีตก็คือ "พระเจ้าพรหมมหาราช"
ผู้เป็นต้นตระกูลของคนไทยนั่นเอง..สวัสดี
◄ll กลับสู่สารบัญ
webmaster - 4/7/19 at 06:27
.
webmaster - 9/1/22 at 05:54
.
webmaster - 4/1/25 at 15:15
.