(Update 6 มีนาคม 2561)
กำหนดวันงานได้ที่พิษณุโลก
(Update 14 มีนาคม 2561)
เตรียมหลอมทองคำให้บริสุทธิ์ก่อน
....แต่ก่อนที่จะนำทองคำที่มีผู้บริจาคมา หล่อเป็นองค์พระนั้น จะต้องนำทองทั้งหมดไปหลอม เพื่อสกัดให้เป็นเนื้อทองบริสุทธิ์เสียก่อน
ท่านจึงมอบหมายให้ผู้เขียนเป็นผู้ดำเนินการ
โดยประสานงานกับ คุณประสงค์ จินตนพันธ์ จ.ภูเก็ต เพื่อนำทองไปสกัดที่ บริษัท เกรทเทสโกลด์ฯ จำกัด อันเป็นบริษัทเดียวกับที่หลอมทองคำให้ หลวงตามหาบัว
วันที่ ๕ ม.ค. ๒๕๔๒ จึงขนทองคำใส่รถตู้โดย นายดาบพเยาว์ (สอ) เป็นผู้ขับรถ น้ำหนักทองคำรูปพรรณและทองคำแท่ง รวมแล้ว ๖๒.๗๙๐๙ ก.ก. สกัดได้ทองคำบริสุทธิ์
๙๙.๙๙ % เป็นจำนวน ๕๖.๔๖๒๔ ก.ก. พร้อมกับเงินบริสุทธิ์อีก ๕.๕๐๐๗ ก.ก.
ทางบริษัทได้หล่อทองคำเป็นแท่งๆ ละ ๑ กิโลกรัม จำนวน ๕๖ แท่ง เพื่อให้ผู้ร่วมพิธีได้เททองโดยสะดวก อีกทั้งได้คิดค่าสกัดเป็นจำนวนเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท
ทางวัดเตรียมจะจ่าย แต่ "คุณประสงค์ จินตนพันธ์" พร้อมด้วย "คณะชาวภูเก็ต" ขอรับเป็นเจ้าภาพเสียเอง
จึงเป็นอันว่า การเตรียมงานขั้นแรกก็ผ่านไปใกล้เวลาที่จะมาถึง หลังจากนำทองไปสกัดแล้ว แต่ก็ยังมีผู้บริจาคทองคำมาอีกมากมาย จนกระทั่งถึงวันกำหนดงาน
ซึ่งตามแผนเดิมที่วางไว้ นอกจากจะกราบอาราธนา ท่านเจ้าประคุณหลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ มาเป็นประธานในพิธีแล้ว ท่านเจ้าอาวาสก็ตั้งใจจะกราบนิมนต์
หลวงปู่ ทั้งหลายมาร่วมในงานครั้งนี้ด้วย
เพื่อเป็นเนื้อนาบุญอันดีแก่ผู้ที่เดินทางมาบำเพ็ญกุศล แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่แต่ละองค์ท่านก็ชราภาพมากแล้ว ไม่สามารถจะเดินทางมาร่วมงานได้
หลังจากมีข้อขัดข้องเรื่องการนิมนต์ พระสุปฏิปันโน บางท่านแล้ว ท่านเจ้าอาวาสก็ให้ผู้เขียนนิมนต์พระผู้ใหญ่ในจังหวัดอุทัยธานี อันมี พระเดชพระคุณ
"ท่านเจ้าคุณอุทัยธรรมคณี" เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี เป็นต้น
ก่อนวันงานก็มีการประชุมเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยเฉพาะทีมงานของผู้เขียน และ คณะรวมใจภักดิ์, คณะพุฒตาล ต่างก็มีประสบการณ์จากการจัดงานมาแล้ว
จึงได้ร่วมมือกันเตรียมเครื่องขบวนแห่
อันมีเสลี่ยง "สมเด็จองค์ปฐม" และเสลี่ยงบายศรี เป็นต้น พร้อมกับวางตัวบุคคลต่างๆ ในเรื่องการเข้าขบวนในแต่ละภาค การจัดทำบายศรีแต่ละภาค
การกล่าวสดุดีเทิดพระเกียรติคุณสมเด็จองค์ปฐมในแต่ละภาค
งานทั้งหมดที่กำหนดพิธี ถือว่าเป็นการรวมภาคของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการฟ้อนรำ การทำบายศรี หรือการแต่งกายประจำภาค แม้แต่การกล่าวสดุดีก็มีการนัดหมาย
ให้กล่าวไปตามสำเนียงท้องถิ่นของแต่ละภาค
เป็นอันว่า งานพิธีเททองครั้งนี้ ก็ได้เตรียมการณ์ไว้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งการ บันทึกเทปโทรทัศน์ ทาง ดร.ปริญญา ก็ได้ติดต่อมืออาชีพมาเลย
คือเป็นน้องชายของ "คุณเหมี่ยว" มีชื่อว่า คุณพาณิชย์ สดสี ซึ่งมีอาชีพบันทึกเทปออกทางโทรทัศน์โดยเฉพาะ
แต่ทีมงานถ่ายทำของวัดท่าซุง ได้แก่ คุณปรีชา และ คุณสุพัฒน์ ก็เตรียมพร้อมเหมือนกัน นั่นเป็นเรื่องของ สี ส่วนเรื่อง ของ เสียง คุณลือชัย
ก็มาช่วยเต็มที่ โดยมี พระบุญชู, พระทนงศักดิ์, พระมงคลเวทย์ เป็นเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องเสียง
ต่อมาก็เป็นเรื่องของ แสง คือแสงไฟด้านหน้าเวที เจ้าอาวาสเน้นให้มีความสว่างเต็มที่ พระละออง พระไพบูลย์ (บวชใหม่) และ ทิตวีรยุทธ เป็นผู้จัดทำ โดย
คุณประสงค์ และ คุณศรีอดุลย์ จากภูเก็ต เป็นที่ปรึกษาด้วย จึงครบทั้งสี, เสียง, และแสง
พร้อมกันนี้ท่านดอกเตอร์ก็ยังติดต่อวงดนตรีไทยของ "คณะสุพจน์ โตสง่า" ประสานงานโดย "ดร.สุรพล จันทราปัตย์" ผู้ขับร้องจากกรมศิลปากรคือ "อ.ดวงเนตร
ดุริยพันธ์" ส่วนผู้ประพันธ์เนื้อร้องก็มิใช่ใครอื่นนั่นก็คือ ดร.ปริญญา นุตาลัย นั่นเอง....
(Update 23 มีนาคม 2561)
จัดขบวนแห่รวม ๖ ภาค
...เมื่อถึงกำหนดวันงาน การเตรียมจัดสถานที่, และการหล่อหลอมทอง, เรื่องสถานที่พัก, เรื่องอาหารการกิน, ทุกอย่างพร้อมแล้ว
ผู้คนแต่ละทิศก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามามากมาย จนวัดท่าซุงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนทั้งหลาย รถราจอดกันเต็มไปหมดเกือบทุกแห่ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรต้องทำงานกันอย่างหนัก
ภายในวัดมีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ต่างก็เดินกรีดรายเป็นกลุ่มๆ ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์งามวิจิตรหลายหลากสี
บ้างก็มีประดับดอกไม้ไหวที่ศีรษะ เห็นชุดไทยแต่ละภาค ดูงามไม่แพ้กันเลย
ส่วนผู้ชายก็แต่งกายด้วยชุดราชปะแตนโก้หรู ส่วนบางคนก็แต่งชุดพระราชทาน ผ้าไหมที่สวมใส่ดูภูมิฐานสง่างาม โดยมีผ้าคาดเอวตัดกับสีเสื้อ
ทำให้ดูเด่นเป็นสง่ายิ่งขึ้น ทุกคนมีใบหน้ายิ้มแย้มสดใส แต่ที่น่าเห็นใจคือเจ้าหน้าที่ทำงาน แม้จะร้อนแสนร้อนก็ต้องทนใส่ เพื่อให้เป็นเกียรติแก่งาน
ครั้นถึงเวลา ๐๘.๐๐ น. ท่านเจ้าอาวาส (พระราชภาวนาโกศล) และ ท่านอาจินต์ (พระครูภาวนาธรรมนิเทศก์) ได้ทำพิธีบวงสรวงเริ่มงาน ณ
ปะรำพิธีหน้าปราสาททองคำ แล้วนั่งรับแขกจนกระทั่งฉันภัตตาหารเพล ตอนนี้มีผู้ร่วมทำบุญมากมาย แล้วได้รับล๊อคเก็ตสวยงามเป็นที่ระลึกด้วย
พระครูสังฆรักษ์สุรจิตก็มาช่วยรับแขกด้วย
(Update 1 เมษายน 2561)
หลวงพ่อเคยสร้างวัดท่าซุงมาแล้ว ๒ ชาติ
(ขุนเหล็ก, ขุนแผน)
อ่านรายละเอียดได้ที่นี่
http://watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=2514#6
(Update 18 เมษายน 2561)
โอวาทวันเกิด "หลวงพ่อ" ปี ๒๕๒๒
...หลังจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ "พระราชพรหมยาน" มีสัญญาต่ออายุกับพระว่า จะต้องอยู่รอลูกหลานอีก โดยจัดพิมพ์หนังสือ "ประวัติหลวงพ่อปาน"
ออกมาเผยแพร่ นับตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ เป็นต้นมา
ต่อจากนั้น "วัดท่าซุง" ที่ท่านเคยสร้างไว้เมื่อ ๒ ชาติก่อน คือสมัยเป็น "ขุนแผน" และ "ขุนเหล็ก" จึงเต็มไปด้วยผู้คนที่มุ่งความดี
มีความปรารถนาแต่คุณแห่ง "พระนิพพาน" ตามที่ท่านมุ่งสอน ทุกคนตั้งใจทำความดีด้วยความสามัคคี
แต่ท่านก็เตือนจิตสะกิดใจไว้เมื่อคืน วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒ ๕๒๒ ณ ศาลานวราช เนื่องจากใกล้ "วันคล้ายวันเกิด" ของท่านว่า
(Update 26 เมษายน 2561)
"ความสามัคคี" เป็นเหตุ
...แต่ว่าขอไว้อย่างหนึ่ง มันจะตายหรือไม่ตายก็ไม่เป็นไร ผมจะตายหรือผมจะมีชีวิตอยู่ ขอพวกท่านทั้งหมดให้ตั้งใจไว้ว่า เราเป็นคนกลุ่มเดียวกัน
จงอย่าทำตนเหมือน ภิกษุโกสัมพี
.
ในสมัยนั้น องค์สมเด็จพระชินสีห์ยังทรงมีชีวิตอยู่ ต่างคนต่างก็อวดเลว แตกกันเป็นสองพวก อย่างนี้เป็นการทำลายตัวเอง การศึกษาของบรรดาท่านทั้งหลาย นอกจาก
"คันถธุระ วิปัสสนาธุระ"
.
เรื่องวิปัสสนาธุระนี่ เป็นเรื่องยืนยันว่าพวกเราจะดี ว่าจะทรงวิปัสสนาธุระไว้ได้หรือไม่ได้ ก็อาศัย "ความสามัคคี" เป็นเหตุ
.
(Update 4 พฤษภาคม 2561)
จบโอวาทวันเกิดหลวงพ่อฯ
... โอวาทวันเกิด "หลวงพ่อพระราชพรหมยาน" นับเป็นโอวาทของท่านนานแล้ว จึงได้นำมาเพื่อเป็นการย้อนรำลึกถึงความเมตตาของท่าน
ซึ่งยังมีรายละเอียดอีกมาก ถ้าท่านผู้อ่านสนใจแจ้งมาได้ จะลงให้ครบถ้วนเลย
และยังมีที่ท่านเทศน์ไว้อีกนานแล้วเช่นกัน คิดว่ายังไม่เคยลงหนังสือเล่มไหนมาก่อน อันเป็นโอวาทคล้ายวันเกิดของท่านที่บ้านสายลม เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม
๒๕๑๘
ถ้าจำไม่ผิดคิดว่า น่าจะเป็นครั้งแรก ในการจัดงานคล้ายวันเกิดของท่าน ซึ่งในขณะนั้นผู้เขียนยังไม่ได้อุปสมบท
จึงได้มีโอกาสฟังโอวาทของท่านเป็นครั้งแรก เพราะมีความข้องใจในเรื่องบางอย่าง แต่ไม่กล้าถามท่าน
จนกระทั่งท่านเทศน์ออกมา ทุกอย่างจึงหายข้องใจ โดยมิต้องคิดถามท่านในใจอีกต่อไป เป็นอันว่า ระหว่างที่ขบวนแถวกำลังเดินเข้าสู่หน้าปะรำพิธี
จึงไม่รู้ว่ามีใครกำหนดดูว่า เบื้องบนนภากาศนั้น จะมีบรรดาเหล่าเทพอัปสรลงมาร่วมขบวนด้วยหรือไม่
เนื่องจากใน "ตำนานพระธาตุพนม" กล่าวว่า อย่าว่าแต่ในเมืองมนุษย์เลย แม้แต่เทวดาและนางฟ้าทั้งหลาย อันมี
"ท้าวสักกเทวราช" ทรงเป็นประธาน
ต่างก็แต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดขาวอย่างอลังการ จัดขบวนแถวเพื่ออัญเชิญเครื่องสักการะมาร่วมงานฉลอง "พระอุรังคธาตุ" (กระดูกหน้าอก)
กันอย่างมโหฬาร
ขบวนแถวของพวกเราก็เช่นกัน งานครั้งนี้ที่ทุกคนรอคอยมานาน เมื่อดูภาพโดยรวมแล้ว นับว่าสวยงามตระการตา ทั้งฉัตร ทั้งธงทิว
และผ้าตุงที่โบกสะบัด
รวมทั้งผู้ที่แต่งกายพร้อมด้วยเครื่องประดับมาร่วมงานก็ดี ทั้งปะรำพิธี ตลอดถึงเจ้าหน้าที่ของงานทุกคน สวยงามกลมกลืนกันไปทั้งหมด
แต่เมื่อจะเข้าไปนั่งในเต็นท์ ที่เตรียมจัดไว้สำหรับผู้ที่เดินขบวน ปรากฏว่ามีผู้ที่มิได้ร่วมขบวนนั่งเต็มไปหมดก่อนแล้ว
เรื่องนี้ผู้เขียนต้องขอโทษเป็นอย่างมาก ทั้งต้องขออภัยบางท่าน ที่ห้ามมิให้เข้าไปในปะรำพิธี
ท่านที่มีการกระทบกระทั่งกันในวันนั้น หรือในงานที่แล้วๆ มาทั้งหมด (รวมทั้งคนที่ร่วมงานกับผู้เขียนด้วยนะ)
ถ้าเห็นแก่คำเตือนของหลวงพ่อเป็นสำคัญ ตามที่นำมาให้อ่านนี้
ขอให้ปรับความเข้าใจกันเสียใหม่ โปรดได้ยกโทษและอโหสิกรรมกัน เพื่อจะได้ไม่เป็นเวรเป็นภัย ที่จะเป็นอันตรายต่อการบรรลุมรรคผล ในขณะที่จิตใกล้จะดับ
ทั้งนี้ ขอร้องเฉพาะท่านที่ปรารถนาจะไปพระนิพพานในชาตินี้เท่านั้นนะ ส่วนท่านที่ยังอยากเกิดอีก ก็จงอาฆาตจองเวรต่อไป
จงอย่าให้อภัยซึ่งกันและกัน จงถือตัวถือตน ด้วยมานะทิฏฐิที่หยาบกระด้าง จงอย่าพูดจาไพเราะ จงอย่าช่วยเหลือการงานผู้อื่น
และจงสร้างความเลวทุกอย่างให้เต็มที่
คงจะเป็นเหมือนอย่างที่หลวงพ่อเคยพูดว่า ข้าเกิดมาหวังสงเคราะห์คน ๒ ทาง ผู้เขียนได้ฟังก็มีความสนใจ ปรากฏท่านบอกว่า
ไม่สงเคราะห์คนให้ไปนิพพานก็ไปอเวจีเลย เพราะถ้ามันชั่วแล้วก็ให้มันลงไปให้หนัก
จึงขอให้ทุกคนอย่าประมาท คิดว่าเราจะไปได้ในชาตินี้ คิดว่าตอนต่อๆ ไป ถ้ามีจังหวะจะนำ มรดกธรรม ของท่าน
ตามที่ท่านเคยบอกไว้ตั้งแต่สมัยยังมีชีวิตอยู่ว่า ถ้าข้าตายไปแล้ว แม้แต่ลายเซ็นก็ยังมีค่า
แต่ว่านี่มีความสำคัญยิ่งกว่าลายเซ็น คิดว่าจะนำมาอภินันทนาการแด่ผู้อ่านทุกท่าน เนื่องในวาระถิดีขึ้นปีใหม่ ๒๕๔๔
ซึ่งชาวไทยต่างก็ผ่านพ้นวิกฤตการณ์มาได้ นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมา
ทั้งนี้ ด้วยคำพยากรณ์ต่างๆ ที่บอกว่าโลกจะเกิดภัยพิบัติทั้งหลาย บางประเทศจะจมหายไปจากแผนที่โลก
ฉะนั้น การที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่ได้ แม้จะต้องผ่านกับเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ด้วยความดีแห่ง
"พระคาถาเงินล้าน" ก็ดี
ด้วยผลบุญที่กระทำต่อเนื่องกันมาก็ดี ประกอบกับอานุภาพแห่งคุณพระรัตนตรัย เทพไท้เทวาทั้งหลาย ตลอดถึงพระบารมีของพระมหากษัตริย์เจ้า
และคุณความดีที่เรามีความกตัญญูต่อผู้มีอุปการคุณทั้งหลาย จึงทำให้รอดปลอดภัยมาได้ถึงทุกวันนี้
แต่จะรอดตลอดไปหรือไม่ก็ยังไม่แน่ เพราะว่าทุกคนหนีกฏของกรรมไปไม่พ้น แต่จงอย่าสร้างกรรมที่เป็นอกุศลใหม่ให้เกิดขึ้น
แล้วเราจะมีความสุขอย่างแน่นอน หลังจากดับสิ้นสังขารไปจากโลกนี้แล้ว...สวัสดี.
◄ll กลับสู่ด้านบน
(Update 10 มิถุนายน 2561)
หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดสระเกศฯ ประธานพิธีเททอง
...สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้น หลังจากขบวนแห่เข้ามาถึงมณฑปพิธี ด้านหน้าปราสาททองคำแล้วก็มีความชุลมุนวุ่นวายพอสมควร
กว่าจะนั่งเข้าประจำที่ของตนเองได้ ปรากฏว่าบางคนต้องนั่งลงไปที่พื้นปูน เพราะภายในเต็นท์ทั้งภายนอกและภายในปะรำพิธีเต็มไปหมด
เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว เครื่องสักการะทั้งหลายก็ได้ ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะหมู่ที่อยู่ในซุ้มทั้ง ๔ ทิศ ของปะรำพิธี อันมีรูป
หลวงปู่ปาน, หลวงพ่อ, ในหลวง,
โดยมี "องค์พระประธาน" อยู่ท่ามกลาง "บายศรีเอก" ที่อยู่ภายในซุ้มด้านขวามือบนเวที ส่วนทางด้านซุ้มซ้ายมือมี บายศรีแต่ละภาคแวดล้อมเป็นบริวาร
ในตอนนี้ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย มองดูจากภาพรวมแล้ว บริเวณปะรำพิธีสวยเด่นเป็นสง่า มีความวิจิตรตระการตาบอกไม่ถูก
เพราะมี "ปราสาททองคำ" เป็นแบ๊คกราวด์อยู่ด้านหลัง ส่วนภายในก็มีพระภิกษุสามเณร และญาติโยมทั้งหลายนั่งอยู่เป็นจำนวนมาก
ท่านเจ้าอาวาสวัดท่าซุงก็นั่งรับแขกด้วย เพื่อให้ญาติโยมได้เข้ามาบำเพ็ญกุศล มองออกไปเห็นเข้าแถวกันยาวเหยียด ท่ามกลางบรรยากาศในยามบ่าย
เสียงดนตรีไทยบรรเลงเพลงไปเรื่อย ดร.ปริญญากับผู้เขียน ช่วยกันเป็นพิธีกร เพื่อจะรอเวลา ท่านเจ้าประคุณหลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศฯ เดินทางมาถึง
ในระหว่างนี้ ท่านเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาส ก็ได้เริ่มทำพิธีบวงสรวงบายศรีของวัด และบายศรีรวมภาค แล้วจึงให้ญาติโยมและพระภิกษุทั้งหลาย ช่วยกันนำทองคำแท่ง
(หนักแท่งละ ๑ ก.ก) ไปใส่ลงในเบ้าหลอมก่อน
เมื่อท่านเจ้าประคุณหลวงพ่อสมเด็จฯ เดินทางมาถึงจึงได้เริ่มพิธีการต่อไป จนกระทั่ง ดร.ปริญญา นำบูชาพระ รับศีล และอาราธนาพระปริตร
แล้วท่านเจ้าอาวาสก็ได้กล่าวเรื่องการจัดงาน และนำเจริญสมาธิจิต ประมาณ ๑๐ นาที
ต่อจากนั้น จึงเชิญคณะศิษย์ที่เป็นตัวแทนของแต่ละภาคออกมารับแผ่นทองจาก ท่านเจ้าประคุณหลวงพ่อสมเด็จฯ บนปะรำพิธี แล้วนำไปใส่ลงในเบ้าหลอมจนหมดสิ้น
จากนั้น ท่านเจ้าประคุณหลวงพ่อสมเด็จฯ ผู้เป็นองค์ประธาน จึงได้ลุกยืนขึ้นถือสายสูต (สายสิญจน์) เพื่อเททองลงในแบบพิมพ์
พระเถรานุเถระอันมี เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี (อดีตพระราชอุทัยกวี วัดทุ่งแก้ว) เป็นต้น เจริญชัยมงคลคาถา ปี่พาทย์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์มหาชัย
เจ้าหน้าที่ตีฆ้องลั่นกลองชัย ท่ามกลางเสียงพลุที่ดังขึ้นสู่ทองฟ้า ๒๑ นัด
(Update 19 มิถุนายน 2561)
บรรยากาศในงานพิธีเททอง
(Update 10 กรกฎาคม 2561)
![]() ![]() |
(Update 19 กรกฎาคม 2561)
ถวายเครื่องประดับเป็นพุทธบูชา
(Update 30 กรกฎาคม 2561)
กองเกียรติยศ
(Update 13 สิงหาคม 2561)
งานพิธีฉลองสมโภช
![]() ![]() |
(Update 24 สิงหาคม 2561)
พิธีถวายสดุดีเทิดพระเกียรติคุณสมเด็จองค์ปฐม
![]() ![]() |
![]() ![]() |
![]() ![]() |
(Update 6 กันยายน 2561)
คณะศิษย์ถวายสดุดี ๔ ภาค
![]() ![]() |
(Update 17 กันยายน 2561)
ท่านเจ้าอาวาสกล่าวสัมโมทนียกถา
"...เมื่อกล่าวสดุดี "สมเด็จองค์ปฐม" เสร็จจากตัวแทนทุกภาคแล้ว ท่านเจ้าอาวาสจึงได้กล่าวสัมโมทนียกถาแด่ผู้มาร่วมงานทุกท่าน
ท่านมีความประทับใจที่ทุกคนต่างก็เห็นกิจพุทธศาสนาเป็นสำคัญ ทั้งผู้ที่มาร่วมงานจะต้องเหน็ดเหนื่อยจากการ เดินทางมาจากที่ไกล
ส่วนผู้ช่วยงานแต่ละคนแต่ละคณะ ต่างก็มารวมตัวกัน บางคนก็มาตั้งแต่ก่อนงานหลายวัน ทั้งช่วยจัดสถานที่ ทั้งที่ช่วยจัดเลี้ยงอาหาร
ต่างคนต่างก็เหน็ดเหนื่อยด้วยกันทุกคน แม้แต่พระภิกษุทุกรูปก็สู้กับงานกันอย่างเต็มที่ ดึกๆ ดื่นๆ เกือบทุกคืน
แต่ผลปรากฏออกมาทุกคนหายเหนื่อย ทุกคนชื่นใจในผลงานที่ทำร่วมกัน ทุกคนไม่มีการถือตัวถือตน ไม่ว่างานหนักหรือเบา สู้ไม่ถอย
เวลาจะปรึกษาหารือ ก็พูดกันด้วยถ้อยคำที่ดีมีเหตุผล รักษาน้ำใจไว้ด้วยดี ไม่พูดจาให้กระทบกระเทือนใจซึ่งกันและกัน
ถ้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ ท่านคงจะภูมิใจลูกหลานของท่านทุกคน ทั้งพระภิกษุภายในวัด และท่านที่เดินทางมาจากต่างวัด
แม้กระทั่งญาติโยมพุทธบริษัททุกท่านก็เหมือนกัน คิดว่าไม่เสียแรงที่ท่านอุตส่าห์ฝืนทนสังขาร เพื่อสั่งสอนให้ทุกคนเป็นคนดี เป็นที่ปรารถนาของสังคม
ด้วยการอุทิศตนให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม คือไม่เป็นภาระของผู้อื่น ทุกคนเกิดมาในชาตินี้ จึงมีชีวิตอยู่อย่างสูงค่าหาประมาณมิได้.."
![]() ![]() |
![]() ![]() |
(Update 2 ตุลาคม 2561)
พิธีถวายสดุดีเทิดพระเกียรติคุณ "สมเด็จองค์ปฐม"
"...เมื่อการแสดงฟ้อนรำทาง ภาคอีสาน และ ภาคกลาง ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อไปก็เป็น "ภาคตะวันออก" อันมี คุณสุทัศน์ - คุณทิพยา
วิลาวัลย์ และคณะตาพระยา เป็นผู้ประสานงานนำชุดฟ้อนนี้มาแสดง
พร้อมทั้งเข้าขบวนแห่ และมีป้าย อักษร คณะตาพระยา นำขบวนอีกด้วย การรำชุดนี้ก็เรียกความสนใจได้เป็นอย่างดีเช่นกัน
ซึ่งมีชื่อว่า อัคคนิรุทธ์ลีลา หมายถึง การบูชาเทพเจ้าด้วยไฟ การแสดงชุดนี้ จึงมีการแสดงคล้ายรำโคมไฟ สร้างความตื่นเต้นเร้าใจพอสมควร
ชุดต่อไปจะเป็นการแสดงจาก ภาคใต้ นำโดย นกยูง (ศิษย์เก่า รร.พระสุธรรมฯ) ได้นำชุดนาฏศิลป์มาจากหาดใหญ่
เพื่อฟ้อนชุด ระบำจินตปาตี ซึ่งเพิ่งจะประดิษฐ์ท่ารำออกมาใหม่ในภาคใต้ อันมีแนวคิดจากศิลปะในการเชิดหนังตะลุงนั่นเอง
ต่อจากนั้นก็เป็นตัวแทน "ภาคเหนือ" จาก ร.ร.พร้าววิทยาคม อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ โดย อ.ชาญยุทธ ธนบดีเฉลิมรุ่ง และ อ.ศรีไพร จารุวัฒน์ เป็นผู้ประสานงาน
เป็นการรำชุด "ฟ้อนเทียน" อันเป็นฟ้อนรำประจำภาคเหนือ
ส่วนภาคสุดท้ายก็ได้แก่ "ภาคกลาง" ความจริงจะต้องออกมารำก่อน แต่ชาวคณะ รวมใจภักดิ์ ก็ได้เสียสละให้แก่ภาคอื่นๆ ออกไปรำก่อน
เพราะเด็กๆ ที่มารำจะต้องเดินทางกลับในคืนนั้นเลย พวกเราที่นำเด็กมารำ ต่างก็พยายามประสานได้อย่างดียิ่ง
ในแต่ละภาคจึงมีลีลาการรำสวยงาม ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือสวยงามไปคนละแบบ ซึ่งหาโอกาสยากมากที่จะนำมาแสดงรวมกันได้อย่างนี้
เมื่อการรำแบบได้มาตรฐานจบลงแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการร้องและการรำแบบสมัครเล่นกันบ้าง จากผู้ที่มายืนแวดล้อมอยู่ข้างเวทีทั้งหลาย
และผู้ที่ขึ้นไปยืนเป็นแถวอยู่บนเวที ด้วยการขับร้องตามที่จะเปิดเพลงนำ
เมื่อเพลงแรกคือ สามัคคีชุมนุม จบลงแล้ว จึงเชิญทุกท่านออกมาร่ายรำ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยสลับกับการบรรเลงจากวงปี่พาทย์
จบแล้วผู้เขียนได้กล่าวต่อไปว่า
...ในที่สุดความฝันก็เป็นความจริง พวกเราทุกคนรวมทั้งพระภิกษุสามเณรและอุบาสก อุบาสิกา ที่เดินทางมาทั่วทุกภาคของประเทศ
ที่ได้มาร่วมกิจกรรมจนได้รับผลสำเร็จในครั้งนี้ พระพุทธปฏิมาทองคำอันบริสุทธิ์องค์นี้ จึงได้เกิดจากการหล่อหลวมรวมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว
จนไม่สามารถจะทำลายมิตรภาพของเรานี้ไปได้
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าความดีอาจจะไม่มีใครเห็น เพราะกิจกรรมครั้งนี้ ย่อมเป็นเพียงมุมหนึ่งของประเทศ
ที่ชาวไทยส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ว่าเราทำเพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยที่ไม่คิดหวังสิ่งตอบแทนในโลกนี้ทั้งสิ้น
จึงขอให้ทุกท่านตั้งมโนปนิธาน อย่าสนใจในโลกธรรมทั้งหลาย จงมุ่งหวังผดุงยุติธรรมอันสดใส ถึงทนทุกข์ทรมานนานเท่าใด ยังมั่นใจ รักชาติองอาจครัน
จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา
ขอให้ทุกท่านส่งกระแสใจไปตาม เนื้อร้องทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ เพราะนอกจาก "ความฝันอันสูงสุด" แล้ว การทำความดีของพวกเราทุกคนในครั้งนี้ ยังมีความฝัน
"อันบริสุทธิ์" อีกด้วย นั่นก็คือ พระนิพพาน...
พอเสียงบรรยายใกล้จะจบ เสียงเพลง ความฝันอันสูงสุด ก็ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศในยามค่ำคืนนั้น
ทุกคนร้องออกมาด้วยความตื้นตันใจ บางคนต้องร่ำไห้เพราะซาบซึ้ง ไปกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ ที่มีความหมายและกินใจเหลือเกิน
พอเพลงร้องจบแล้ว ต่อไปพวกเราก็ได้ออกมารำฉลองกันอีก ด้วยเพลงเซิ้งจากภาคอีสาน ปรากฏว่าทั้งหญิงและชาย ก็ได้ออกมาร่ายรำกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งจบเพลง
ผู้เขียนจึงได้กล่าวต่อไปอีกว่า
..ตามพระพุทธบัญชาที่พระองค์ได้ทรงมอบให้ เพื่อตั้งมั่นพระศาสนาไว้ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ได้กระทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทุกประการ
ความสำเร็จครั้งนี้ ถ้าไม่สรรเสริญคุณความดีของครูบาอาจารย์ก็กระไรอยู่
ในคราวก่อนพวกเราได้ร้องเพลง ต้นตระกูลไทย ในฐานะที่ "พระเจ้าพรหมมหาราช" ทรงกู้ชาติจากขอม
ต่อมาในสมัยปัจจุบันนี้ พระองค์ก็ได้ถือกำเนิดเป็นชายชาตินักรบอีก แต่ชาตินี้ท่านได้เกิดมาเป็นเลือดนาวีโดยแท้ และได้ออกสู่สมรภูมิเลือดในท้องทะเลมาแล้ว
ยุทธนาวีที่ผ่านมาของท่าน จึงได้จารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเช่นกัน จึงขอให้ทุกท่านร้องเพลงนี้
เพื่อเลือดนาวีของท่านมาก่อน ต้องขออภัยที่จะต้องเรียกนามเดิมของท่าน แด่....นายทหารจากกองทัพเรือไทยในอดีต ท่านก็คือ เรือโทสังเวียน สังข์สุวรรณ...
แล้วเสียงเพลง วอลซ์นาวี ก็ดังขึ้น ท่ามกลางดวงใจของทุกคนที่ลุกยืนขึ้น เพื่อเป็นเกียรติในการร้องเพลงนี้
ทุกคนร้องเพลงไปตาม เนื้อร้องที่แจกให้ก่อนงาน แน่ละ..ความระลึกถึง ในอดีตของท่าน ท่านคงจะหยั่งทราบด้วยญาณวิถีว่า
ลูกทุกคนขอมอบหัวใจให้พ่ออย่างแท้จริง
การร้องรำทำเพลงเพื่อเป็นเกียรติ ในฐานะที่ท่านรับใช้ชาติมาก่อนที่จะอุปสมบท นั่นสำหรับชาติปัจจุบันนี้ ต่อไปนี้ขอให้ช่วยกันรำ
เพื่อฉลองความสำเร็จในการที่ท่านทำกิจพระศาสนา
ตามที่รับอาสาลงมาครบถ้วนทุกประการ ทั้งนี้ ด้วยพระพุทธบัญชาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐมทรงเป็นประธาน
ซึ่งพวกเรามีหน้าที่ช่วยประสานงานของท่านต่อไป.."
(Update 13 ตุลาคม 2561)
พิธีฉลองสมโภช "สมเด็จองค์ปฐม" ทองคำ
"...เป็นอันว่า วัดท่าซุงได้เจริญรุ่งเรืองตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ด้วยความร่วมมือจากคณะศิษยานุศิษย์ทั่วไป
ที่ได้ช่วยกันอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะ "สถาบันกษัตริย์" ที่พวกเรามีความกตัญญูต่อพระองค์ท่าน ที่ได้สร้างชาติสร้างแผ่นดินไว้ ฉะนั้น
การที่เรามีชีวิตยืนยาวจนถึงโอกาสนี้นับเป็นอุดมมงคลยิ่ง
เพราะปีนี้เป็นปีครบ ๖ รอบของ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ในฐานะที่พระองค์ได้เคยเสด็จมา ณ สถานที่แห่งนี้มาก่อน
ควรที่จะพวกเราจะได้จัดงานอันเป็นมิ่งมหามงคล เพื่อเป็นเกียรติของวัด และลูกหลานหลวงพ่อทุกคน ในอันที่ถวายพระพรชัยมงคล
เพื่อขอให้พระองค์ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนานเทอญ ฯ
การรื่นเริงบันเทิงใจ เพื่อแสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทย ที่ยังรักยังห่วงแผ่นดิน หวังที่จะให้คนไทยเป็นอิสรภาพ ถึงแม้เราจะเป็นหนี้ชาวต่างชาติ
แต่สักวันหนึ่งเราจะกู้ผืนแผ่นดินนี้กลับมาอีก
ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเรายังมี พ่อหลวง ผู้เป็นดวงใจของคนไทยทั้งชาติ ที่จะประกาศพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านได้อย่างเต็มภาคภูมิภูมิใจไทย
ร่วมร้อยหัวใจร่วมใฝ่ร่วมหวัง ภูมิพลังแผ่นดินถิ่นนี้ยิ่งใหญ่ ทรงปกครองด้วยพระเมตตาดุจบิดร เหล่าประชาทุกข์ร้อนใดใดกรายมา โอ้ฟ้าเป็นดั่งฝนดับไฟ...
ครั้นแล้วเพลง ภูมิแผ่นดิน ที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนั้นก็ดังขึ้น โดยผู้ที่อยู่บนเวทีส่วนใหญ่จะเป็น "คณะพุฒตาล" และ "คณะรวมใจภักดิ์"
ซึ่งได้มีโอกาสซ้อมเนื้อร้องกันมาบ้างแล้ว จากนั้นผู้เขียนก็ได้บรรยายต่อไปว่า
ต่อไปขอให้พวกเราร้องเพลง เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่องค์ประมุขของชาติ ซึ่งจะเป็นการร้องเพลงสุดท้ายของคืนนี้ ในฐานะที่พระราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น
อยู่เป็นขวัญแดน โพธิ์ทองของปวงประชา...
ตอนนี้เพลง ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น ก็เปิดดังก้องไปทั่วบริเวณนั้น แต่มีบางคนที่อยู่ไกล บอกว่าไม่ค่อยจะได้ยิน
เพราะตอนนั้นใกล้เวลาจะสองยามแล้ว คงจะเกรงใจคนที่กลับไปนอนแล้วก็ได้ แต่พอเสียงเพลง พ่อ ดังขึ้น จึงมีความรู้สึกว่า คำว่า พ่อ มีความหมายมาก
ตอนนี้ในขณะที่ใกล้จบเพลงนี้ เสียงพลุ ดาวกระจาย ดังขึ้นบนท้องฟ้า ทุกคนต่างก็มองขึ้นไปเบื้องบน เห็นพลุหลายหลากสีกระจายเต็มท้องฟ้า
ประทีปโคมลอยก็ถูกปล่อยขึ้นไปเป็นระยะๆ ผสมผสานกับเสียงเพลงเซิ้ง อีสานรวมเผ่า และเพลง รำเพลงกลองยาว
ทุกคนร้องรำทำเพลงด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ เพื่อเฉลิมฉลองแห่งความสำเร็จ และเป็นการถวายพระพรแด่ในหลวง
จนลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน อีกทั้งช่างได้นำพระพุทธรูปที่เพิ่งหล่อเสร็จออกมาให้ชื่นชมอย่างสมใจกันในตอนดึก
แม้ท่านเจ้าอาวาสจะกลับไปก่อนแล้ว แต่ก็จำต้องเปิดเพลงไปตามที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ซึ่งได้จัดไว้เป็นขั้นตอนแล้วโดยไม่สามารถจะตัดออกได้
เพราะไม่ทราบว่าพิธีการหล่อพระจะเสร็จเร็วหรือช้า หวังว่าทุกท่านคงไม่ตำหนิกัน ว่าจัดจนดึกดื่นเกินไป ขอให้เห็นใจผู้จัดบ้าง
จนกระทั่งได้เวลาอันสมควร ในขณะที่พลุดาวกระจายทั้ง ๑๐๐ ลูก โคมลอยทั้ง ๑๐๐ ดวง ที่ได้พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าท่ามกลางความมืดมิด
เสมือนจะประกาศก้องไปให้โลกรู้ว่า พวกเราบูชาคุณของพระพุทธเจ้าอันหาประมาณมิได้.."
(Update 26 ตุลาคม 2561)
พิธีฉลองสมโภช "สมเด็จองค์ปฐม"
"...ในขณะที่พลุดาวกระจายทั้ง ๑๐๐ ลูก โคมลอยทั้ง ๑๐๐ ดวง ที่ได้พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าท่ามกลางความมืดมิด
ด้านหลังปราสาททองคำ เสมือนจะประกาศก้องไปให้โลกรู้ว่า พวกเราบูชาคุณของพระพุทธเจ้าอันหาประมาณมิได้
ในตอนนี้ จะเห็นโคมลอยขึ้นไปไกล จนเห็นแสงไฟระยิบระยับ ท่านพระครูอาจินต์ บอกว่า
เพิ่งจะเห็นที่วัดเป็นครั้งแรกนี่เอง (เรื่องพลุนี้ได้จัดมาจากสุโขทัย อ.พรทิพย์ เมฆประมวล เป็นผู้ติดต่อ โดยทางวัดเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย)
ครั้นเมื่อเสร็จงานผ่านไปแล้ว มีหลายคน เช่น ต๋อย (อัจฉรา) เป็นต้น ถ่ายรูปออกมาแล้ว ปรากฏว่ามีดวงไฟอยู่ในภาพหลายดวง
แต่ดูแล้วมิใช่เป็นดวงไฟจากโคมลอยที่ปล่อยไป สันนิษฐานกันว่า น่าจะเป็นอำนาจพุทธานุภาพ มากกว่า เพราะมีปัญหาถามว่า ทำไมจึงถ่ายออกมาได้อย่างนี้หลายคน
และก่อนที่เพลง สรรเสริญพระบารมี จะดังขึ้น เพื่อเป็นการอำลากันในวาระสุดท้าย พลุดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง จำนวน ๓ ต้น
อันเป็นพลุสวยงามที่เก็บเอาไว้เป็นชุดสุดท้าย ก็ถูกจุดขึ้นที่ด้านหน้าปะรำพิธี ทุกคนยืนมอง ดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ กิ่งก้านของต้นไม้เงิน ต้นไม้ทองทั้ง ๓
ต้น แกว่งไกวส่งประกายคล้ายดอกไม้ไฟได้อย่างสวยงาม
ทุกคนมองดูพร้อมกับปรบมือกันเป็น ครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะอำลาเข้าไปนอน เพราะตอนเช้าของวันอาทิตย์ที่ ๒๑ ก.พ. ๔๒
ยังมีพิธีถวายภัตตาหารพระภิกษุสามเณรภายในปราสาททองคำกันอีก หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันกลับไป
บทสุดท้ายนี้ ผู้เขียนก็ได้บรรยายมาเท่าที่พอจะนึกได้ บางทีก็ดูรูปภาพที่ถ่ายไว้ด้วย แต่ก็อาจจะไม่ครบถ้วนตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
จึงอาจจะมีข้อบกพร่องในการเล่า จะเป็นเรื่องของงานก็ดี หรือบุคคลต่างๆ ที่มาร่วมงานก็ดี
ทั้งหมดนี้ ถ้าหากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนต้องกราบขออภัยพระภิกษุทุกรูป และญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ทั้งที่มาช่วยงานก็ดี
หรือที่เดินทางมาร่วมงานก็ดี
แต่ผลบุญทั้งหมดนี้ อันเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกัน รวมทั้งท่านที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ก็ตาม ถือว่าทุกท่านมีส่วนบุญด้วยกัน
ผู้เขียนจึงกราบขออนุโมทนาคุณความดีของพระภิกษุทุกรูป อันมี ท่านพระครูปลัดอนันต์ เป็นประธาน
อีกทั้งท่านผู้ร่วมงานทั้งหลาย ที่ได้บริจาคทรัพย์สินอันมีค่า โดยเฉพาะทองรูปพรรณ อันเป็นเครื่องประดับกาย
และทองคำแท่งทั้งหลายที่ชั่งน้ำหนักรวมกันแล้วประมาณ ๑๐๐ กว่ากิโลกรัม
ซึ่งมิใช่ปริมาณน้อยเลย ทั้งนี้ ถ้ามิใช่กำลังใจของบุคคลผู้เข้าถึง "ปรมัตถบารมี" อันเป็นบารมีขั้นสูงสุด แสดงว่าทุกท่านได้บำเพ็ญบารมีมาช้านานแล้ว
จึงได้มีจิตใจสูงส่งเช่นนี้
ฉะนั้น เมื่อนำมาหล่อหลอมรวมกันเป็นองค์พระพุทธปฏิมา คือ สมเด็จองค์ปฐมบรมครู อันเป็นปฐมบรมวงศ์แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
จึงได้ชื่อว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ที่ได้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้แล้ว
เป็นอันว่า บุญความดีมีหาประมาณมิได้ คงจะเหมาะสมสำหรับบุคคลผู้มุ่งพระนิพพานเป็นที่สุด จึงขออวยพรให้ทุกท่าน
ที่ตั้งใจแสวงหาแก่นธรรมอย่างแท้จริง จงได้เข้าถึงวิมุติหลุดพ้นจากกระแสเวียนวนในโลกทั้งสาม
ในขณะที่จะดับจิตสังขารไปจากโลกนี้ ขอผลความดีทั้งหมด จงได้ปรากฏรวมตัวกัน เพื่อส่งผลให้ทุกคนได้มีดวงจิตที่สว่างไสว
ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง เพื่อการบรรลุคุณธรรมอันสูงสุด ตามที่กุลบุตรกุลธิดาทั้งหลายมีความปรารถนาว่า
ในการเกิดครั้งนี้ ขอให้เป็นการเกิดเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อหมดสิ้นภพชาติ เพื่อดับแล้วซึ่งเชื้อแห่งการเกิด เป็นการดำรงอยู่ในวงศ์แห่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย
เพื่อสถาปนาขึ้นเป็นพระอริยบุคคลอันประเสริฐ สมควรที่จะได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่า เป็นพระสาวกสาวิกาของพระองค์อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ คงจะได้มีโอกาสเข้าสู่ ศากยวงศ์ เป็นแน่แท้ ถ้าทุกคนไม่ละความเพียร เพราะส่วนใหญ่ทุกคนก็มีวิมานรออยู่ที่พระนิพพานแล้ว
ยังรอโอกาสที่จะละกองทุกข์ทั้งหลายในสังขาร ด้วยการดับตัณหาด้วยปัญญาอันคมกล้า เสมือนกับเพชรฆาตที่ ประหารนักโทษแค่เพียงดาบเดียวก็ขาดฉะนั้น
หวังว่าทุกท่านคงจะคลาดแคล้วจาก บ่วงมาร ด้วยกำลังแห่งบารมีที่เคยบำเพ็ญมาแล้วด้วยดี ทั้งนี้ บางท่านก็เคยปรารถนาพระโพธิญาณมาแล้ว
แต่ถ้าวกกลับมาเป็นพระสาวกจะดีกว่า เพราะหัวหน้าได้อำลาไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเกิดอีกต่อไปนะ..สวัสดี
(Update 12 พฤศจิกายน 2561)
พิธีฉลองสมโภช "สมเด็จองค์ปฐม"
"...ณ โอกาสนี้ จึงขอเชิญท่านทั้งหลายที่ยังตั้งใจเช่นนี้ ขอได้อำลาเวทีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพราะเวลาไม่คอยใคร
หากตัดสินใจล่าช้าไป หนทางที่อยู่ข้างหน้าอาจจะไม่แน่นอน จึงขอให้รีบฉกฉวยโอกาสนี้ ก่อนที่จะสายเกินไป ก่อนที่จากลากันไป จะขอนำบทขับร้องประกอบปี่พาทย์
งานพิธีเททอง ดังนี้
(เหาะ)
สมเด็จพระพุทธสิขี
ทรงสั่งสมบารมีปรีชาหาญ
พุทธการกะพระโพธิญาณ
นานสี่สิบอสงไขยกำไรมี
น้ำพระทัยเมตตาปรานี
ชี้แสดงแจ้งใจเวไนยชน
(เทวาประสิทธิ์)
เป็นสัตตูปการสัมปทา
ที่ตั้งแห่งศรัทธาบุญกุศล
ของบรรดาประชาชีนิกรชน
ยามร้อนรนได้พึ่งพระกรุณา
พระองค์คือ สมเด็จองค์ปฐม
บรมครูของพระพุทธศาสนา
ได้สืบทอดอริยวงศ์พระศาสดา
มาถึงกาลปัจจุบันเวลา
(เวสสุกรรม)
จบพานธูปเทียนบุปผชาติ
ขึ้นหว่างกลางนลาฏเกศา
สำรวมจิตระลึกคุณพระกรุณา
น้อมกราบแทบบาทาพระสุคต
องค์สมเด็จพระสิขีบรมนาถ
ปิ่นปราชญ์ปรีชาปรากฏ
ต้นพระพุทธวงศ์ทรงยศ
กำหนดพุทธศาสน์แต่โบราณ
(สะสม)
บูชาพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
ย่อมดำรงศักดามหาศาล
บูชาพระธรรมโอฬาร
ได้ปัญญาญาณสราญใจ
บูชาพระสงฆ์ทรงศีลคุณ
เนื้อนาบุญโภคทรัพย์อสงไขย
ลูกนบกราบพระรัตนตรัย
ด้วยใจเคารพบูชา
(บรเทศ)
ขอน้อมกราบถวายอภิวาท
พระราชพรหมยานนาถา
พระคุณยิ่งกว่าบิดา
ผู้ก่อกายาของลูกนี้
ท่านได้สั่งสอนอบรม
ให้รู้คุณองค์ปฐมชินศรี
อนุศาสน์อุบายบรรดามี
ลูกนี้ได้แจ้งประจักษ์ใจ
ข้าฯ ไหว้พรหมเทพเทวา
ทั่วทุกชั้นฟ้าอาศัย
ขอจงได้โปรดช่วยอำนวยชัย
ให้การสำเร็จดังปรารมภ์ ฯ
(ต้นวรเชษฐ์)
ครั้งนี้ข้าฯจัดพิธี
หล่อพระพุทธสิขีองค์ปฐม ด้วยทองนพคุณนิยม ค่าสมควรคู่ดินฟ้า
ขอทุกองค์จงโปรดบริบาล ให้งานสัมฤทธิ์สมปราถนา
ให้ได้พระทองคำงามสุดตา ดังอินทรามาเนรมิตไว้
(บรเทศ)
ขอทุกท่านที่มาร่วมงาน จงสุขสำราญผ่องใส
ทุกข์โศกโรครานพาลภัย
จงดับสิ้นไปแต่บัดนี้
หวังใดได้สมจินตนา ขอวัฒน์เจ็ดจงมาเฉลิมศรี
ทำสิ่งใดสำเร็จสวัสดี
มีเกียรติเกริกหล้าธาตรี
(มอญแปลง)
งามปะรำราชวัติฉัตรตั้ง งามสะพรั่งบุปผชาติสะอาดศรี
งามหุ่นวิจิตรรูจี
งามดั่งท้าวโกสีย์สฤษฏ์ไว้
งามธูปเทียนทองเครื่องบูชา งามสง่าธงทิวปลิวไสว
งานกระบวนแห่แหนแน่นไป
งามวิไลวาทยะจังหวะจร
งามพลังศรัทธาบรรดาศิษย์ งามวิจิตรแต่งองค์ดังอัปสร
งามสรรพพิธีบวร
งามพรเทพซร้องอำนวยชัย
(มหาชัย)
ครั้นได้มหามหุติฤกษ์ ให้เบิกเบ้าทองผ่องใส
สมเด็จพุฒาจารย์สำรวมใจ หย่อนแผ่นทองลงในเบ้านั้น
พระสงฆ์เจริญชยันโต โพธิยา มูเล เสียงสนั่น
ปี่พาทย์สาธุการขึ้นพร้อมกัน เสียงฆ้องชัยลั่นกังวานไกล
(ช้างประสานงา)
บรรดาเหล่าศิษย์ทั้งหมด จิตกำหนดพุทโธที่เบ้าใหญ่
กรรพุมมือจับสายสูตรไว้ น้อมใจบังคมพระสุคต
ช่างทองค่อยเชิญน้ำทอง ประคองเทในพิมพ์ตามกำหนด
ได้เสร็จสมดังมโนรถ ทั้งหมดแสนเกษมเปรมใจ
(สารถี)
พระเอยพระทอง เรืองรองรัศมีสีใส
งามองค์ปางมารวิชัย งามพักตรพิไลพรายปรานี
งามกรงามศองามเนตร งามเกศเลสองค์พระชินศรี
ประทับนั่งบนบรรลังก์รูจี ประดับดวงมณีงามงด
พ่างพื้นฐานบัทม์ปัทมาสน์ วาดลายก้านแย่งแข้งสิงห์ขด
เลื่อมล้วนแก้วร้อยช้อยชด ผ้าทิพย์ชมพูนทพรรณราย
เรือนแก้วนาคเกี่ยวกระหวัดรอบ กรอบฝังเพชรรัตน์เฉิดฉาย
พระรัศมีทุกแฉกฉลักลาย แลคล้ายรังสีทินกร
(เต่ากินผักบุ้ง)
แม้นใครได้มากราบไหว้ ยึดไว้เป็นสติอนุสรณ์
ผู้นั้นจักจำเริญบวร สถาพรเป็นสุขสืบไป
ด้วยเดชานุภาพพระพุทธคุณ นำหนุนให้จิตผ่องใส
หากแม้นชีพดับสิ้นไป หมายใจย่อมพบพระนิพพาน ฯ
...สำหรับบทขับร้องประกอบปี่พาทย์ที่จบไปนี้ เป็นบทขับร้องสรรเสริญคุณของ สมเด็จองค์ปฐม
ต่อไปนี้จะเป็นบทขับร้องเพื่อเป็นการ ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวรโรกาสวันเฉลิมพระชนม์พรรษาครบ ๖ รอบ ประพันธ์โดย ดร.ปริญญา
นุตาลัย เช่นกัน
(นางนาค)
วันนี้วันมหาสิทธิชัย มงคลเกริกไกรไพศาล
ข้าพระบาทลูกพระราชพรหมยาน ร่วมเฉลิมฉลองงานถวายพระพร
ปวงข้าฯ สร้าง สมเด็จองค์ปฐม งามสมนพคุณประภัสสร
น้อมถวายบุญกุศลสรรพพร แด่พระภูธรพระภูมิพล
ในกาลนี้พระองค์ทรงชันษา ยืนยาวมาครบรอบหกหน
ขอบารมีสมเด็จพระทศพล โปรดดลจตุพรพระภูบาล
(มหาฤกษ์)
ขอพระองค์จงเจิมเฉลิมฉัตร
ปิ่นรัฐปกไทยเกษมศานต์
เฉลิมยศเฉลิมศักดิ์โอฬาร เฉลิมวงศ์อวตารพระจักรี
ขอพระองค์จงทรงเฉลิมสุข ทุกข์โศกโรคภัยพินาศหนี
เฉลิมคุณพูนเพิ่มพระบารมี เฉลิมศรีวัฒนาสถาวร
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงเกษมสำราญสโมสร
เฉลิมขวัญบรรดาประชากร เฉลิมพรบ้านเมืองร่มเย็นเอย ฯ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า...
คณะศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
◄ll กลับสู่ด้านบน webmaster - 31/10/18 at 05:57 webmaster - 25/2/20 at 08:28 . webmaster - 18/4/21 at 09:20 . |