"บทความ" จาก..หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม 3 (ตอนที่ 1)
puy - 20/7/10 at 16:10

ลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๓
สารบัญ
01. พระปลัดวิรัช โอภาโส
02. พระสมุห์บัญชา สุขปัญโญ
03. พระทองเทศ ฐิตสุวัณโณ
04. พระครูสุนทรกาญจนคุณ
05. พระมหาสิงห์ วิสุทโธ
06. พระทวี จันทโชติ
07. พระอธิการวิชัย อมโร
08. พระสวรรค์ ญาณวโร
09. เฉลิม คงทอง
10. เอี่ยมศรี อ่อนคำ
11. จันทร์นวล นาคนิยม
12. บุญถึง สุวรรณวิสิฎฐ์
13. บัวไข่ แซ่ฉั่ว
14. ละเมียด วุฒิยากร
15. เชย โสภณดิลก
16. นนทา อนันตวงษ์
17. สมนึก เจริญศรี
18. อัญชัน ศุทธรัตน์
19. อัญเชิญ มณีจักร
20. อุบล พัฒนพันธ์ (ลำใย)
"หมายเหตุ" เพิ่มเติม โดย..พระอาจารย์ชัยวัฒน์ อชิโต
พระปลัดวิรัช โอภาโส
"จดจำมาจากหลวงพ่อ"
วันที่ 21 มีนาคม 2553 พระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ และ พระปลัดวิรัช โอภาโส
ทำพิธีบวงสรวง "งานพิธียกฉัตร" ณ วัดธรรมยาน อ.นาเฉลียง จ.เพชรบูรณ์
เป็นที่รู้ๆ กันว่าสุขภาพของหลวงพ่อไม่ดีมานานหลายปี และปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ป่วยหนัก มีโรคทางท้องแทบไม่เว้นแต่ละวัน บางวันก็มีอาการหัวใจรวน
บางคราวน้ำท่วมปอด บางวันบวมทั้งตัวตั้งแต่เท้าไปถึงใบหน้า บางวันมีอาการอักเสบทางกระเพาะหนักมาก บางคราวคออักเสบเป็นแผลยาวติดกันหลายๆ อาทิตย์
แม้จะกลืนน้ำก็เจ็บ
แต่หลวงพ่อก็พยายามลงรับแขก เพื่อสงเคราะห์พุทธบริษัท ท่านพูดว่าเขามาไกล เห็นใจ บางคนเดินทางมาไม่ต่ำกว่า 100 กม. ขึ้นไป พอเลิกรับแขกท่านเดินออกมา
ท่านมักจะพูดว่า งงไปหมด ตาลาย ความทุกขเวทนาทางกายมีมาก แต่ท่านไม่เคยละเลยหน้าที่ของครูบาอาจารย์ที่ประเสริฐ ยิ่งป่วยหนัก
ยิ่งพยายามป้อนความรู้เพื่อมุ่งให้เกิดผลทางธรรม แก่พระและพุทธบริษัทอย่างสม่ำเสมอ
หลวงพ่อเคยปรารภว่าการลงรับแขกไม่ใช่แค่รับแขก ต้องการผลของธรรมะ โดยเฉพาะการไปนอกเสียเงินเป็นล้าน ได้ธรรมะมีราคาสูง ได้คนเดียวก็มีราคาสูง
เขาคุยถามต่อๆ กันได้ เรียกว่าไปได้กำไร เพราะได้ผลของธรรมะเป็นสำคัญ
หลวงพ่อสอนทุกคนแบบตรงไปตรงมา ความรู้ใดที่จะเป็นประโยชน์แก่ศิษย์ไม่มีปิดบัง เทหมดกระเป๋าในทุกโอกาส ทุกสถานที่ ที่ท่านสามารถจะทำได้
ลีลาการสอนของท่านนั้น สอนแบบพ่อกับลูก พูดง่ายๆ สั้นๆ แต่จริงใจ ข้าพเจ้าติดใจในคำอบรมที่หลวงพ่อเคยให้ไว้หลายวาระ
จึงขอนำมาบันทึกไว้ในหนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม 3 นี้ เป็นตอนสั้นๆ ดังนี้
1. เรื่องการก่อสร้าง หลวงพ่อเคยปรารภไว้ว่า
การก่อสร้าง การเลี้ยงคน ต้องต่อสู้กับอารมณ์ทุกอย่าง ต้องใช้ปัญญาใคร่ครวญ ทำให้บารมีเต็มเร็ว
หลวงพ่อพูดว่า มาคิดว่าสมัยหนุ่มๆ บวชแล้วมัวแต่สร้างวัดมากมาย คิดแล้วเสียเวลา มาคิดว่ารู้อย่างนี้ไม่สร้างก็ดี เสียเวลา
เอาเวลามานั่งชำระจิตตัดกิเลสอย่างเดียว ให้จบๆ ไปจะดีกว่า
ปรากฏว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาตรัสกับหลวงพ่อว่า
ไม่มีทาง... ถ้าไม่ทำอย่างนี้ บารมีไม่เต็ม เมื่อบารมีไม่เต็ม การตัดกิเลสไม่เป็นผล
ดังนั้น การทุ่มเทกับการก่อสร้างสมัยหนุ่มๆ แล้วก็หยุดสร้าง หันมาติดกิเลสจริงจังนั่นแหละเพราะบารมีเต็มแล้ว จิตใจก็พร้อมที่จะตัดกิเลส
จึงเกิดผลรวดเร็วมาก
งานคันถธุระ ถ้าไม่เจอปัญหา จะมานั่งปฏิบัติอย่างเดียว บารมีไม่เต็ม เจอปัญหามากๆ มันตัดของมันเองแล้วจะเบา การสร้างวัดต้องเอาใจคนหลายประเภท
บารมีเต็มเร็ว
การทำงานในวัด เป็นการตัดหวง ตัดนิวรณ์ เป็นกรรมฐาน ทำให้เกิดสมาธิขั้นฌาน
การทำงานเป็นพุทธานุสติ เป็นธัมมานุสติ เป็นสังฆานุสติ เป็นการทำงานเพื่อพระพุทธเจ้า เพื่อหลวงพ่อ และเพื่อการสงเคราะห์คนมาพัก
ฆราวาส ถ้าเขามาพักที่วัดเพื่อ
ทาน เรา (พระที่วัด) ก็ได้บุญ 1 ชั้น
ศีล เรา (พระที่วัด) ก็ได้บุญ 2 ชั้น
ภาวนา เรา (พระที่วัด) ก็ได้บุญ 3 ชั้น
ถ้าเขามาพักเยอะ ได้เยอะ เขามาปฏิบัติ 3 อย่าง ได้ 3 ชั้น มาเยอะได้เยอะ มาเพื่อศีล สมาธิ ปัญญา ใครมาพักที่วัด บารมีเราก็ได้เต็ม 3 อย่าง
คนมีบารมีเต็มจริง มันไม่กลัวอุปสรรค สู้ทุกอย่างไม่ท้อถอย
คนเบื่อร่างกาย ไม่ตัดกังวล ไปนิพพานไม่ได้
เบื่อร่างกาย ตัดร่างกาย ไปนิพพานได้
พระบวชแล้ว ต้องดีกว่าเก่า เพราะว่าเรามีทุนมากกว่าเก่า คือมีศีล 227 ข้อ
คนบารมีเต็ม คือ คนที่มีจิตเป็นสุข
การก่อสร้างของเรามีจุดจบ คือวิหาร 100 เมตร มีจุดจบมันก็ดี ไม่มีอะไรห่วง บางคนสร้างไม่ทันเสร็จก็ตาย มีแต่ความกังวลตลอดเวลา
ท่านเล่าว่า มีพระดี ท่านเป็นพระก่อสร้าง นั่งทีไรภาพของงานขึ้นมาเต็ม บอกพอหลับตาปั๊บกองทรายโผล่ขึ้นมา ไอ้นั่นยังไม่ได้ทำ ไอ้นี่ยังไม่ได้ทำ
เยอะแยะไปหมด ท่านบอกว่า นิวรณ์อย่างนี้ดี (ไม่ใช่ฟุ้งนะ) เพราะมันเป็นกุศล ทำเพื่อส่วนสาธารณประโยชน์ ตายไปอย่างต่ำก็ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
คนที่ทำจบ (จบกิจนั้น) มันไม่ห่วงอะไรเลย ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรมาคาอยู่ในใจ หมดความกังวล คนที่ทำจบกิจ ทำใจให้หมดจากกิเลสแล้ว
ความกังวลอะไรมันไม่มีอีก
พวกที่ไม่จบนี่ นั่งหลับตาปั๊บภาพขึ้นเลย กองทรายสูงลิบ จะต้องสร้างโน่น สร้างนี่ที่ยังไม่เสร็จ เหมือนคนยังมีกิเลสคั่งค้างอยู่ ตัดไม่ได้
มันก็เกาะอยู่นั่น คนกิเลสหลุดหมดก็ไม่มีอะไรเหลือ
คนเสร็จแล้ว เขาไม่มีอะไรต้องห่วง
2. เรื่องการปลุกเสก (10 พ.ค. 32) หลวงพ่อเล่าว่า
เมื่อหลวงพ่อไปถึงวิหาร 100 เมตร ท่านนั่งหน้าพระประธาน พูดถึงการทำพิธีปลุกเสกพระ (พุทธาภิเษก) ไปถึงจะนั่งแน่นปั๋งไม่ได้ อารมณ์หนักเกินไป
ต้องทำอารมณ์เบาๆ จึงจะถูกจึงจะคลุมได้ดี
ปกติพระสารีบุตร มาด้านปัญญา
พระโมคคัลลานะ มาด้านฤทธิ์
ทั้ง 2 องค์ นั่งคนละข้างของหลวงพ่อ แต่ว่าเวลาปลุกเสกพระโมคคัลลานะ ท่านจะคุม เพราะว่าเสกของเรื่องของฤทธิ์ เป็นหน้าที่ของท่าน
ท่านจะคุม บอกว่าอารมณ์หนักไปนิด เอาเบาอีกหน่อย บอกให้เขยิบอีกนิด พอเข้าที่ก็บอกให้ทรงอยู่อย่างนั้น
จากนั้นทำอารมณ์เบาๆ ขอให้ท่านคลุมทุกอย่างหมด อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า และทำอารมณ์เบาๆ ขอท่านว่าเราต้องการอย่างไรบ้าง ท่านก็จะเมตตาทำให้เอง
จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของพระ เราก็คุยไปเรื่อยเดี๋ยวเดียวแสงสว่างคลุมหมด ก็เสร็จ (ไปถึงไปนั่งเป๋งไม่ได้หรอก อารมณ์มันหนักเกินไปไม่ได้
ต้องใช้อารมณ์เบาๆ)
พอเสร็จ พระพุทธเจ้าจะตรัสเรียกท้าวสหัมบดีพรหม และท่านปู่พระอินทร์มาบอกช่วยดูแลวัตถุมงคลเหล่านี้ด้วย ถ้าใครใช้ขอให้ช่วยดูแลด้วย
(เว้นแต่พวกมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีผล)
ถ้าท้าวมหาพรหม (ท้าวสหัมบดีพรหม) และท่านปู่พระอินทร์คุม ลูกน้องทั้งหมด ทั้งพรหมและเทวดา ต้องมาคุมวัตถุมงคลทั้งหมด ไปไหนก็สบาย
ดังนั้น เวลาปลุกเสกพระโมคคัลลานะต้องมาคุม ต้องใช้ฤทธิ์ สำหรับพระพุทธเจ้ารวมทั้งสมเด็จองค์ปฐม มาเป็นประธานอยู่แล้ว
3. การบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (หลวงพ่อเล่าไว้เมื่อ 10 พ.ค. 2532)
เล่าไว้ก่อนที่จะมี พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในเจดีย์ข้างพระประธานในวิหาร 100 เมตร ท่านบอกว่าทำตามแบบประเพณีของโบราณกาล
บรรจุพระบรมสารีริกธาตุลงไปแล้วพรมน้ำหอม ปูผ้าขาว แล้วใส่ทองคำข้างบน ปิดฝา แล้วบรรจุในกล่อง (หีบ) สี่เหลี่ยมหนาแน่น ล็อคกุญแจ
แล้วใส่ลงในช่องสี่เหลี่ยมที่โบกปูนไว้ แล้วปิดฝา แล้วเทปูนทับปิดหมด
ท่านพูดว่า โตกและภาชนะที่ใส่พระบรมสารีริกธาตุมาก่อนบรรจุลงในโถ เมื่อบรรจุเสร็จแล้วจะไปวางเกะกะไม่ได้ เป็นสิ่งสำคัญมาก
ที่ใดที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งหรือพระอรหันต์นั่ง หรือวัตถุที่ใส่พระบรมสารีริกธาตุเพียงครั้งเดียวต้องเคารพบูชา วางเกะกะไม่ได้ ต้องเก็บไว้เลย
ดังนั้นภาชนะและโตกที่ใส่พระบรมสารีริกธาตุมาในวันนั้น จึงนำเข้าบรรจุไว้มิดชิด
หลวงพ่อบอกว่า ดูอย่างการตวงพระบรมสารีริกธาตุ พราหมณ์ที่ตวงเดิมชื่อ โสณพราหมณ์ ภายหลังเรียกว่า โทณพราหมณ์ (โทณะ แปลว่า
ที่ตวง) พราหมณ์นี้ยังขอเอาที่ตวงไปไว้บูชา นี่สำคัญมาก ที่พระอรหันต์นั่งหนเดียวก็เป็นที่สำคัญ
4. หลวงพ่อฝากทองคำที่หล่อพระแต่ละครั้งไว้กับเทวดา (หลวงพ่อเล่าเมื่อ 21 พ.ค. 2532)
หลวงพ่อไปตรวจงาน บริเวณวิหาร 100 เมตร แล้วไปนั่งใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ มีพระสมุห์บัญชาติดตามไป พร้อมคณะจำนวนหลายคน ต้นโพธิ์อยู่ข้างหอพักหญิง
(ด้านติดกับป่า 100ไร่) หลวงพ่อนั่งพักแล้วก็พูดว่าพ่อปู่ (หลวงพ่อจะเรียกรุกขเทวดาและพระภูมิว่าพ่อปู่) ที่ต้นโพธิ์
บอกไปเกิดแล้วอยากบวช เกาะเด็กไปตั้งแต่งานเป่ายันต์เกราะเพชร แล้วมาหาหลวงพ่อ ภายหลังบอกอยากบวช หลวงพ่อบอกอนุญาตเลย
หลวงพ่อถามพ่อปู่ว่า แล้วทองที่ฝากไว้ (ทองคำที่โยมนำมาถวาย สำหรับหล่อพระ) จัดการเรียบร้อยแล้วหรือ? พ่อปู่บอก
เรียบร้อยแล้ว
หลวงพ่อเล่าว่า ทองคำหนักประมาณกว่า 10 กิโลกรัม ห่อเสร็จบอกฝากเทวดาไว้ อยู่ๆ ก็หายพรีบไปเลย
ท่านพูดว่า ก่อนงาน (งานเททองหล่อพระ) เทวดามาบอกว่า ทองเอาไว้ให้ตรงนั้นนะอยู่ตรงนั้นนะ
ในย่ามแดงนั้นก็มีทองคำด้วยนะ (ซึ่งปกติหลวงพ่อบอกว่าย่ามแดงใบนั้นไม่มีอะไร)
หลวงพ่อบอกว่า ของมีค่าต่างๆ ก็ให้เทวดามาช่วยเลือกแยกเป็นอย่างๆ โดยมากของมีค่านั้น จะฝากเทวดาให้ไปรักษาดูแลให้
5. การไปกราบพระ (พระสงฆ์) (3 เม.ย. 2529)
หลวงพ่อสอนไว้ว่า
วิธีพิจารณา การไปกราบพระ (พระสงฆ์) จะทดสอบดูว่าพระเป็นพระอริยะไหม? ให้ตั้งคำถามจากกรรมฐาน 4 หมวด คือ
ก. สุกขวิปัสสโก
ข. เตวิชโช
ค. ฉฬภิญโญ
ง. ปฏิสัมภิทัปปัตโต
ถ้าตั้งคำถามแล้ว คัดค้านหมวดใดหมวดหนึ่ง ถือว่าไม่ใช่ ถึงแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้ จะทำไม่ได้ แต่ต้องไม่คัดค้านคำสอนของพระพุทธเจ้า
สุกขวิปัสสโก ท่านเชื่อหมดทุกอย่าง ท่านไม่คัดค้านแม้แต่ข้อเดียว
วิธีถาม กรรมฐาน 4 หมวด ถ้าค้านหมวดใดถือว่าคัดค้านคำสอน
อย่างเช่น พระจักขุบาล ท่านเป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสโก ท่านไม่คัดค้านคำสอน
คำว่านิพพานนั้น ว่างจากกิเลส 3 หมวด คือ โลภะ โทสะ โมหะ (สูญจากกิเลส 3 อย่าง)
หรือว่า ... จะถามพระสงฆ์ ทดสอบดูท่านเป็นพระอริยะหรือไม่
ให้ถามว่า การปฏิบัติ (นั่งสมาธิ) เห็นผี เทวดา สวรรค์ นรก นิพพาน มีจริงไหม? ผิดไหม?
ถ้าคิดค้าน หรือบอกผิด ก็เสร็จ ถือว่าคัดค้านคำสอน
หรือถามว่า ... นั่งเห็นภาพไม่ใช่นิมิต ... แต่เป็นภาพทิพยจักขุญาณใช้ได้ไหม?
ถ้าบอกว่าใช้ไม่ได้ ... ไม่ได้ ถือว่าคัดค้านคำสอน
การคัดค้านคำสอน พระพุทธเจ้าท่านไม่ถือว่าเป็นสาวกของท่าน
ไปหาพระ ถ้าพระถูกถามเรื่องสวรรค์ นิพพาน
ถ้าท่านตอบว่า อันนี้ไม่เข้าใจ อย่างนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าคัดค้านคำสอน ... ไม่เป็นเรื่อง
พระเทศน์ให้คนเป็น มิจฉาทิฏฐิ หนักมาก อเวจี ถ้าสอนตนเองเป็นมิจฉาทิฏฐิไม่เป็นไร
พระโพธิ์สัตว์ ... ต้องไล่ 40 หมวด ทุกชาติ
แต่ถ้าบารมียังอ่อน ... ยังไม่ครบ 40 หมวด
พวก 40 หมวดครบ ... ท่านไม่คัดค้าน
ถ้าบารมีเต็มเข้าปรมัติ ... รู้ 40 หมวด
ถ้าสายพระอาจารย์มั่นจริงๆ ท่านสัมผัสกับผี เทวดา มาก
พระอรหันต์ ... พิจารณาโลกนี้ไม่มีอะไรดี ร่างกายไม่มีอะไรดี ท่านยอมรับกฎแห่งกรรม ถ้ายังกลัวตายแสดงว่า ยังเสียดายกิเลส
ถ้าไปถามพระ จะทดสอบว่าเป็นพระอริยะไหม?
ถ้าไปไล่กรรมฐาน 4 อย่าง เดี๋ยวจะหาว่าไปไล่ภูมิ
เอาแค่ถามว่า ... สวรรค์ นรก นิพพาน เห็นด้วยทิพยจักขุได้ไหม?
พระอริยะ ถ้อยคำหนึ่งของพระพุทธศาสนาจะไม่คัดค้านเลย ไม่สงสัยคำสอน ไม่สงสัยพระรัตนตรัย
ทั้งนี้เพราะอะไร ... เพราะท่านถึงแล้ว แค่นี้ก็เหลือแหล่
สุกขวิปัสสโก ... จิตไม่ปฏิเสธเลย จิตท่านไม่มีทิพยจักขุญาณเลย แต่ท่านเชื่อหมด
ฟังแล้วพยายามให้รู้เลย คนคัดค้านคำสอนของพระพุทธเจ้า สมเด็จพระบรมครูไม่ถือว่าเป็นพระของท่าน คัดค้านสวรรค์ นรก นิพพาน ... ผิด
เวลาว่างนิดหนึ่ง ก็ไปหาพระพุทธเจ้า จิตบริสุทธิ์กว่า
พวกเดินผิดทาง คนอยากลงอเวจี เขาอยากโง่ของเขาเอง
ถ้าเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ[/color] ถ้าเทศน์อริยสัจ 4 ข้อก็แย่แล้ว แค่ 2 ข้อก็ถือว่ามากแล้ว รู้ทุกข์เสียอย่างเดียวก็หมดเรื่อง
รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ แล้วใครจะไปทุกข์อีก ที่เราติดอยู่เพราะเราไม่รู้
พระอรหันต์นิพพานแล้ว ที่บางองค์กระดูกไม่เป็นพระธาตุ เพราะท่านไม่ได้อธิษฐานให้เป็นพระธาตุ ถ้าก่อนตาย ไม่อธิษฐานกระดูกเป็นพระธาตุ..ก็ไม่เป็น
ถ้าอธิษฐานเป็นสียังไง เป็นท่อนยังไง บางองค์อธิษฐานเป็นสีแดง สีมรกต
ทำอย่างไรจึงรู้ว่าเป็นพระโสดาบัน?
1. ขีดตั้งแต่เท้าถึงโคนขา (ระบายสี) ถ้าขาไม่เหยียบมดด้วยเจตนาให้ตาย เป็นโสดาบันขั้นต้น
2. ถ้าเท้าขึ้นมาแค่คอ มือไม่ทำร้ายใคร เป็นโสดาบันขั้นกลาง
3. ถ้าป้ายหัวขึ้นไปอีก ปากไม่ด่าใคร ตาไม่มองของใคร เป็นพระโสดาบันขั้นสูงสุด โสดาบัน มี 3 ขั้น
ก. เอกพิชี
ข. โกลังโกละ
ค. สัตตขัตตุง
พระโสดาบัน นาเริ่มดี นาลุ่มตายหมด
คนที่ยังหาอยู่ ... จะยังไม่รู้สึกว่ารวย คนรวยคือ คนรู้จักพอ คนเริ่มรวยเมื่อเป็นพระโสดาบัน
สาวก ไม่แนะนำ รับไม่ได้ (สาวกแปลว่าผู้รับฟัง) เพราะอกุศลบังหน้าอยู่ พอถึงวาระก็ได้เอง
การฟังธรรม อันดับแรกศีล 5 ต้องครบ ถ้าศีล 5 ไม่ครบ การฟังธรรมไม่มีผล
กำลังที่เราจะบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา ก็มีอารมณ์เดียวกันนั่นแหละ ที่ท่านเรียกว่า สักกายทิฏฐิ คือให้ตัดความห่วงใยในร่างกายเสีย
ถือว่าร่างกายนี่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา
พระที่เข้าถึงอารมณ์ มักจะพูดตรงไปตรงมา ไม่อ้อมไปไหน?
คนพูดตรงไปตรงมา ไม่มีมายา
คนพูดเป๋ไปเป๋มา เป็นคนมีมายา
พระอรหันต์ แสดงความโง่ยิ่งกว่าคนธรรมดา รู้แล้วแกล้งไม่รู้
6. เกิดมาทำไม (28 ก.ค. 2532, 8 ก.ย. 2532)
หลวงพ่อ
เกิดมาทำไม? เกิดมาเพื่อพิสูจน์ทุกข์ (พิสูจน์ความเป็นจริง) นานเสียด้วย
เกิดเป็นหนุ่มเป็นสาว เพื่อพิสูจน์ความเป็นหนุ่มเป็นสาว
พอแก่ พิสูจน์ความแก่
พอตาย พิสูจน์ความตาย
หลวงพ่อถามข้าพเจ้าว่า แป๊ะ แกทุกข์ไหม?
ตอบว่า ทุกข์ครับ
ท่านก็ถามซ้ำอีกว่า ทุกข์ไหม?
ก็ตอบอีกว่า ทุกข์ครับ
หลวงพ่อจึงพูดว่า ทุกข์แล้ว ทำไมไม่ตายไปเสียเลย จะอยู่ทำไมอีกเล่า?
จึงไม่ตอบ ได้แต่ยิ้ม
หลวงพ่อจึงพูดเสริมต่อไปว่า แกตอบไม่เป็น
ควรตอบว่า อยู่เพื่อศึกษาให้รู้ตลอดถึงความทุกข์ เพราะยังรู้ทุกข์ไม่หมด
ถ้าเห็นทุกข์ ก็หมดทุกข์ อริยสัจเรียนแค่ทุกข์ตัวเดียว
ที่เราไม่หมดทุกข์ เพราะเรามองไม่เห็นทุกข์ เห็นแสงไฟสว่างก็นึกว่าเห็นแสงทอง วิ่งเข้าไปหาไฟไหม้เลย ใช่ไหม?
จำไว้ว่ายังมีร่างกายอยู่ มีทุกข์ตลอดไป ทุกข์จริงๆ เพราะมีร่างกาย ถ้าตัดร่างกายได้จริงๆ เมื่อไร ก็หมดทุกข์เมื่อนั้น ต้องกิน, ถ่าย, สารพัดทุกข์
หลวงพ่อบอกว่า การปฏิบัติ เลือกสังโยชน์เลยดีกว่า และยึดบารมี 10 ไปเลย ตีตั๋วชั้นสูงไปเลย
สมาบัติ 8 แค่พรหม มันชั้นประถม
สมาบัติ 8 เขาเตรียมตัว เพื่อตัดสังโยชน์
เราชั้นมัธยม จะไปเรียนชั้นประถมใหม่ทำไม?
ต้องการหนีทุกข์ ต้องตัดสังโยชน์ 3 ให้ได้
พระตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป ท่านไม่ทำความชั่ว สีลพพตปรามาส รักษาศีลตรงไปตรงมา
หนีความเกิด คือ ไม่ยึดถืออะไรเลย
พระพุทธองค์ทรงตรัส ทุกสิ่งในโลกเลิก เลิกคบ ไม่ต้องการมันอีก ถ้าเราใช้คำว่าต้องการมันอีกเพียงข้อเดียว นั่นก็คือว่า ความเกิด
เรื่องทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ข้าพเจ้า ได้ยินมาจากหลวงพ่อ ที่ท่านได้เมตตาอบรมสั่งสอนไว้ จึงได้นำมาลงไว้ ณ ที่นี้
กระผม ขออนุโมทนาคุณความดี และมหากุศล ที่หลวงพ่อได้บำเพ็ญมาแล้วทั้งหมด 16 อสงไขย กับกำไรแสนกัป จนกระทั่งบัดนี้
ธรรมใดที่หลวงพ่อบรรลุแล้ว กระผมขอบรรลุธรรมนั้น ในชาติปัจจุบันนี้โดยฉับพลันด้วยเถิด
ด้วยมหากุศล และผลบุญที่หลวงพ่อได้บำเพ็ญมาช้านาน สิ้นกาล 16 อสงไขย กับกำไรแสนกัป มาถึงปัจจุบันนี้นั้น
ข้าพระพุทธเจ้า ขออาราธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์
พระธรรมทั้งหลาย ตลอดจนพระอริยสงฆ์ทั้งปวง ท่านปู่พระอินทร์ ท่านย่า ท่านแม่ศรี ท้าวมหาราชทั้งสี่ พรหมทั้งหมด เทวดาทั้งปวง พระภูมิเจ้าที่
และเทวดาที่ปกปักรักษาพื้นที่ทั้งหมด
ขอโปรดสงเคราะห์และอภิบาล รักษา คุ้มครองขันธ์ 5 ของหลวงพ่อ ให้บรรเทาเวทนาให้น้อยลงกว่าเดิม เท่าที่ไม่ฝืนกฎของกรรมจนเกินไป
เพื่อขยายกาลเวลาในการสืบทอดอายุพระศาสนา เป็นประโยชน์ต่อมหาชน ให้ยิ่งยาวนานออกไปออกไปอีกด้วยเถิด
กาลใดตั้งแต่อดีตชาติทุกๆ ชาติมาจนถึงปัจจุบันนี้ที่กระผมได้เคยล่วงเกิน และประมาทพลาดพลั้งต่อองค์หลวงพ่อ เป็นการใช้หลวงพ่อในหลายวาระก็ดี
(ตอนนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศก็เคยล่วงเกิน พลาดพลั้งไปหลายครั้งก็มี)
หรือกระทำในสิ่งไม่สมควรทั้งปวงก็ดี กระทำด้วย กาย วาจา ใจ ก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลังก็ดี ด้วยเจตนาก็ดี หรือไม่เจตนาก็ดี
ขอองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ตลอดจนหลวงพ่อ ได้โปรดอดโทษให้ข้าพระพุทธเจ้า
ตั้งแต่บัดนี้จนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพานด้วยเถิด..!
◄ll กลับสู่ด้านบน
puy - 21/7/10 at 15:20
2
พระสมุห์บัญชา สุขปัญโญ
"หลวงพ่อ..เป็นหมอรักษาใจ"

........ก่อนอื่น ต้องขอบอกถึง
อานุภาพของมีดหมอและน้ำมันชาตรี ที่สามารถรักษาโรคภัยต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้าพเจ้าได้ประสบมากับตัวเอง และหลายๆ
ท่านที่ได้นำของสองสิ่งนี้ไปใช้ ก็ได้ประจักษ์ถึงความศักดิ์สิทธิ์แก่ตัวเองมาแล้ว
อานุภาพมีดหมอชาตรี
เมื่อ 31 สิงหาคม 2534 ข้าพเจ้าเกิดมีอาการป่วยกะทันหันโดยไม่รู้สาเหตุ เริ่มจุกเสียดบริเวณต่ำกว่าลิ้นปี่ลงมานิดหน่อย ตอนแรกเริ่มก็ยังไม่มาก
ต่อมาอาการได้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน จนถึงวันที่ 23 ก.ย. 2534 เป็นมากจนหายใจขัด หายใจยาวก็ไม่ได้จะเสียวแปล๊บอย่างหมับขึ้นมาทันที
แม้แต่การจะไอ พออ้าปากจะไอก็เสียวแปล๊บ สะดุ้งสุดตัวไอไม่ได้ จะหาวก็หาวไม่ได้ ลองเอามือแตะที่บริเวณที่เป็น จะปวดมากแทบทนไม่ได้
การเคลื่อนไหวลำตัวลำบากมาก ต้องทนเอา ตอนบ่ายของวันที่ 2 ก.ย. 34 จึงได้โทรศัพท์ไปถามอี๊ด พยาบาลที่ฉีดยาและให้น้ำเกลือหลวงพ่อประจำ
ที่โรงพยาบาลแม่และเด็กเพื่อให้เขาหาทางแก้ไข
แต่อี๊ดก็ไม่สามารถวินิจฉัยอาการได้ และก็บังเอิญหมอที่โรงพยาบาลก็ไม่อยู่ทั้งสองคนพอดี ก็ไม่รู้จะปรึกษาใครแล้ว
พอตกค่ำจึงเอามีดหมอชาตรีที่หลวงพ่อทำพิธีไว้เมื่อ 26 ก.ค. 2534 เอามารักษาตัวเองดู ตอนก่อนเข้านอนสวดมนต์ไหว้พระแล้ว ก็เอามีดหมอมาอาราธนาบารมีพระ
ตามแบบการใช้ที่หลวงพ่อให้ไว้ โดยนึกถึงภาพพระตลอด เสร็จแล้วก็เอามีดหมอมาทำท่าสับเบาๆ ลงบริเวณที่ปวดและจุกเสียด
ขณะทำการสับก็ภาวนาว่า ทุกขา ทุกขัง ปฏิฐิตัง สัปติจฉามี พร้อมกับนึกขอบารมีและภาพพระไปตลอด ทำอยู่สามรอบ จึงเข้านอน
ตอนนี้ยังปวดมาก ขยับตัวแทบไม่ได้ แต่ก็ภาวนา ทุกขา ทุกขัง ปฏิฐิตัง สัมปติจฉามิ จนหลับไป
พอตื่นขึ้นเช้าอาการปวดและจุกเสียดลดลงไปมาก แต่ก็ยังไม่หายทีเดียว
จึงใช้มีดหมอทำอีกครั้งหนึ่ง ทำอยู่สองวันทั้งตอนค่ำและเช้ามืด อาการปวดและจุกเสียดที่ช่องท้อง ก็หายเกือบเป็นปกติแทบไม่เหลืออาการให้เห็นแล้ว
ถ้าไม่ใช่มีดหมอของหลวงพ่อมารักษาตัวเองก็คงแย่เหมือนกันเพราะอาการจุกเสียดมันมากขึ้นทุกที
อานุภาพน้ำมันชาตรี
เมื่อ 21 ก.ย. 2534 เวลาประมาณ 20.00 น. เห็นจะได้ หลังจากที่ฝนตกในตอนหัวค่ำแล้ว ก็มีน้ำขังบริเวณหน้าห้องนอน จึงได้ไปหาไม้กวาดทางมะพร้าวมา
เพื่อกวาดน้ำออกจากหน้าห้อง ก็เลือกได้ไม้กวาดอันหนึ่ง ซึ่งด้ามทำด้วยไม้รวกขนาดพอเหมาะกับมือ แต่ก็ไม่ทันได้ดูว่า
มีตัวแมลงภู่ขนาดใหญ่ได้เจาะรูอาศัยอยู่ในด้ามไม้กวาดนั้น
จึงกำด้ามไม้กวาดเต็มมือตรงรูแมลงภู่พอดี จึงถูกแมลงภู่ต่อยเข้าที่มือเต็มที่เลย สักครู่ก็มีอาการขัดๆ ที่นิ้วชี้และมือเริ่มบวมขึ้นมา จึงได้เอาน้ำมันชาตรีมาอาราธนาตามวิธีใช้ที่มีบอกไว้ ทั้งกินแล้วก็ทาที่มือซึ่งบวมขึ้นมา สักครู่อาการขัดที่นิ้วมือก็คลายตัว
อาการบวมก็ยุบลงเกือบเป็นปกติ ถ้าไม่ใช้น้ำมันชาตรีมาทา มือคงจะบวมและปวดมากจนหยิบจับอะไรไม่ได้แน่
ทั้งหมดที่ทุกท่านได้อ่านมานี้ เป็นอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าพเจ้าและหลายท่านได้ประสบมาแล้วด้วยตัวเอง
ดังที่ได้บอกข้างต้นแล้ว แต่ทั้งมีดหมอและน้ำมันชาตรี ไม่สามารถรักษาอาการป่วยของหลวงพ่อให้หายขาดได้
ทั้งที่หลวงพ่อท่านก็ฉันน้ำมันชาตรีอยู่เป็นประจำ ก็เป็นเพียงช่วยให้ทุเลาขึ้นเท่านั้น เพราะอาการป่วยของหลวงพ่อมีมากเหลือเกิน
เกินกว่าที่เราท่านทั้งหลายจะเข้าใจได้
เรียกว่าป่วยเป็นประจำทุกวัน หนักบ้าง เบาบ้าง บางครั้งแทบลุกเดินมารับแขกไม่ไหว ที่วัดเดี๋ยวนี้หลวงพ่อเดินไปไหน ก็ต้องมีคนคอยประคองตลอดเวลา
เพราะการเดินชักจะก้าวขาไม่สะดวก จะล้มง่ายๆ เดี๋ยวนี้การรับแขก เมื่อหลวงพ่อขึ้นบันไดมาถึงที่นั่งรับแขก ต้องนั่งหอบหายใจแรงๆ อยู่เป็นเวลานาน
พูดไม่ค่อยทันเพราะหายใจไม่สะดวก
การแจกพระเพื่อเป็นของที่ระลึก แก่ผู้ที่มาถวายสังฆทานตอนนี้ทำไม่ไหวแล้ว ต้องมีคนคอยแจกแทน พรมน้ำมนต์ก็ไม่ไหว ก็ได้แต่สวดมนต์ให้มีผู้ไปพรมแทน
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2534 ขณะที่หลวงพ่อเดินขึ้นมารับแขก เมื่อถึงเก้าอี้ก็นั่งหอบอยู่พักใหญ่ เพราะอาการเหนื่อยง่าย สักครู่ก็เกิดอาการไอ
ไออย่างมากคล้ายมีอะไรไประคายคอและปิดหลอดลม
ไออยู่พักหนึ่งก็มีก้อนเสมหะกระเด็นหลุดออกมา ติดที่จีวรหลวงพ่อ มีลักษณะเป็นก้อนแข็งเหนียวมาก สีขาวคล้ายแป้งเปียกข้น
จ่าตุ๋ยทหารที่ยืนคอยช่วยรับสังฆทานอยู่ข้างๆ เอากระดาษทิชชูมาเช็ดยังไม่ค่อยออกเลย เหนียวมาก ดึงยืดได้เหมือนยางเลย ซึ่งเหนียวผิดปกติ หลวงพ่อบอกว่า ถ้าไม่หลุดออกมามันจะปิดหลอดลม หายใจไม่ออก
ร่างกายของหลวงพ่อตอนนี้แย่มาก ไม่มีแรง ต้องให้น้ำเกลือเป็นประจำ พอให้น้ำเกลือ ก็เกิดอาการบวมขึ้นมาอีก บวมทั้งตัวเดินไม่ค่อยไหว ต้องฉีดยาขับน้ำ
พอเอาน้ำออกร่างกายก็แห้ง ตัวแข็ง ก้าวขาไม่สะดวกเพราะไขข้อแห้ง อาการป่วยของหลวงพ่อมีเป็นประจำทุกวันแบบนี้ ต้องมีแพทย์ที่เก่งและชำนาญในการรักษา
ที่เห็นตัวอยู่ประมาณ 10 คน
และหมอที่มองไม่เห็นตัว มาคอยดูแลและแก้ไขอาการป่วยของหลวงพ่อ อย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะป่วยขนาดนี้ หลวงพ่อก็ยังมีเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้
ยังลงรับแขกตามปกติ ซึ่งหลวงพ่อต้องทนและใช้ขันติบารมีอย่างสูงสุด ในการอดกลั้นต่อเวทนาทางร่างกาย ซึ่งคนที่มาหาจะไม่มีใครรู้เลยว่า หลวงพ่อป่วย
และป่วยมากขนาดไหน
กลับมาเกณฑ์ให้หลวงพ่อ เป็นหมอรักษาอาการป่วยของตัวเอง ซึ่งเป็นการให้ท่านเมตตาผิดหน้าที่ เพราะหลวงพ่อไม่ใช่หมอรักษาโรคทางกาย
เพราะตัวหลวงพ่อเองก็ป่วยและต้องมีแพทย์ที่เห็นตัว 10 กว่าคน และหมอที่ไม่เห็นตัวอีก ต้องคอยดูและอยู่เป็นปกติเนื่องจากหลวงพ่อเหนื่อยง่าย
เดี๋ยวนี้เวลามารับแขกต้องให้รถจอดที่บันไดหน้าตึก ลงจากรถแล้วนั่งเก้าอี้ ให้ทหารช่วยยกเก้าอี้ขึ้นบันไดมา แล้วนั่งรถเข็นต่อไปเข้าที่รับแขก
เริ่มใช้รถเข็นมารับแขกเมื่อ 16 มกราคม 2535 ขอย้ำอีกครั้งว่า โรคทางกาย อย่าขอให้หลวงพ่อรักษาเลย
เพราะร่างกายของหลวงพ่อเองก็แทบทรงตัวไม่ไหวอยู่แล้ว และก็ไม่รู้ว่าร่างกายของท่านจะทรงตัวอยู่กับพวกเราได้อีกนานเท่าไร
หน้าที่ที่หลวงพ่อทำอยู่เป็นปกติ คือ รักษาโรคทางใจ ถ้าผู้ใด ใจเป็นโรคถูกกิเลสเข้าครอบงำ จนเกิดความเศร้าหมอง คับแค้น ขัดข้องไม่สบายใจ
เมื่อได้เข้ามาพูดคุยและซักถามข้อข้องใจกับหลวงพ่อแล้ว จะเกิดความสบายใจกลับไป โดยหลวงพ่อจะใช้ธรรมโอสถในการรักษา ช่วยขจัดกองกิเลสต่างๆ ให้ลดน้อยเบาลงไป
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นผู้ที่มาให้หลวงพ่อรักษา ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด จึงจะเห็นผลได้ในเวลาอันไม่นานนัก
ธรรมโอสถของหลวงพ่อมีอยู่มากมายหลายแบบ ไม่น้อยกว่า 40 แบบ แต่ตอนนี้หลวงพ่อเน้นอยู่ 2 แบบที่รักษาแล้วเข้าตรงจุด และได้ผลรวดเร็วดีคือบารมี 10 และสังโยชน์
10
ถ้าผู้ใดรับคำแนะนำและปฏิบัติได้อย่างจริงจังแล้ว กองกิเลสที่ครอบงำจิตใจอยู่ จะค่อยๆ ลดน้อยเบาบางลง จิตใจจะสดชื่นแจ่มใสขึ้นเป็นลำดับ
ถ้าปฏิบัติได้ชั้นต้น ความเข้มข้นของใจยังไม่มากนัก คือทำตามละสังโยชน์ได้สามข้อแรก อย่างหยาบก็เป็นพระโสดาบัน อย่างละเอียดก็เป็นพระสกิทาคามี
ถ้าใจมีความเข้มแข็งคลายจากกองกิเลสมากขึ้น ตัดสังโยชน์เพิ่มขึ้นอีกสองข้อเป็นห้าข้อ ก็เป็นพระอนาคามี ความสุขและความแจ่มใสของใจจะมีมากขึ้น
และถ้าใจมีความเข้มแข็งถึงที่สุด ไม่หยุดแค่อนาคามี ตัดสังโยชน์ต่ออีกห้าข้อจนหมดครบสิบ ก็จะได้เป็นพระอรหันต์หมดโรคทางใจทั้งสิ้น
โรคจากกิเลสไม่มีโอกาสได้เข้าครอบคลุมใจได้อีกเลย
ถ้าเป็นฆราวาส เมื่อกิเลสสิ้นไปเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็จะตายไปนิพพานภายในวันนั้น แต่ถ้าเป็นพระยังไม่ตาย และถ้ายังมีร่างกายอยู่เพียงใด
โรคทางร่างกายก็ต้องเล่นงานได้อยู่ ต้องป่วยเป็นโน่นเป็นนี่อยู่ เนื่องจากกฎของกรรม แต่ใจของพระอรหันต์ท่านสบาย ดูหลวงพ่อเป็นแบบอย่าง มีดหมอชาตรี น้ำมันชาตรี ใครเอาไปใช้ได้ผลทุกราย แต่กับหลวงพ่อให้ผลได้น้อยเต็มที
ฉะนั้น ท่านที่มาหาหลวงพ่อ กรุณามาเอาธรรมโอสถจากหลวงพ่อเพียงอย่างเดียวเถิด เพราะงานรักษาทางใจที่หลวงพ่อถนัดมาก และการได้คุยธรรม
ยังจะทำให้หลวงพ่อมีความสดชื่น และเพลิดเพลินไปกับธรรมด้วย เคยได้ยินหลวงพ่อพูดว่า การคุยธรรมทำให้ใจสบายเพลิดเพลินและคุยเท่าไรก็ไม่เหนื่อย เหมือนเป็นการยืดเวลา
ให้หลวงพ่อได้อยู่เป็นร่มโพธิ์แก้วให้กับพวกเราได้อีกนาน.
◄ll กลับสู่สารบัญ
puy - 2/8/10 at 10:28
3
(update 2-08-2553)
ความเมตตาจากหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
พระทองเทศ ฐิตสุวัณโณ

.......แต่ยังหนุ่ม
ผมเข้ารับราชการเป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนอำเภอชานุมาน จังหวัดอุบลราชธานีอยู่หลายปี ต่อมาทางราชการย้ายผมเข้ามารับราชการเป็นสารวัตรศึกษา
อยู่ที่อำเภอชานุมานนาน อายุแก่แล้ว เกษียณออกมา ปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดชานุมานได้หลายปี
.......แต่ไม่ได้อะไรเป็นที่ยึดถือ นอกจากคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ อยู่มาได้ไปเห็นหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน
จึงยืมเขามาอ่าน เมื่ออ่านไปมา แต่ยังไม่จบเห็นว่าเราปฏิบัติอยู่อย่างนี้ไม่มีผล เสียเปล่าๆ ไม่มีระเบียบ ไม่ถูกต้องตามพระวินัย
ทั้งไม่มีอาจารย์ที่จะแนะนำให้ถูกทางตามพระวินัย เราปฏิบัติเสียเวลาเปล่าไม่มีผลอะไร
.......เมื่ออ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปานจึงรู้ อีกทั้งเราก็ชอบระเบียบวินัยอยู่แล้ว จึงได้รีบไปชักชวนผู้ต้องการจะบวช ไปชวนได้คนหนึ่ง
เขาบอกว่าไม่มีเงินเดินทาง ผมรับรองอาสาจะออกให้ก่อน เมื่อหาได้แล้วจึงชดใช้กัน เขารับปากแล้ว ก็จัดแจงพากันมา มาถึงวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี
เมื่อเดินเข้ามาในวัดท่าซุงจึงได้ถามพระที่ในวัด พระท่านบอกว่าหลวงพ่อพระมหาวีระ (เดี๋ยวนี้ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชพรหมยานแล้ว)
ท่านอยู่ในศาลาพระพินิจ พวกผมเดินเข้าไปแล้วคิดดูว่าใช่แล้ว จึงเดินเข้าไปหาท่าน กราบเสร็จแล้ว
ท่านถามเองว่า โยมมาธุระอะไร
จึงได้ตอบท่านว่า พวกเกล้ากระผมอยากจะมาขออุปสมบทอยู่กับหลวงพ่อ ขอพระเดชพระคุณหลวงพ่อจงรับพวกกระผมไว้ด้วยเถิด
ท่านตอบว่า เออ..มานะๆ
ท่านไม่ได้พูดอะไรมากพูดแต่ว่า เดือนพฤษภา...มานะ เท่านั้นเอง
ผมกับพวกก็ลากลับ จึงได้เอาปัจจัยถวายท่านแล้วก็กราบลากลับ
ท่านยังพูดอีกว่าพฤษภา..มานะ
เลยตอบท่านว่า ครับผม
พอถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2521 ก็พากันมา ถึงแล้วเข้าไปกราบท่าน
ท่านพูดว่า หาวันบวชให้แล้ว ตรงกับวันเพ็ญ เดือนพฤษภาคม 2521
พอมาถึงได้ถามพระในวัดว่า พระองค์ไหนเป็นพระผู้สวดนาค ท่านบอกว่าพระอาจารย์นาเป็นผู้สวด เลยพากันไปหาท่านที่กุฏิที่ท่านอยู่ เอาปัจจัยให้ท่านคนละพันบาท
ขอให้ท่านจัดการให้ทุกอย่าง ทั้งอุปัชฌาย์และอื่นๆ อีก พวกผมไม่รู้จะทำอะไรบ้าง ท่านจึงสอนให้ขานนาค พอถึงวันเพ็ญ เดือนพฤษภาคม 2521 ก็ลงโบสถ์ ทำการบวช
พอบวชได้ 2 3 วัน พระแก่ที่อยู่เวรหน้าศาลานวราชที่หลวงพ่อรับแขกเวลากลางวันให้มาอยู่ผลัดเปลี่ยนกัน พออยู่ไปประมาณ 3 4 ครั้ง หลวงพ่อท่านรู้
ท่านไม่ให้อยู่ ผมก็ไปทำเวรครัว ทำไปในราว 3 4 ครั้งเหมือนกัน หลวงพ่อรู้ท่านก็ไม่ให้ทำอีก ผมปฏิบัติตามที่หลวงพ่อสอนเรื่อยมา
วันหนึ่งผมป่วยหนักไปโรงพยาบาลสลบไสล พระที่วัดไปบริจาคเลือดให้ ผมมองไป เห็นพระพุทธองค์เสด็จมา ก็ยกมือไหว้พระองค์
ผมมีความชื่นใจมาก ตอนนั้นนึกว่าคงจะตายแน่แล้ว ปรากฏว่า ฟื้นขึ้นมายังไม่ตาย และอยู่มาจนถึงทุกวันนี้อายุ 99 ปีแล้ว ไหนๆ ผมจะตายอยู่แล้ว
ผมขอยืนยันว่าคำสอนหลวงพ่อนั้น จริงทุกอย่าง นรก สวรรค์ พรหม นิพพาน มีจริง เราสามารถพบพระพุทธเจ้าได้จริง
และหลวงพ่อมีพระคุณต่อผมมาก
ขออาราธนา คุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองป้องกันภัย และดลบันดาลให้หลวงพ่อ (พระราชพรหมยาน) จงมีอายุยืนนาน เป็นร่มโพธิ์แก้วของลูกๆ
หลานๆ เหลนๆ สิ้นกาลนานด้วยเถิด
◄ll กลับสู่สารบัญ
4
น่าอัศจรรย์ ฤาษีห้ามฝน
พระครูสุนทรกาญจนคุณ
(อดีตสามเณรแก่น)

........ปีนี้ (อดีตสามเณรแก่น) จัดงานใหญ่
หล่อพระประธาน วางศิลาฤกษ์โบสถ์ ทอดกฐิน (26 ต.ค. 34) ก่อนหน้างานประมาณ 1 สัปดาห์ ฝนกระหน่ำตกทั่วทุกทิศทางของเมืองไทย เนื่องด้วย "เณรแก่น"
ยังไม่เคยจัดงานใหญ่ๆ อย่างนี้มาก่อน จึงมีความเกรงกลัวไปต่างๆ นานา
........มีอยู่คืนวันหนึ่ง หลวงพ่อฤาษีไปปรากฏให้เห็น ด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใส จึงได้ปรึกษาต่อคุณโยมนิภา คงสุข
ซึ่งขณะนั้นกำลังเผยแพร่สัจธรรมอยู่ ณ วัดราษฎร์ประชุมชนาราม (ท่ามะขาม) และได้แนะนำให้มากราบเรียน ขอความอนุเคราะห์ต่อพระเดชพระคุณท่าน
งานของเราไม่ติดรายการประจำวันของท่าน
อย่างไรก็ตามหากจะกราบเรียนให้ท่านทราบ และขอพรจากท่านก็คงจะได้ ตามหลักของมโนมยิทธิ ดังนั้น
จึงได้เขียนเป็นหนังสือขอพรมาตามสำเนาหนังสือ ซึ่งได้แนบมาแล้วนั้น
สิ่งที่เณรแก่นได้รับ ท้ายสำเนาหนังสือ หลวงพ่อได้พยายามตอบให้ทราบขึ้นต้น ลงท้าย ด้วยความรัก นับถือ และรับรองด้วย "พระราชพรหมยาน"
เณรแก่นรู้สึกดีใจอย่างล้นเหลือ ไม่กลัวฟ้า ฝน และทุกอย่าง พรุ่งนี้ถึงวันงาน วันนี้ฝนยังจะเทลงมาจากท้องฟ้าเหมือนเขื่อนพัง
สภาพการณ์เช่นนี้เป็นทั่วไปทุกแห่งหน
เณรแก่นไม่แน่ใจ จึงให้ทายกจุดธูปบอก "ฤาษี" อีกครั้ง ห้ามฝน..ให้ทีเถอะ แล้วจะถวายขนมบัวลอย 1 หม้อใหญ่ จริงๆ ด้วยพอรุ่งสางเช้าวันที่ 26 ตุลาคม
2534 ฝนหยุดอย่างปลิดทิ้ง งานวันนั้นมีคนแห่มาทำบุญหล่อพระ ทอดกฐิน ช่วยสร้างโบสถ์ได้ครึ่งหลัง จะมุงกระเบื้องหลังคาเร็วๆ นี้ ส่วนครึ่งหลังสุดท้ายนั้น
เห็นจะต้องขอพรเป็นครั้งที่ 2 จึงจะสำเร็จ
หลังจากงานเสร็จ ทางวัดก็จัดการทำขนมบัวลอยแก้บน ขนม 1 หม้อ แถมให้อีก 1 หม้อใหญ่ เป็น 2 หม้อใหญ่ ไม่ทราบว่าเจ้าคุณหลวงพ่อรู้สึกอิ่ม หายหิวหรือเปล่า
ฝนหายไปตั้งแต่หลังงานเสร็จ ปลายเดือนตุลาคมมาแล้ว เพิ่งจะมาพรมลงเมื่อปลายธันวาคมนี้เอง
การประกอบกิจการอันใด ที่ต้องเสี่ยงเป็น เสี่ยงตาย ได้กำไร ขาดทุน นั้นเป็นเรื่องสำคัญ หากเกินความสามารถ บารมีไม่ถึง อาจล่มจมเอาง่ายๆ เณรแก่นในอดีต
ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดเขื่อนท่าทุ่งนาประชาสรรค์ (โป่งปัด) เคยอาศัยบารมีเจ้าคุณหลวงพ่อ ตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือกรุงเทพฯ
คนบ้านนอกเข้ากรุง..ไม่มีญาติ..!
แต่เดชะบุญ (เจ้าคุณ) พระมหาวีระ ถาวโร ให้ความอุปถัมภ์ เณรแก่นมีเพื่อนเป็นพระอยู่วัดดาวดึงษารามรูปหนึ่งชื่อ พระใบฎีกาบุญส่ง อรุณพันธ์
ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อพระมหาวีระ พักรักษาตัวอยู่กับท่าน กำลังรอลำดับเข้าโรงพยาบาล พระใบฎีกาบุญส่งนี้ ตัดซี่โครงจนนับครั้งและนับซี่ไม่ได้ ณ
โรงพยาบาลทหารเรือ ข้างวัดอรุณฯ พวกเราไปเยี่ยมทุกครั้ง ก็รู้สึกว่าไม่มีทางรอด แต่ท่านก็หายกลับมาอย่างประหลาด
งานมหากุศล 26 ต.ค. 34 เป็นผลสำเร็จรอดตลอดฝั่งก็ด้วยอำนาจพลังจิตและเมตตา ปรากฏแจ้งชัด จึงขอกราบขอบพระคุณ
มาเป็นอย่างยิ่ง
ที่ พิเศษ/2534
วัดเขื่อนท่าทุ่งนาประชาสรรค์ (โป่งปัด)
ต.ช่องสะเดา อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี 71000
8 ตุลาคม 2534
เรื่อง ขอพรหลวงพ่อฤาษี
กราบเรียน พระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน
ด้วยเกล้ากระผม พระครูสุนทรกาญจนคุณ (สามเณรแก่น) ได้กำหนดจัดงานหล่อพระประธาน วางศิลาฤกษ์ และทอดกฐินสามัคคี หาทุนสมทบสร้างอุโบสถที่ยังทำการสร้างอยู่
งานครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต เกรงจะมีอุปสรรค และจะไม่ตรงเป้าหมายดี ทราบว่า วันที่ 25 ตุลาคม ศกนี้นั้น พระเดชพระคุณไม่ติดรายการ เกล้าฯ จึงกราบขอพร
ช่วยสงเคราะห์ด้วย แล้วแต่จะกรุณา
กราบเรียนมาด้วยความเคารพ
(พระครูสุนทรกาญจนคุณ)
เจ้าอาวาส
ท่านพระครู ที่รัก
จดหมายของท่านลงวันที่ 8 ตุลาคม 2534 ผมได้รับแล้วเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ตามที่ท่านพระครูคิดว่า ผมว่างจากรายการนั้น เป็นความจริง
แต่มีรายการใหญ่ที่ไม่ว่างเป็นประจำวัน คือการป่วย เวลานี้ผมป่วยมาก จนเดินในวัดก็ไม่ไหว จึงไม่สามารถมาในงานตามที่ท่านพระครูนิมนต์มาได้
ขอได้รับความนับถือ
....................................
(พระราชพรหมยาน)
◄ll กลับสู่สารบัญ
puy - 9/8/10 at 10:09
5
(update 9-08-2553)
"การปรามาสพระรัตนตรัย..เป็นปัจจัยแห่งความทุกข์"
พระมหาสิงห์ วิสุทโธ

........ครั้งหนึ่งประมาณปี พ.ศ.2522 ณ บันไดพระวิหาร 2
ชั้น อันเป็นพระวิหารสำหรับเก็บองค์พระพุทธรูป ชั้นล่างเป็นที่เก็บรถ พระวิหารหลังนี้ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถ ของวัดท่าซุง
ข้าพเจ้าได้นั่งอยู่บนชั้นบันได ที่จะขึ้นไปสู่ชั้นบน มีสามเณรรูปหนึ่งได้มานั่งร่วมบันไดขั้นเดียวกันสนทนาอยู่กับข้าพเจ้า
........คืนวันนั้น ที่ห้องเจริญพระกรรมฐานศาลานวราชเก่า องค์หลวงพ่อได้พูดว่าสามเณรรูปใดตีตัวเสมอกับพระภิกษุสงฆ์
นั่งอาสนะเดียวกันกับพระภิกษุสงฆ์ ชื่อว่าไม่เคารพต่อพระรัตนตรัย ขาดไตรสรณาคมณ์ ขาดความเป็นสามเณรแล้ว ให้ทำพิธีบวชใหม่
.......มัคคนายก ที่มาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชาวบ้านในการบำเพ็ญกุศลก็เหมือนกัน ถ้าทำโดยสุจริตใจ ไม่เห็นสินจ้างรางวัล
ไม่ตีตัวเสมอพระหรือว่าโตกว่าพระ ก็มีบุญมาก มีกุศลมาก ตกนรกไม่เป็น (คือไม่ตกนรก) ตรงกันข้ามถ้าทำเพื่อเห็นแก่ลาภ หรือตีตัวเสมอกับพระ
หรือแสดงอำนาจใหญ่กว่าพระเณร แล้วก็เป็นปัจจัยแห่งนรก
การปรามาสพระรัตนตรัย เป็นกรรมใหญ่เป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ หลวงพ่อบอกว่าการทำบุญกับสัตว์เดรัจฉาน, กับคนทุศีล, กับคนมีศีล,
กับพระอริยเจ้า, มีบุญต่างกันขึ้นไปเป็นขั้นๆ ฉันใด
การทำบาปและการปรามาสต่อพระรัตนตรัย และพระอริยเจ้าก็มีบาปทวีคูณขึ้นไปเป็นลำดับๆ ฉันนั้นเหมือนกัน
คนที่ทำบาปปรามาสพระอนาคามีมรรคนั้นจะซวยมาก ขนาดที่ว่าองค์พระพุทธเจ้าทรงเสด็จอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ถึง 10 พระองค์
เขาก็ยังไม่มีโอกาสที่จะมาเกิดเป็นคนได้
ถ้าเป็นการปรามาส ต่อองค์พระอรหันต์ก็ดี องค์พระปัจเจกพระพุทธเจ้าก็ดี ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี บาปนั้นก็จะทวีมากขึ้นไปเป็นลำดับ
การปรามาสพระรัตนตรัยมีโทษมาก เป็นปัจจัยแห่งความทุกข์โดยแท้ องค์หลวงพ่อแนะนำให้ขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัยทุกๆ วัน
จึงจะเป็นการสมควร
คำว่าพระอริยเจ้า องค์หลวงพ่อบอกว่า ไม่ได้อยู่ที่เพศ วัย หรือเครื่องแต่งกายใดๆ แต่เป็นคุณธรรมที่บังเกิดในจิต ของคนแต่ละคน
ฉะนั้นเราไม่สมควรจะประมาท
ทุกวันนี้มักจะพบเห็นบ่อยๆ ที่คนบางคนจะเอาแต่ใจตนเอง เข้าวัดเข้าวาไปแล้วก็วางท่าโตกว่าพระสงฆ์องค์เณร เอาแต่ใจตัวเองจะเอาอย่างโน้นจะเอาอย่างนี้
ถึงกับข่มขู่พระเณรก็มี พระเณรบางท่านก็วางตัวไม่ถูกวางตัวเสมอฆราวาส นั่งอาสนะเดียวกัน กินด้วยกัน นอนด้วยกัน เล่นหมากฮอสหมากรุกด้วยกัน
ข้าพเจ้าจึงได้บันทึกคำสอนนี้ไว้ เพื่อจะได้เป็นคติเตือนใจพวกเราต่อไป
การไม่พิจารณาปัจจัย 4 ก่อนบริโภคจะเป็นปัจจัยแห่งนรก
ครั้งหนึ่งที่วัดท่าซุง คุณโยมพ่อของพระสมพรซึ่งเป็นพระช่าง ได้นำจีวรมาถวายให้ข้าพเจ้าชุดหนึ่ง จีวรชุดที่ข้าพเจ้าครองอยู่มันก็เก่ามาก
จึงคิดว่าจีวรชุดเก่านี้เราจะใช้เมื่อทำงานอยู่ในวัด ส่วนจีวรชุดใหม่ เราจะครองเมื่อรับกิจนิมนต์และออกนอกวัด
เมื่อถึงเวลาเจริญพระกรรมฐาน องค์หลวงพ่อท่านได้บอกว่า พระรูปใดบวชเข้ามาแล้วบริโภคปัจจัย 4 ไม่เป็น ไม่พิจารณาก่อนบริโภค
มีจีวรก็คิดเป็นชุดเป็นชุดเหมือนวิสัยฆราวาส ขณะนี้พระยายมราชท่านได้ขึ้นบัญชีไว้แล้ว ตายเมื่อใดจะได้ไปผิงไฟนะ เตรียมตัวไว้นะ
เราบวชเข้ามาแล้วเวลาจะนุ่งผ้าต้องพิจารณาว่า จะนุ่งเพื่อปกปิดความละอาย เพื่อป้องกันความร้อนความหนาว
เพื่อป้องกันแมลงสัตว์กัดต่อย อย่างนี้เป็นต้น ถึงจะถูก อย่าไปคิดเป็นชุดเป็นชุด เหมือนฆราวาส
เวลาจะฉันอาหาร ก็ให้พิจารณาเป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญา คิดว่าอาหารมีพื้นฐานมาจากสิ่งที่สกปรก ร่างกายของเราก็สกปรก เราจะไม่กินเพื่อความอ้วนพี
จะไม่กินเพื่อความผ่องใส เราจะไม่มัวเมา ติดในสีในกลิ่น ในรสของอาหาร เราจะกินเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้นอย่างนี้เป็นต้น
ให้คิดอย่างนี้ทุกครั้งก่อนที่จะฉันอาหาร
ถ้าไม่พิจารณาอย่างนี้ท่านพระยายมราชเอาแน่ ถ้าตายแล้วมีหวังไปเสวยความทุกข์อยู่ในนรก ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ก็ต้องพิจารณาทุกอย่างเหมือนกัน
การเป็นพระเป็นเณรจะประมาทไม่ได้ อย่าใช้คำว่าเผลอ ถ้าเผลอเมื่อไรก็แปลว่าเราจะต้องตกนรกเป็นแน่
ก็ขอฝาก บันทึกคำสอน ขององค์หลวงพ่อนี้เป็น ส.ค.ส. ปี 2535 นี้ แด่ท่านผู้อ่านทั้งหลายทุกท่านด้วย
พระคุณขององค์หลวงพ่อที่ได้แนะนำสั่งสอน ให้รู้สิ่งที่ผิดที่ถูก ไม่ให้ได้ผิดต่อไปนั้น เป็นพระคุณที่หาประมาณมิได้
ขอเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือหัวตลอดไป
ท้ายที่สุดนี้ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และพระปัจเจกพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เทพพรหมทั้งหลาย สิ่งศักดิ์สิธิ์ทั้งหลาย
ขอจงดลบันดาลให้องค์หลวงพ่อผู้มีพระคุณสูงสุด จงปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง จงมีแต่ความสุขความสมหวัง มีความคล่องตัวตลอด
ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานเทอญ
กรรมใดในไตรทวาร ที่เกล้ากระผมได้เคยประพฤติล่วงเกินมาแล้ว ต่อพระรัตนตรัยก็ดี ต่อองค์หลวงพ่อก็ดี ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี
เกล้ากระผมขอขมาอภัยในโทษกรรมต่างๆ ที่ได้ล่วงเกินไปนั้น ขอพระรัตนตรัย และองค์หลวงพ่อได้โปรด ให้อโหสิกรรมแก่เกล้ากระผม
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ สาธุ
◄ll กลับสู่สารบัญ
6
"ความประทับใจในองค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน"
พระทวี จันทโชติ

........เมื่อหลายปีผ่านมา ประมาณเดือนมีนาคม
หรือเมษายนของปี พ.ศ.2516 ตอนเวลาบ่ายโมงเศษ ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่มีโอกาสดี เช่นเดียวกับท่านทั้งหลาย ได้เข้ากราบนมัสการองค์หลวงพ่อ
ที่ศาลาหน้ากุฏิริมน้ำขององค์หลวงพ่อหลังเก่า ศาลาที่กล่าวถึงนี้มีรูปปั้นของหลวงปู่ศุข หลวงปู่ปาน และหลวงพ่อใหญ่ ประดิษฐานอยู่ถึงทุกวันนี้
ซึ่งเป็นที่เคารพบูชา ของสาธุชนทั่วไปเป็นอันมาก
.......ในบ่ายวันนั้นมีญาติโยมชาวบ้านมาคอยรอจะสรงน้ำ องค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน กันมากพอสมควร แต่ก่อนที่จะถึงเวลาสรงน้ำ
องค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระราชพรหมยานขึ้นธรรมาสน์เทศน์เรื่อง ความกตัญญู 1 กัณฑ์ เมื่อเทศน์จบแล้ว
ก็ถึงเวลาถวายการสรงน้ำกันต่อ
.......ข้าพเจ้าเห็นโอกาสอันสมควรจึงเข้าถวายน้ำสรง องค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อที่มือของท่าน และแถมสรงที่เท้าของท่าน
ด้วยความชื่นใจเป็นพิเศษอย่างยิ่งตามความรู้สึกเป็นอย่างนั้น อีกอย่างหนึ่ง น้ำที่ใช้สรงในวันนั้น เป็นน้ำมันจันทน์อย่างดีที่สุด
เพราะน้ำมันจันทน์ชนิดนี้มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ ถ้าติดเสื้อผ้าหรือติดวัตถุอะไรก็ตาม กลิ่นหอมจะติดอยู่นานหลายวัน เป็นอาทิตย์ๆ
ข้าพเจ้าได้น้ำมันจันทน์นี้มาถวายสรงพระบรมสารีริกธาตุ เป็นประจำเสมอมา ตั้งแต่ได้พระธาตุมาบูชาครั้งแรกเมื่อปี 2511 (และพระบรมสารีริกธาตุ มีขนาดใหญ่ขึ้นๆ
หรือจะเป็นด้วยเหตุอะไรอื่นก็ได้)
และต่อมาก็ได้โอกาสเดินทางขึ้นไปภาคเหนือ เพื่อกราบนมัสการและสรงน้ำ หลวงปู่อีกหลายองค์ตามที่ได้รับทราบจากองค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
แนะนำว่าเป็นพระสุปฏิปันโน เกือบครบทุกองค์ในขณะนั้น (มีเว้นอยู่ 2 องค์ หลวงปู่บุญทึม วัดจามเทวี กับหลวงปู่คำแสนใหญ่ วัดสวนดอก
วันที่ข้าพเจ้าไปถึงวัดสวนดอกวันนั้น พบว่าศพของหลวงปู่ตั้งอยู่บนเครื่องตั้ง ที่ศาลาการเปรียญของวัดแล้ว
เพราะโอกาสที่ข้าพเจ้าขึ้นภาคเหนือช้าไปไม่กี่วัน)
ต่อมาอีกไม่นานนัก ข้าพเจ้าก็มีโอกาสเข้ากราบนมัสการองค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ที่ศาลานวราช วัดท่าซุงอีกเป็นครั้งที่ 2
ครั้งนี้เป็นครั้งที่สำคัญที่สุดในชีวิต เพราะว่าในชีวิตนี้ผ่านมาถึงฝนที่ 59 ยังไม่เคยได้สัมผัสอย่างนี้จากไหนๆ มาก่อน
เมื่อกราบองค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน กราบครั้งที่ 1 กราบครั้งที่ 2 ขึ้นมาเท่านั้นเอง ตาของข้าพเจ้า ก็เหลือบขึ้นสบตาอย่างจัง
เข้ากับตาขององค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ซึ่งท่านคงส่งสายตารออยู่แล้วพอดิบพอดีด้วยความเมตตา และองค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
ก็ทักทายขึ้นด้วยคำว่า
อ๋อ รู้ตัวว่า...นิดเดียวเท่านั้นเองรึ
ซึ่งก็เป็นความจริงตามที่องค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานทักทายอย่างนั้นจริงๆ
(และสิ่งที่ถูกทักทายนั้นก็หมายความว่า ข้าพเจ้าปฏิบัติกรรมฐานมาตั้งนาน ใช้เวลาในการลูบๆ คลำๆ อยู่อย่างตาบอดก็ปานนั้น ให้เวลาสิ้นเปลืองไปหลายปี
โดยประมาณก็เห็นจะเป็นเวลาในราวใกล้ๆ 30 ปีเข้าไปทีเดียว เพิ่งจะรู้สึกตัวเองว่า ได้ลิ้มรสสัจธรรมกับเขาก็เพียงน้อยนิด และก็รู้เพียงนิดเดียวจริงๆ)
เมื่อข้าพเจ้าไม่เคยรู้ ไม่เคยได้สัมผัสเช่นนี้มาก่อน ก็ตั้งตัวไม่ทัน ก็เลยเหมือนกับโดนชนอย่างหนักมากๆ ถึงกับงงงันอยู่ตรงนั้นเอง
จะพูดอะไรก็ไม่อาจจะพูด เพราะพูดไม่ออกเอาจริงๆ แม้แต่จะถามถึงวิธีปฏิบัติ ให้มีความรู้ความเข้าใจก้าวหน้าจากที่รู้อยู่เพียงนิดเดียวนั้น ให้รู้ยิ่งๆ
ขึ้นอีก ก็ไม่มีคำพูดหรือคำถามแต่ประการใด คงนั่งเงียบงันอยู่ตรงนั้น
แต่ก็ได้ฟังองค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานสนทนากับญาติโยมถึงเรื่องราวต่างๆ ซึ่งควรแก่การรับฟังและควรจดจำไว้ประพฤติปฏิบัติตามด้วยดีทั้งสิ้น
เพราะมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งโดยปกติทั่วๆ ไปแล้ว จะไม่เคยได้ยินได้ฟังการสนทนา
หรือการพูดคุยตามแบบฉบับขององค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานจากที่ไหนๆ มาก่อนเลย
ข้าพเจ้าได้โอกาส เข้ากราบนมัสการองค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน พร้อมด้วยได้ร่วมกองการกุศลเสมอๆ มา จนถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2521
ข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาส ฝึกมโนมยิทธิ ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง เฉพาะตัวของข้าพเจ้าได้อีกนิดเดียวจริงๆ
มาจนถึงทุกวันนี้ ตามความรู้สึก ก็ยังเป็นคนมีความรู้น้อยนิดเดียวอยู่อย่างเดิม
ความประทับใจของข้าพเจ้า ที่ได้รับความเมตตาจากองค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ที่มีต่อข้าพเจ้าในครั้งต่อๆ มานั้นมีมากมาย
และสุดความสามารถของข้าพเจ้า ที่จะบรรยายให้ปรากฏออกมาจากใจจริงๆ ได้ด้วยตัวอักษรใดๆ ทั้งสิ้น และก็มีบางเรื่องหลายท่านได้บรรยายไว้แล้วใน
ลูกศิษย์บันทึกเล่ม 1 และเล่มที่ 2 มากหลายเรื่อง ซึ่งท่านทั้งหลายก็คงได้รับความประทับใจตรงกันมีอยู่
ขอจบข้อความ ลงไว้แต่เพียงแค่นี้ เพราะไม่อาจจะสามารถบรรยายต่อไปได้ตามที่ข้าพเจ้าได้สารภาพไว้แล้วนั้น
แต่ด้วยความซาบซึ้งในความเมตตาขององค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ที่มีต่อข้าพเจ้ามามากเป็นอย่างยิ่งนั้น
ข้าพเจ้าขอเทิดทูน พระคุณขององค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ไว้เหนือเกล้าของข้าพเจ้าด้วยความคารวะตลอดชีวิต
เมื่อถึงกาลสิ้นสุดชีวิตลงเมื่อใดในชาตินี้ ขอข้าพเจ้าได้เข้าถึงพระนิพพานเป็นที่สุด และขอทุกท่านพึงถึงพระนิพพานโดยทั่วกันเทอญ
◄ll กลับสู่สารบัญ
puy - 16/8/10 at 12:37
7
(update 16-08-2553)
พรของหลวงพ่ออัศจรรย์จริงหนอ
พระอธิการวิชัย อมโร

........วัดศรัทธาราษฎร์เป็นวัดเก่าแก่กว่า 200 ปี
ข้าพเจ้าบวชอยู่ที่วัดแก้ว อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เนื่องในงานฌาปนกิจศพโยมแม่แล้วก็อยู่เรื่อยมา คิดถึงพระคุณของโยมแม่ก็ยังลาสิกขาไม่ลง
มีหลวงตาฟุ้งกับพระเล็ก วัดศรัทธาราษฎร์มานิมนต์ไปอยู่ด้วย ข้าพเจ้าว่าจะสึกแล้ว ท่านขอร้องให้ไปอยู่เป็นเพื่อนก็ยังดี
เมื่อไปถึงแล้ว แลดูสภาพของวัดทั่วๆ ไปชำรุดทรุดโทรมหมด กุฏิมีทั้งหมด 21 หลัง แต่พออาศัยได้หลังเดียว แถมฝาประตูห้องก็ไม่มี
พระพุทธรูปแม้สักองค์เดียวก็ไม่มี ถ้วยโถโอชามอย่าไปพูดถึงเลย โบสถ์ศาลา ฌาปนกิจสถานก็โทรมหมด ต้นไม้มีเพียงพิกุล 2 ต้น นึกสมเพชเวทนา ก็คิดบูรณะเรื่อยมา
เพื่อเทิดทูนเคารพในพระพุทธศาสนา สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา
ในปี 2523 24 มาทอดผ้าป่าหลวงพ่อ ก่อนกลับได้นมัสการขอพรว่า จะบูรณะวัดร้างสักวัด หลวงพ่อได้นั่งสมาธิ
ประนมมือสักพักใหญ่ พอลืมตาขึ้นก็บอกว่า ขอให้สำเร็จ เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอัศจรรย์อะไรก็เหลือเดา
ตั้งแต่นั้นมา เดี๋ยวกฐินมาทอด ผ้าป่ามาทอดได้ปัจจัยมากด้วย ก็บูรณะกุฏิเสร็จภายใน 1 ปี ฌาปนสถานชำรุดก็เสร็จ ศาลาก็เสร็จ บ้านพักอุบาสิกา
พระพุทธรูป 10 กว่าองค์ราคากว่า 500,000 บาทก็เสร็จ ได้รับการยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง มีกำแพงรั้วอย่างสวยงาม สร้างถนนข้างวัดกว่า 3,000
เมตรก็เสร็จ
สร้างโบสถ์อย่างสวยงาม ประตูหน้าต่างแกะสลัก โดยข้าพเจ้าช่วยช่างทำด้วยฝีมือละเอียดละออประณีต ราคาไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท
ศาลา ราคาไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท
ฌาปนสถาน
กำแพง
ถนน
บูรณะกุฏิ
สร้างพระพุทธใหญ่กว่า 10 องค์ด้วยโลหะ
ได้เป็นวัดพัฒนา ทางจังหวัดจัดการให้เองมิได้วิ่งเต้น
ได้เป็นตลาดนัด ให้ชาวบ้านได้อาศัยซื้อขายกันสะดวกทุกวันอาทิตย์ โดยท่านนายอำเภอธนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา มาจัดการให้เสร็จ
มีการบวชชีกรรมบถ ทุกๆ ปี 12 ปีมาแล้ว มีผู้ศรัทธาพากันมาเองเป็นส่วนมาก ปีหนึ่งๆ ไม่น้อยกว่า 3 500 คน พวกชีกรรมบถเหล่านี้ มาช่วยกันอุปถัมภ์ทุกปี
โดยมากคนไกลๆ ให้เป็นทุนให้สร้างโบสถ์ได้ดี โดยหลวงพ่อม่วง วัดยางงามให้ทุนและน้ำอัดลมตลอดจบการบวช และสึกให้เสร็จ
สมเด็จพระธีรญาณมุนี มาเป็นประธานหล่อพระทุกๆ องค์ ทั้งเป็นประธานบวชชีกรรมบถด้วย นอกจากนี้ สิ่งเครื่องใช้ไม้สอย ก็มีผู้ศรัทธามาถวาย
นับว่าได้รับความสะดวกมาก แม้ทางราชการจะประชุมผู้แทนหรือประชุมกิจการของทางราชการ ก็ได้มาอาศัยที่วัดนี้เสมอ ทั้งนี้ทั้งนั้นมิให้เรี่ยไรบอกบุญแก่ใครๆ เลย
ขอบุญทั้งหลายจงมีแด่ทุกท่านด้วย
สิ่งที่น่าประหลาดอีกอย่างหนึ่งคือ ขณะสร้างโบสถ์ก็มี พ.ต.อ.นริศ แก้วสวาท มาให้หินทรายสร้างโบสถ์จนเสร็จ พอเสร็จก็บอกไปว่า หินทรายพอแล้ว
เขางูที่ลอบระเบิดหินถูกสั่งปิดทันที ระเบิดอีกต่อไปไม่ได้ เรียกว่าอัศจรรย์มาก สำเร็จเพียงเส้นยาแดงเดียว ช้าไปอีกหน่อยก็เห็นทีจะลำบาก
เป็นอันว่า แปลกประหลาดอัศจรรย์จริงๆ พูดไม่น่าเชื่อจึงอุทานว่า
พรของหลวงพ่อประสิทธจริงหนอ ขอกุศลผลบุญนี้ถวายเป็นของหลวงพ่อ
◄ll กลับสู่สารบัญ
8
รักหลวงพ่อมาก
พระสวรรค์ ญาณวโร

........ก่อนอื่นข้าพเจ้าขอขมาต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย หลวงปู่ หลวงพ่อ
ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย พรหม เทวดา ตลอดจนท่านผู้มีพระคุณทุกๆ ท่าน เมื่อปี 2530 ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 64, 71
และหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคและได้ฟังเทปธรรมะคำสอนของหลวงพ่อ
ทำให้ข้าพเจ้าอยากมากราบหลวงพ่อมาก ข้าพเจ้าอ่านหนังสือหลวงพ่อ ข้าพเจ้าคิดว่า พระองค์นี้ไม่ใช่พระธรรมดา พอออกพรรษา
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสมากราบหลวงพ่อและได้มาฝึกพระกรรมฐาน และได้มาช่วยงานวัดเป็นประจำ หลวงพ่อท่านมีเมตตาธิคุณต่อลูกหลานทุกๆ คน
ถึงแม้ท่านจะป่วยหนักอยู่ตลอดเวลาเป็นเวลานาน
ท่านก็พยายามอดกลั้นอดทน ไปสั่งสอนธรรมะให้ลูกหลานฟังมิได้ขาด ธรรมะของท่านฟังง่าย โดยท่านมีจุดประสงค์ประการสำคัญที่สุด
เพื่อให้ทุกท่านไม่ต้องเวียนตาย เวียนเกิดอันเป็นทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด หลวงพ่อเปรียบเสมือนดวงประทีปแก้วของข้าพเจ้า บุญคุณของท่านมากล้นสุดรำพัน
หลวงพ่อท่านเป็นเนื้อนาบุญของลูกหลานทุกๆ คน ท่านเป็นผู้นำทางข้าพเจ้าออกเสียซึ่งความมืด พระธรรมคำสอนของท่านฟังง่าย เข้าใจเร็ว
ปฏิบัติแล้วได้ผลเร็ว หลวงพ่อท่านสอนถึงอารมณ์พระอริยะทุกขั้น ท่านผู้ใดปฏิบัติตามที่หลวงพ่อสอนก็จะรู้ได้ด้วยตนเอง
ความรักความเมตตาของท่าน ที่มีให้กับลูกหลานทุกคนนั้น เป็นความรักที่บริสุทธิ์ ท่านเป็นผู้นำพาไปสู่หนทางแห่งความพ้นทุกข์ คือพระนิพพาน ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ได้เป็นสุขทุกวันนี้ก็เพราะบุญบารมีของหลวงพ่อโดยแท้ ชาตินี้ไม่เสียทีที่เกิดมาได้พบหลวงพ่อ
ได้ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจในพระนิพพานมาก
คิดว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย หลวงพ่อท่านมีจิตเป็นทิพย์ มีกายเป็นทิพย์ ท่านสามารถไปสงเคราะห์ลูกหลานทุกคน ทุกหน ทุกแห่ง ข้าพเจ้าฝันเห็นหลวงพ่อเป็นประจำ นึกถึงท่าน ท่านก็มา ท่านมีเมตตามาก ข้าพเจ้าได้นำเทปธรรมะคำสอนของหลวงพ่อมาเปิดออกเสียงตามสาย
ที่วัดทุกๆ วัน
เปิดเป็นเสียงธรรมะ ปฏิบัติแบบวัดหลวงพ่อมีทั้งพระวินัยและธรรมะ 200 กว่าม้วน ความรู้สึกของข้าพเจ้าที่มีต่อหลวงพ่อ คิดว่า
ท่านเป็นพระพ่อผู้มีพระคุณสูงสุด ข้าพเจ้าจึงรักหลวงพ่อมาก แม้แต่พระที่วัดของหลวงพ่อและญาติโยม ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ
ข้าพเจ้ามีความรักเหมือนพี่เหมือนน้อง