Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 23/6/20 at 09:15 [ QUOTE ]

ประวัติหลวงพ่อยิ้ม (พระรุ่นเดียวกับหลวงพ่อปาน) วัดเจ้าเจ็ดใน จ.อยุธยา


สารบัญ (เลือกคลิกที่รายการ)

ตอนที่ 1 ประวัติหลวงพ่อยิ้ม
ตอนที่ 2 หลวงพ่อเล่าเรื่องหลวงพ่อยิ้ม
ตอนที่ 3 ทดสอบหลวงพ่อยิ้ม
ตอนที่ 4 หลวงพ่อยิ้มเป็นพระอภิญญา

[ ตอนที่ 1 ]



ประวัติ "หลวงพ่อยิ้ม" วัดเจ้าเจ็ดใน จ.อยุธยา
(พระรุ่นเดียวกับหลวงพ่อปาน)
พระอาจารย์ชัยวัฒน์ อชิโต เรียบเรียง


คำชี้แจง
...เนื่องด้วย "คณะทีมงาน" ได้ลงประวัติ "หลวงพ่อยิ้ม" ในครั้งนี้ เพราะเห็นว่าท่านเป็น "พระดีศรีอยุธยา" แห่งเมืองกรุงเก่า ซึ่งเป็นพระร่วมสมัยกับ "หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค"

ปฏิปทาของท่านนับวันจะหาอ่านได้ยาก อีกทั้งพระเดชพระคุณหลวงพ่อ "พระราชพรหมยาน" ได้เล่าเอาไว้นานแล้ว เดิมได้เคยพิมพ์รวมอยู่ในหนังสือ "ประวัติหลวงพ่อปาน" เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕

ต่อมาภายหลังเห็นว่าหนังสือมีความหนาเกินไป จึงได้ตัดออกทั้ง "ประวัติหลวงพ่อจง" และ "ประวัติหลวงพ่อยิ้ม"

ท่านผู้อ่านทางเว็บวัดท่าซุง จึงถือว่าโชคดีที่มีโอกาสได้อ่านเรื่อง "พระดีแห่งเมืองกรุงเก่า" ที่เป็นเรื่องสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ อีกทั้งภายหลังก็ยังไม่เคยได้ลงหนังสือเล่มใดมาก่อน

ทั้งนี้ ต้องขออนุโมทนา คุณวัชรพล (ปุ๋ม) ศรีขวัญ ที่ได้อุตส่าห์นั่งพิมพ์มาให้พวกเราได้อ่านกัน เรื่องนี้จึงจำต้องขอสงวนสิทธิ์ไว้ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ คือ ห้ามมิให้คัดลอก หรือทำซ้ำ หรือนำออกไปนอกเว็บนี้ โดยมิได้รับอนุญาตจาก Webmaster เสียก่อน

ก่อนอื่นจะขอนำประวัติของท่านที่ลงในเว็บไซด์ต่างๆ ซึ่งบางเรื่องอาจจะเล่าไม่เหมือนกันกับที่หลวงพ่อของเราเล่า แต่เนื้อหาสาระก็มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง เรื่องของหลวงพ่อยิ้มจะมีเพียงตอนแรกเท่านั้น ในตอนต่อไปจะเป็นตอนที่หลวงพ่อเล่า


ประวัติวัดเจ้าเจ็ดนอก กับ วัดเจ้าเจ็ดใน
นางแพ กิจประสงค์ ผู้เล่า

...เรื่องเล่ามีอยู่ว่า...ระหว่าง วัดเจ้าเจ็ดนอก กับ วัดเจ้าเจ็ดใน มีพลับพลาจตุรมุข สร้างด้วยไม้เกือบพุพังแล้วอยู่ 1 องค์ มีเรื่องเล่าว่าสมัยโบราณพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จมาทอดกฐินที่วัดเจ้าเจ็ดใน

แต่วัดเจ้าเจ็ดนอกไม่ยอมจะให้ทอดกฐินที่วัดเจ้าเจ็ดนอก เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงสร้างพลับพลารับเสด็จไว้ตรงกลางระหว่างวัดทั้งสอง

ประวัติของ วัดเจ้าเจ็ด นั้นมีเรื่องว่า สมัยก่อนเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในแถบนี้มีลูก 2 คน เมื่อเศรษฐีตายลูกก็แบ่งสมบัติกันคนละครึ่ง

ต่อมาก็แต่งงานและมีลูกทั้ง 2 คน ตกลงกันว่าจะสร้างวัดเพื่อให้ลูกบวชและเรียนแต่ยังไม่ทันสร้างก็ทะเลาะกัน ก็เลยสร้างวัดคนละวัดแข่งบารมีกัน คือ วัดเจ้าเจ็ดใน และ วัดเจ้าเจ็ดนอก


ที่มา - ilwc.aru.ac.th/index.html

ประวัติ วัดเจ้าเจ็ดใน

...วัดเจ้าเจ็ดใน ตั้งอยู่ที่ริมคลองเจ้าเจ็ดซึ่งเป็นทางไปยังจังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันวัดเจ้าเจ็ดในตั้งอยู่ที่ ๓๔ ถนนสุขาภิบาลเจ้าเจ็ด หมู่ที่ ๓ ตำบลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๒ งาน ๔๐ ตารางวา วัดเจ้าเจ็ดในเกิดขึ้นหลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียให้แก่พม่าใหม่ๆ ปี พ.ศ.๒๓๑๐ ท้องที่เจ้าเจ็ดเป็นดินแดนลุ่มลาดซึ่งเป็นป่ารกร้าง มาก จึงเป็นที่อาศัยของสัตว์ร้าย เช่น จระเข้ ช้าง เสือ เป็นต้น และเป็นที่ลี้ภัยสงครามพม่าของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ในครั้งนั้น

เมื่อเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ทั้งหลายลี้ภัยมาพักอาศัยอยู่ที่ตำบลนี้ ซึ่งคงนับได้ ๗ พระองค์ จึงได้สร้างปูชนีย์วัตถุไว้ ต่อมาประชาชนจึงได้ถือเอาที่นี้เป็นวัด จึงได้ซื่อว่า “วัดเจ้าเจ็ด” ต่อมาภายหลังได้เกิดวัดขึ้นอีกวัดตั้งอยู่ทิศเหนือ มีเนื้อที่ติดต่อกัน ดังนั้นวัดเจ้าเจ็ดจึงมีคำว่า “ใน” ต่อท้าย

ต่อมาปี ๒๔๔๙ พระธรรมดิลก (อิ่ม) กับพระอุปัชฌาย์ "ปั้น" เป็นเจ้าอาวาส ขณะนั้นเป็นหัวหน้าประชาชน ชาวเจ้าเจ็ด และกรุงเทพ ร่วมกันสร้างโรงอุโบสถขึ้นโดยสร้างทับที่ของเดิม และผูกพัทธสีมา เมื่อปี ๒๔๕๐ เจ้าอาวาสที่สืบทราบนามได้ มี ๕ รูป ดังนี้

๑. พระอาจารย์จีน (พระอาจารย์ สอนพระปริยัติธรรม และภาษาบาลี ให้กับ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงปู่ยิ้ม วัดเจ้าเจ็ด)
๒. พระอุปัชฌาย์ ปั้น
๓. พระครูพรหมวิหารคุณ (หลวงพ่อยิ้ม)
๔. พระอาจารย์คำ (รักษาการ)
๕. พระครูเสนาคณานุรักษ์ (เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน)


ประวัติหลวงพ่อยิ้ม

...หลวงพ่อยิ้ม สิริโชติ เป็นคนดี ศรีอยุธยา เลือดคุ้งน้ำเจ้าเจ็ด…นามเดิม ยิ้ม กระจ่าง เป็นบุตร นายอ่วม นางสุด กระจ่าง ท่านเกิดที่ตำบลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เกิดที่บ้านสาลี หมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านแถว อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๑๘ (จันทรคติ วันเสาร์ - ค่ำ เดือน – ปีกุน จ.ศ. ๑๒๓๗ ) มีพี่น้องร่วมบิดา มารดารวม ๓ คน คือ

๑. นายจ่าง กระจ่าง
๒. พระครูพรหมวิหารคุณ (ยิ้ม สิริโชติ)
๓. นายโชติ กระจ่าง

....โยมที่บ้านมีอาชีพทางกสิกรรม ทำไร่ ทำนา ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๓๐ได้บรรพชาเป็นสามเณรมาตั้งแต่อายุได้ ๑๒ ขวบ อุปสมบทเมื่ออายุครบ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๔๓๘ ณ พัทธสีมา ณ วัดเจ้าเจ็ดนอก มีพระอาจารย์สิน วัดโพธิ์ เป็นอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จาด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์สุ่น เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่อบวชแล้วได้ศึกษาพระธรรมวินัย ขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนา ศึกษาพระคัมภีร์เจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน เขียนอักขระเลขยันต์ ลบผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ จากพระอุปัชฌาย์ ครูบาอาจารย์ ผู้สืบสานวิชาอาคมมาตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า คือ

พระอาจารย์จาด และพระอาจารย์จีน สำนักวัดเจ้าเจ็ดใน ( พระอาจารย์จีน เป็นพระอาจารย์สอนอักขระให้กับ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ในครั้งนั้นด้วย )

พออายุ ๑๘ ปี ก็ย้ายไปศึกษาที่วัดกระโดงทอง ภายใต้การปกครองของหลวงพ่อบุญมี สำเร็จยันต์นะ ปัดตลอด และสามารถเขียนยันต์ผงทะลุแผ่นกระดานชนวนได้อย่างอัศจรรย์ ต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดเจ้าเจ็ดใน ต่อจากพระอุปฌาย์ "ปั้น"

ในสมัยนั้นวัดเจ้าเจ็ดใน ได้แบ่งออกเป็น ๓ คณะ โดยมีหลวงพ่อยิ้ม เป็นเจ้าคณะเหนือ หลวงปู่โฉม เป็นเจ้าคณะใต้ และหลวงปู่คำ เป็นเจ้าคณะตะวันออก และหลวงพ่อยิ้มยังเป็นเจ้าคณะตำบลเจ้าเจ็ด เป็นพระครูกรรมการศึกษาและเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๘

ได้รับพระราชทานสมณะศักดิ์ เป็น พระครูพรหมวิหารคุณ พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นเจ้าคณะอำเภอบางซ้าย มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๙ รวมอายุได้ ๘๒ ปี

ครั้งเมื่อหลวงพ่อยิ้ม ยังมีชีวิตอยู่ท่านเป็นพระที่อุดมด้วยศีลลาจารวัตร ตลอดชีวิตของหลวงพ่อเป็นพระที่อารมณ์เย็น เคร่งครัด แต่มีเมตตาธรรมสูง พูดน้อย และมีผู้คนไปกราบนมัสการหาสู่ท่านมิได้ขาด

พระเกจิอาจารย์ดังแห่งกรุงศรีอยุธยา, ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามอินโดจีน หลวงพ่อยิ้ม มีพระสหธรรมมิกที่ร่วมครูอุปัชฌาย์อาจารย์องค์เดียวกันในยุคนั้นคือ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก

ซึ่งมีอายุมากกว่าหลวงปู่ยิ้ม ๓ ปี อีกรูปหนึ่งคือ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งเกิดปีเดียวกับหลวงปู่ยิ้ม มีญาติโยมที่เป็นนักเลงสมัยนั้นได้ตั้งสมญานามให้ดูน่ากลัวว่า “ สามเสือแห่งกรุงเก่า ”

ท่านจึงเป็นพระอาจารย์อาวุโส มรณภาพเมื่อปี ๒๔๙๙ (อายุ ๘๑ ปี) หลังหลวงพ่อปาน ๑๘ ปี (๒๔๙๙ - ๒๔๘๑) แต่ก่อนหลวงพ่อจงราว ๘ ปี (๒๔๙๙ – ๒๕๐๗)

วัดของท่านเหล่านี้อยู่ไม่ไกลกันนัก ท่านเป็นสหธรรมมิกและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี จนชาวอยุธยาเรียกกันติดปากว่า “พระหมอหลวงพ่อปาน เกจิอาจารย์หลวงพ่อจง เมตตาไหลหลงหลวงพ่อยิ้ม”

เหตุการณ์สำคัญ อาทิเช่น
...การปลุกเสกทราย และขึ้นเครื่องบินโปรยลงสถานที่สำคัญๆ ในประเทศไทย เมื่อครั้งสมัยสงครามอินโดจีนฯ ช่วง พ.ศ. ๒๔๘๕

ฝรั่งเศสที่ต้องการจะยึดดินแดนของไทยเป็นประเทศในอาณานิคม มีผลร้ายแรงพอๆ กับสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕

ซึ่งเป็นเรื่องของความสามัคคี เพื่อให้สถาบันชาติอยู่ได้ สถาบันศาสนาอยู่ได้ และสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ได้ และสืบต่อพระศาสนา ให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป

หลวงปู่ยิ้มวาจาสิทธิ์
...จากการที่หมั่นสวดมนต์ภาวนา ให้ทาน รักษาศีล และเจริญพระกรรมฐานภาวนา ตลอดจนสั่งสอนให้คนทำความดีเป็นนิตย์ หล่อหลอมให้ภิกษุชราพุทธบุตรรูปหนึ่ง มีวาจาสิทธิ์ดุจเทพเจ้าฯ

ทั้งให้พร… เสกน้ำพระพุทธมนต์ รักษาโรค เป็นที่ประจักษ์ตาแก่ชาวบ้านใกล้ และไกล หลวงปู่ไม่ชอบคนมุสา... คนดื่มน้ำเมา... คนกาเม… คนฆ่าสัตว์ตัดชีวิต… คนลักขโมย… (คนที่ชอบละเมิดศีลห้า) และคนที่งอมืองอเท้า ขี้เกียจทำกิน…

หลวงปู่ยิ้มท่านมีวาจาสิทธิ์ พูดคำไหนเป็นคำนั้นไม่พูดมาก พูดแต่สิ่งที่ดี ๆ เมื่อสั่งสอนครั้ง สองครั้งยังไม่เลิกละ หลวงปู่ก็จะเปรยๆ พอให้ศิษย์ใกล้ชิดได้ยินว่า

“ พวกนี้มันบัวใต้น้ำ… ชี้ทางสวรรค์ให้เดินไม่ยอมเดิน ”

( เป็นการชี้ให้เห็นว่าประตูสู่สวรรค์ก็คือศีลห้านั่นเอง ) และในไม่ช้าบุคคลดังกล่าวข้างต้นนี้ก็มีอันเป็นไปในที่สุด ย่างเข้าสู่วัยชรา ทุกสรรพสิ่งที่เกิดมานานแล้วก็ร่วงโรยไปในที่สุด

หลวงปู่ยิ้มละสังขารไปด้วยอาการอันงบ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๙ (วันจันทร์ แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีวอก จ.ศ. ๑๓๑๘ ) รวมสิริอายุได้ ๘๑ ปี ๖๑ พรรษา


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 23/6/20 at 09:15 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2 ]

หลวงพ่อเล่าเรื่อง..หลวงพ่อยิ้ม เมื่อปี ๒๕๑๕


"...วันนี้จะนำเอาเรื่องพระในเครือหลวงพ่อปานมาพูดให้ท่านฟัง คำว่า "พระในเครือนี่" ไม่ใช่ลูกศิษย์นะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท แต่เป็นเพื่อนกันเพื่อนของหลวงพ่อปาน

องค์นี้เป็นพระที่บวชพร้อมกัน มีอุปัชฌาย์เดียวกัน เข้าบวชร่วมกัน คือ นั่งเรียนขนานเรียงลำดับกัน มีนามว่า หลวงพ่อยิ้ม วัดเจ้าเจ็ดใน อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเหมือนกัน

แต่เวลานี้มรณภาพไปแล้ว หลวงพ่อยิ้มองค์นี้ ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็น "พระครูพรหมวิหารคุณ" หลวงพ่อปานได้รับสมณศักดิ์เป็น "พระครูวิหารกิจจานุการ"

สองท่านนี้เป็นพระครูแล้ว พอเขาตั้งให้ท่านก็ลืมยศ ไม่มีความสนใจในยศถาบรรดาศักดิ์ พระที่บวชพร้อมกัน ก็เหมือนกับลูกที่เกิดในพ่อ-แม่เดียวกัน เป็นลูกแฝด แต่อาจจะมีอัธยาศัยกันคนละอย่าง

สำหรับหลวงพ่อปานเป็นพระยุ่ยจริงๆ คือว่าเรื่องเงินเรื่องทองไม่มีการเก็บ สร้างหมด เลี้ยงหมด เรียกว่าสงเคราะห์กันหมด ตามที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทก็พอจะทราบประวัติมาบ้างแล้วว่า

ท่านสร้างวัดเต็มเต็มวัดจริงๆถึง ๔๐ วัด และก็สร้างให้เฉพาะโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญอีก ตั้งโรงครัวเลี้ยงคนไข้ รักษาคนไข้ ตั้งโรงครัวเลี้ยงพระ

พอรู้ว่าใครเขาอดอยากที่ไหน ก็บอกบุญบรรดาลูกหลาน ลูกศิยษ์ลูกหา ญาติโยมพุทธบริษัท เอาข้าว เอาเสื้อ เอาผ้า เอาอาหาร เอาเงินไปแจกกัน นี่ท่านเป็นนักสังคมสงเคราะห์จริงๆ หลวงพ่อปานท่านเป็นนักจ่าย

สำหรับหลวงพ่อยิ้มองค์นี้ ท่านยิ้มจริงๆ นะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท เรื่องจ่ายไม่มี เงินทองที่ท่านได้มาทั้งหมดกี่สมัยๆ เป็นอันพวกเรารู้กันว่าหลวงพ่อยิ้มขี้เหนียว เงินทองได้มากี่สมัยก็ตามท่านเก็บหมด

เป็นอันว่าไม่ทันได้เห็นเดือนเห็นตะวันกันละ พอส่งถึงมือท่าน ท่านก็ส่งเข้าที่ ไอ้เข้าที่น่ะไม่ใช่ธนาคารนะ เป็นหีบเหล็ก ไม่ใช้ ถ้าจะใช้บ้างก็ตามความจำเป็น แต่จะเอาไปก่อสร้างอะไรนะหลวงพ่อยิ้มไม่ทำ

จนกระทั่งถูกชาวบ้านก็ดี พระก็ดี ประณามว่าเป็นพระที่ไม่ดี เขาว่ากันอย่างนั้นนะ เขาว่าหลวงพ่อยิ้มนะเป็นพระไม่ดีขี้เหนียว สะสมเงินทอง

เพราะเขามองเห็นหลวงพ่อปานในรูปหนึ่ง หลวงพ่อยิ้มท่านไปในรูปหนึ่ง นี่เป็นอุปัชฌาย์คนเดียวกันนะ นั่งสวดคู่กันเลย เวลาเข้าไปในโบสถ์น่ะเข้าไปคู่กัน

หลวงพ่อปานไม่เคยตำหนิหลวงพ่อยิ้ม
...นี่ก็เป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน ไม่เคย เป็นเพื่อนรักกันจริงๆ ไปมาหาสู่กันเป็นปกติ เรียกว่าไม่เคยตำหนิเลย ไม่เคยได้ยินหลวงพ่อปานตำหนิหลวงพ่อยิ้มว่าเป็นพระที่ไม่ดี กลับสอนอาตมาเสียด้วย ลูกศิษย์ลูกหาว่า ท่านยิ้มนะ..เป็นพระขี้เหนียวก็ช่างเถอะ แต่ว่าข้างในมันดี ท่านว่าอย่างนั้น

แล้วว่าพวกคุณดูคนอย่าดูแต่เปลือกนะ ต้องดูถึงจิตใจด้วย ไปดูซิว่าท่านยิ้มเรี่ยไรใครบ้างไหม ไปบอกบุญใครบ้างไหม ท่านยิ้มไม่เคยรบกวนใคร และท่านยิ้มไม่มีประวัติในการให้กู้ให้ยืม จะไปซื้อไร่ซื้อนาหาดอกเบี้ยไม่มี

แต่ใครไปขอยืมเงินของท่านไม่ได้ เงินทองที่ได้มานะท่านบอกว่าเขาให้ในฐานะทีฉันเป็นพระ แล้วพวกแกจะมากู้ไปใช้ก็ไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านห้าม

นี่ถ้ามองดูในด้านขี้เหนียวแล้วก็น่าตำหนิ ถ้ามองในรูปเคารพพระธรรมวินัยก็น่าสรรเสริญ แต่ว่าคนเรานี้ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทมองกันในแง่ดียากเหลือเกิน เขาไม่ค่อยมองกัน ชอบมองกันในแง่ร้าย

เพราะหลวงพ่อยิ้มนี่ท่านไม่ขี้เหนียวเฉพาะตัวท่าน ใครมาหยิบมายืมก็ไม่ได้ ลูกหลานมาขอใช้ก็ไม่ได้ ท่านบอกว่าเป็นเงินของพระไม่ใช่เงินที่ชาวบ้านจะนำไปใช้

ก็มีบรรดาทายกและใครต่อใครหลายคน มีพระหลายท่านด้วยกับเป็นพระคณาธิการ ก็กล่าวโจมตีท่านว่า เงินทองที่ได้มาควรจะสร้างอะไรเสียบ้าง

ท่านบอกท่านไม่สร้าง ข้าไม่ได้บวชมาเพื่อสร้างนี่ เวลาข้าตายแล้วจะเห็นผล นี่ท่านว่าอย่างนั้นนี่ว่ากันไปตอนนี้ก็ว่าอย่างนี้นะ หมายความว่าเป็นเรื่องตอนต้น

ปฏิปทาของหลวงพ่อยิ้ม
...คราวนี้มาดูปฏิปทาของหลวงพ่อยิ้ม องค์นี้ไม่มีอะไรมากนัก ตอนนี้มีปฏิปทาตอนหนึ่ง ในตอนเช้าของวันพระทุกวันพระ ท่านก็จะบอกให้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทสำรวมจิตเคารพในศีล

เรื่องศีลนี่เข้าใจพูดมาก พูดให้ชาวบ้านเข้าใจได้ดี แล้วต่อไปเวลาถวายทานก็ให้ตั้งใจถวายเป็นสังฆทาน อย่าไปนึกเฉพาะเจาะจงพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งที่นั่งอยู่ในศาลา ท่านบอกว่า

"พระพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นพระปุถุชนคนธรรมดา ถึงเวลาก็บวชแล้วถึงเวลาก็สึก บางทีบวชหลายๆ พรรษาก็ยังไม่ได้ฌานสมาบัติ เวลาถวายทานให้ตั้งใจถวายพระอริยสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน

แล้วพระสงฆ์ท่านจะฉัน เป็นภาระของท่านในฐานะที่เป็นพระสาวก แต่ว้าพระองค์ไหนปฏิบัติตนไม่ดีนะ กินข้าวกินแกงเหล่านี้เข้าไปพระองค์นั้นท่านก็ตกนรก" นี่ท่านว่าอย่างนั้น

ท่านทำอย่างนี้ทุกวันพระ แนะนำบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทด้วยดี นี่เป็นปฏิปทาอันหนึ่ง เมื่อเขาถวายสังฆทานเสร็จ พระฉันเสร็จก็เทศน์หนึ่งกัณฑ์ เวลาท่านรับกัณฑ์เทศน์ เงินที่ท่านรับมาก็เก็บเงียบ

เรียกว่าเงินมีความสบายไม่วุ่นวายเหมือนเงินของอาตมา หรือว่าเงินของหลวงพ่อปาน เงินที่อาตมารับมาก็ดี หรือว่าเงินที่หลวงพ่อปานรับมาก็ดี วิ่งไม่หยุด

พอมาถึงอาตมาแล้วก็ปรือไปหาเจ๊กเลย ไปหาเจ้าหนี้ทันที บางทีไม่ทันจะเห็นเงิน อย่างเขาทอดกฐิน ผ้าป่า ไม่ทันเห็นเงินรู้แต่ตัวเลข ว่าคราวนี้ได้เท่านั้น คราวนั้นได้เท่านี้ แล้วให้ท่านเจ้าของเงินชำระหนี้กับร้านค้าทันที

นี่แบบนี้เป็นแบบฉบับเดียวกันอาตมาลอกมาจากหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านทำแบบนี้นี่อาตมาก็ทำแบบนี้

การทอดกฐิน ผ้าป่า แต่ละปี ทุกปีรายรับที่ได้มาไม่เคยหักค่าใช้จ่าย เรื่องค่าใช้จ่ายนี่ไม่หัก ก็เขาเอาเงินมาให้นี่ เรื่องอะไรจะต้องให้เขามาซื้อข้าวกิน มันไม่ถูก ไอ้ทำอย่างนี้มันไม่ถูก คล้ายๆกับว่า ไอ้ที่เขาเอาเงินมามาให้นี่เขามาขอทาน มันทำกันไม่ถูก

นี่เป็นเรื่องของอาตมากับเรื่องของหลวงพ่อปานนะ แต่ว่าวัดอื่นจะว่าถูกก็ตามใจเถอะ นี่เป็นความเห็นของอาตมาว่าไม่ควรหักค่าใช้จ่าย เจ้าถิ่นน่ะควรจะเป็นฝ่ายรับ เพราะเขาเอาเงินมาให้ แต่สำหรับหลวงพ่อยิ้มไม่อย่างงั้น ท่านยิ้มเสมอและเงินทองของท่านก็นอนยิ้มอยู่ในเซฟแบบสบายๆ

ตานี้หลังจากหลวงพ่อปานตายแล้ว อาตมาเคารพหลวงพ่อปานเหมือนพ่อ เมื่อหลวงพ่อปานตายแล้วอาตมาก็ไปนมัสการหลวงพ่อจงกับหลวงพ่อยิ้ม ก็คิดว่าท่านเป็นพ่อเหมือนกัน ไปหาท่านแต่ละองค์ท่านก็มีการสงเคราะห์ด้วยดี สั่งสอนด้วยดี ไปด้วยความเคารพนะ ก็เลยไปนมัสการท่านบอกว่า

"หลวงพ่อครับ..เวลานี้หลวงพ่อปานตายแล้ว กระผมก็ไม่มีที่พึ่ง จะขอให้หลวงพ่อช่วยสงเคราะห์ในเรื่องธรรมปฏิบัติ.."

ท่านก็บอกว่าได้ แต่ว่าแกจะเอากับฉันเหมือนกับท่านปานไม่ได้นะ นี่ท่านเป็นเพื่อนกันเกิดปีเดียวกัน ท่านปานเขาเป็นคนจ่าย แต่ฉันเป็นคนเก็บ แต่ว่าเงินของฉันนี้นะไม่เป็นโทษกับใครหรอก เพราะฉันเก็บไว้ ฉันตายแล้วเขาจะได้สร้างวัดสร้างวากัน

เวลานี้ฉันจะสร้างอะไรก็ยังไม่มีเรื่องจะสร้าง เพราะวัดสมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว ตานี้เวลาไปคุยกับท่าน ท่านก็บอกว่า นี่คุณมีญาติมีโยมมีพี่มีน้องที่ตายไปแล้วมีไหม ก็บอกว่าเยอะขอรับ

ท่านบอกว่าเขียนชื่อมาให้ฉันซิ ชื่อเขานะ นามสกุลด้วย เพราะเวลากลางคืนฉันจะเจริญพระกรรมฐาน ตอนเช้ามืดละก็ฉันแผ่ส่วนกุศลไปให้ ฉันจะได้ออกชื่อญาติโยมเธอไปด้วย

ถ้าใครเขามีความทุกข์อยู่จะได้มีความสุขขึ้นมา และถ้ามีความสุขอยู่แล้วจะได้มีความสุขยิ่งขึ้นไป

ก็กราบเรียนถามท่านว่า หลวงพ่อขอรับ เวลาที่หลวงพ่ออุทิศส่วนกุศล เขาจะได้รับหรือไม่ได้รับหลวงพ่อทราบไหม

ท่านก็บอกว่า นี่ฉันพูดกับเธอนะ ฉันรู้ ฉันรู้ว่าเขาได้รับหรือไม่ได้รับ ถามว่าหลวงพ่อรู้ได้อย่างไรครับ ท่านก็บอกว่า ฉันก็เรียกตัวเขามาซิ ถ้าฉันได้ชื่อได้นามสกุลแล้วนะ ฉันก็เรียกตัวเขามา ให้เขามารับโมทนาส่วนกุศล

นี่ฉันถวายสังฆทานในส่วนของฉันทุกวันพระ ก็เลยกราบเรียนถามท่านว่า เห็นแต่หลวงพ่อให้ชาวบ้านถวายสังฆทานนี่ขอรับ หลวงพ่อไม่ได้ถวายสังฆทานเองนี่ขอรับ หลวงพ่อไม่ได้ถวายสังฆทานเอง

ท่านก็บอกว่าเธอเข้าใจผิด เรื่องการถวายสังฆทานทุกวันพระ ฉันก็ลงทุนเองเหมือนกัน เงินที่ฉันได้มานี่ ฉันก็ให้เขาทำสำรับกับข้าวขึ้นมาชุดหนึ่ง ข้าวหม้อหนึ่ง แกงหม้อหนึ่ง ขนมที่ฉันชอบใจหม้อหนึ่งเอาไปตั้งรวมกับเขา

แล้วฉันก็กล่าวคำถวายสังฆทานนำเขา ฉันก็ตั้งใจถวายพระรัตนตรัยด้วย คือถวายสังฆทานกับเขาด้วย

นี่เป็นปฏิปทาลี้ลับของหลวงพ่อยิ้มที่ใครๆ มองไม่เห็น นี่เป็นส่วนหนึ่งนะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ส่วนสำคัญก็มีอีกส่วนหนึ่ง เรื่องนี้สำคัญมาก.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 27/6/20 at 08:27 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 3 ]



ทดสอบหลวงพ่อยิ้ม


"...วันหนึ่งอาตมานั่งคุยอยู่กับเพื่อนๆ กันที่วัดบางนมโค คุยถึงเรื่องราวของหลวงพ่อยิ้มว่า หลวงพ่อยิ้มนี่บวชพร้อมกันกับหลวงพ่อปาน อุปัชฌาย์องค์เดียวกัน เวลาบวชก็เข้าคู่กันด้วย

หลวงพ่อปานเป็นพระจ่ายในส่วนสาธารณประโยชน์ แต่หลวงพ่อยิ้มท่านเป็นนักเก็บ คนเรานี่ไม่เหมือนกันนะ แต่ว่าปฏิปทาภายในนี่เรามองไม่เห็น

แต่ว่ามีเรื่องแปลกอยู่เรื่องหนึ่งก็คือ หลวงพ่อปานไม่เคยตำหนิหลวงพ่อยิ้ม และเมื่อก่อนจะตายก็ยังบอกด้วยว่า หลวงพ่อยิ้มเขาดีนะไม่เหมือนฉันๆ เป็นคนจ่ายเขาเป็นคนเก็บ

เพราะการเก็บของเขาไม่มีโทษกับใคร เป็นประโยชน์แก่พระศาสนา และก็มีประโยชน์กับตัวเขา นี่พวกเราไม่ได้มองด้านจิตใจภายในของหลวงพ่อยิ้มเลยว่า หลวงพ่อยิ้มนี่ดีสักแค่ไหน

ในขณะที่คุยกันก็เป็นอันตกลงกันว่า วันพรุ่งนี้เราจะไปหาหลวงพ่อยิ้มไปถวายนมัสการท่าน ท่านจะขี้เหนียวหรือเป็นอย่างไรก็ช่างท่านเถอะ แต่เป็นพระที่หลวงพ่อปานไม่ตำหนิ

พวกเราก็ควรเคารพท่าน เพราะหลวงพ่อปานท่านเป็นพระตาดี ไม่ใช่พระตาเสียอย่างพวกเรา ท่านก็รู้ปฏิปทาของหลวงพ่อยิ้ม ไม่เช่นนั้นหลวงพ่อปานคงไม่คบ

เมื่อปรึกษาหารือกันเสร็จ รุ่งเช้าฉันข้าวเช้าแล้วก็ไป กะไปฉันเพลกันที่วัดหลวงพ่อยิ้ม แล้วก็นำอาหารการบริโภคไปด้วย คิดว่าจะไปถวายท่าน แล้วก็จะนมัสการท่านขอศึกษากับท่านตามสมควร ตามที่ท่านจะพึงรู้

ครั้นเมื่อเวลาไปถึงเข้าจริงๆ ตามปกติเวลาในเพลหลวงพ่อปานก็ตามหลวงพ่อยิ้มก็ตามไม่ยอมรับแขก ท่านจะพักผ่อน เพราะว่าเวลากลางคืนท่านเจริญพระกรรมฐานดึก

นี่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทโปรดทราบว่า เวลาไปหาพระก็ดูเวลาเสียด้วย อย่าเอาใจตัวเองเป็นสำคัญจะบาป อาตมานี่ก็โดนชาวบ้านเขาว่าเหมือนกันว่าเข้าหายากเหลือเกิน

อีตอนในเพลอาตมาไม่รับแขก และหลังจาก ๔ โมงเย็นไปแล้วก็ต้องพักผ่อน เพราะเวลากลางคืนมีบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท แต่ว่าไม่มากท่านนักหรอก มีไม่กี่คนและมีพระไม่กี่องค์ต้องการให้สอนพระกรรมฐาน ก็ต้องนั่งสอนกรรมฐานเขา

เมื่อเวลาเสร็จจากนั้นแล้วก็ต้องมานอนพักผ่อน ถึงเวลาตีสองก็ลุกขึ้นมาใหม่ ว่าเรื่องของตัวเองต่อไป นี่มันเรื่องของพระนะ เวลาเช้าก็ต้องหาเวลาพักผ่อนกัน วันไหนพอมีแรงบ้างก็ทำงานไป วันไหนไม่มีแรงก็นอนพักผ่อน

อีแบบนี้นะโดนชาวบ้านเขาด่า เวลานี้ก็ยังถูกด่าอยู่นะ เขาบอกว่าเข้าหายากเหลือเกินต้องมีเวลา นี่เขาคงจะคิดว่าพระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาเป็นทาสรับใช้ชาวบ้านนะ เขาคิดอย่างนั้น ก็ช่างเขาเถอะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

อาตมาไปหาหลวงพ่อยิ้มก็เหมือนกัน ก็ทราบว่าเวลาในเพลท่านไม่รับแขก แต่ว่าพวกเราก็ไปในเพล เอาอาหารไปด้วยเพื่อไปคอยท่าน

เวลาท่านตื่นขึ้นมาเพล ก็จะได้ถวายภัตตาหารท่าน แล้วเวลาฉันภัตตาหารเสร็จก็จะได้ปรึกษาหารือกับท่านกับท่านตามสมควร ก็หมายความว่าให้ท่านสอนกิจวัตรปฏิบัติตามที่ท่านรู้

แต่ว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท วันนั้นเป็นวันแปลก พระบอกว่าวันนี้หลวงพ่อยิ้มฉันเช้าแล้วไม่ยอมจำวัดในเพล

พอขึ้นไปถึงหน้าวัดนะ มีพระองค์หนึ่งชื่อว่า "หยวก" คือท่านหยวกนี่เป็นเพื่อนกัน ท่านหยวกบอกว่าหลวงพ่อยิ้มไม่ยอมจำวัดในเพล แล้วก็สั่งท่านหยวกที่เป็นพระก้นกุฏิบอกว่า

"..นี่เวลาประมาณ ๔ โมงเช้านะ แกไปอยู่ที่หน้าสะพาน วัดท่านสะพานยาวมาก ไอ้เจ้า ๓ คนนั้นมันมาจากวัดบางนมโคมันจะมาหาท่าน วันนี้ท่านจะนอนเล่นหน้ากุฏิสักพักหนึ่ง

มันมามันเอาอาหารการบริโภคมาด้วยเอาปิ่นตงปิ่นโตมาเยอะ เอาเด็กไปด้วยสัก ๒-๓ คนไปช่วยมันหิ้วขึ้นมา มันมาเรือจ้างกัน สมัยนั้นเรือยนต์ไม่ค่อยมี นั่นเป็นฤดูหน้าน้ำเอาเรือจ้างไป

พอเรือจอดเข้าไปก็พบท่านหยวกคอยอยู่กับเด็ก ๓ คน ท่านหยวกก็เลยบอกว่า ผมมานั่งคอยท่านอยู่สัก ๑๐ นาที ก็ถามท่านว่ารู้ได้อย่างไรล่ะ..พ่อคุณ..พ่อมหาจำเริญ

นี่จะบรรลุพระโสดา สกิทาคาเป็นพระอภิญญากันแล้วรึ ฉันมานี่ฉันไม่ได้บอกคุณนะ แล้วคุณรู้ได้อย่างไร

ท่านก็บอกว่าท่านไม่ได้บอก แต่หลวงพ่อยิ้มบอกน่ะซิ วันนี้หลวงพ่อยิ้มไม่ยอมจำวัดในเพลรู้ไหม บอกว่าพวกท่าน ๓ องค์จะมา ให้ผมมาคอยท่านมาช่วยหิ้วปิ่นโต

แล้วจะมาถึงเวลา ๔ โมง ๔ โมงเช้านะ ๑๐ น. ก็เลยหยิบนาฬิกามาดู แหม เวลาตรงเป๊ะ..เวลาตรงเป๋งพอดี

เมื่อขึ้นไปแล้วก็ไปนมัสการท่าน ท่านหยวกกับเด็กก็ช่วยกันหิ้วปิ่นโตกับคนแจวเรือ เอาอาหารไปเยอะนะวันนั้น ตั้งใจจะไปถวายท่าน

แต่ความจริงพระแก่ก็ฉันอะไรไม่ได้มาก ที่เตรียมไปหลายอย่างก็เผื่อว่าท่านจะได้เลือกฉันตามใจชอบ ของอย่างนี้ไม่ชอบ ชอบของอย่างนั้นก็จะได้ฉันตามอัธยาศัย

พอไปถึงท่านก็ไปกราบ พอเงยหน้าขึ้นมาท่านก็ยิ้ม เวลากราบท่านก็ยกมือรับไหว้ พอเงยหน้าขึ้นมาเมื่อกราบครบ ๓ ครั้งแล้ว

ท่านก็บอกว่า ไอ้เด็กนินทาผู้ใหญ่นี่มันเลวนะ ท่านพูดทิ้งไว้เฉยๆ ก็ถามท่านว่าก็ใครล่ะขอรับหลวงพ่อ..นินทาผู้ใหญ่ ท่านก็เลยบอกว่าไอ้พวกแก ๓ คนนะ เมื่อคืนนี้แกนั่งนินทาข้าใช่ไหม นั่งนินทากันแล้ววันนี้แกก็จะมาสอบสวนข้า

แกจะมาขอศึกษาหาความรู้กับข้า ไอ้แกนี่มันด่าข้าใช่ไหม แล้วท่านก็พูดเรื่องราวที่อาตมาหารือกันทุกอย่าง ถูกต้องหมดทุกคำ ก็เลยกราบนมัสการท่านว่า

เป็นความจริงขอรับ..หลวงพ่อ เรื่องที่พูดนั่นน่ะไม่ใช่นินทา แต่ว่าปรารภกันตามความเป็นจริง ท่านก็ยิ้ม ท่านก็เลยบอกว่าจริงว่ะ อันนี้เป็นเรื่องจริงนะ เอ็งไม่ได้นินทาข้าหรอก

ถ้าเอ็งนินทาข้า ข้าก็ไม่คอยรับเอ็ง นี่ในเพลนะข้าไม่เคยรับใคร มีพวกเองชุดเดียวข้าคอยรับ ก็เลยกราบถวายนมัสการท่านอีกครั้งหนึ่ง ว่าเป็นพระคุณขอรับที่หลวงพ่อกรุณา.."


(โปรดติดตามตอน..หลวงพ่อยิ้มเป็นพระอภิญญา)

ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 1/7/20 at 10:17 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 4 จบ ]



หลวงพ่อเล่า เมื่อปี ๒๕๑๕
"หลวงพ่อยิ้มเป็นพระอภิญญา"


"...ท่านก็เลยบอกว่า นี่พวกเอ็งนะข้ากรุณาเสมอ นี่ท่านปานเขาก็ฝากข้าไว้นะ เมื่อเวลาเขาตายละก็ข้ามีอะไรก็ให้สอนเองบ้าง ไอ้เรื่องขี้เหนียวข้าไม่สอนเอ็งนะ...สอน เอ็งก็ไม่เชื่อข้า

เพราะเอ็งมันลูกพ่อเอ็ง มีเท่าไรก็ใช้หมด ไม่ทันจะมีก็ใช้เป็นหนี้เขาก่อน ไอ้ลูกกะพ่อนี่มันเหมือนกัน แต่ว่าข้าก็ไม่ตำหนินะ เพราะไอ้นั่นมันเป็นเรื่องสาธารณประโยชน์ แต่ว่าความรู้ที่ข้าจะบอกเอ็งได้ก็เรื่องพระกรรมฐานเท่านั้น ก็เลยกราบเรียนถามท่านว่า

หลวงพ่อขอรับ..เกล้ากระผมขอถามจริงๆ เถอะว่า ที่พวกกระผมพูดกันหลวงพ่อรู้ด้วยอำนาจของญาณ คือว่า อตีตังสญาน หรือว่า ทิพยโสตญาณ ?

ท่านก็บอกว่า พวกเอ็งไม่น่าจะรู้นี่นะ ข้าไม่บอกเอ็งละ เอ็งจะมาถามข้าอย่างนี้ไม่ได้ซิ เสียระเบียบ จะมาจ้วงจาบถามพระผู้หลักผู้ใหญ่

จะมาถามถึงในใจข้าไม่บอกนะ แต่ว่าข้าจะพูดให้ฟังว่า ไอ้ที่ข้ารู้ว่าเอ็งพูดนะ ไม่ใช่อตีตังสญาณ ข้านอนฟังเอ็งพูดจนรำคาญเลยว่ะ

นี่แสดงว่าท่านได้ยินเสียง ก็เลยกราบเรียนท่านว่า หลวงพ่อได้ยินเสียงใช่ไหม บอกว่าใช่ การได้ยินเสียงนี่อาศัยอะไรเป็นสำคัญ ท่านก็เลยบอกว่า

ไอ้เด็กนี่ปากไม่ดี บอกแล้วไม่ให้ถาม มันก็เสือกถามจนได้ เอ้า..ในเมื่อมันอยากเสือกถาม ข้าจะเสือกบอกมันบ้างล่ะ เอ็งมันไม่ดีนี่ข้าก็ไม่ดีด้วย เอ็งนี่มาทำให้ผู้ใหญ่เสีย ท่านก็เลยบอกว่า

"ในขณะใดที่จิตข้าทรงอุปจารสมาธิอยู่ ถ้าใครเขาปรารภถึงข้า หรือปรารภในสิ่งที่เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติ ข้าจะได้ยินเสมอ"

นี่หมายความว่าหลวงพ่อยิ้มเป็นพระอภิญญาสมาบัตินะ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท การได้ยินเสียงของอาตมา วัดของอาตมากับวัดของหลวงพ่อยิ้มอยู่ไกลกันกว่า ๒๐ กิโลเมตร ไหนๆไม่ได้วัดหรอกว่ามันกี่กิโลนะ

ก็คิดว่าจากอำเภอมโนรมย์ไปจังหวัดชัยนาทน่ะมัน ๑๒ กิโลเมตร วัดของอาตมาอยู่ไกลมาก อยู่ไกลกันในระหว่าง อ. มโนรมย์กับ จ. ชัยนาท ประมาณ ๓-๔ เท่า นี่เราคุยกันอยู่ในวัดท่านได้ยิน

เป็นอันว่า หลวงพ่อยิ้มท่านทรงอภิญญาสมาบัติขั้น "ทิพยโสตญาณ" อภิญญาสมาบัตินี่ไม่ใช่ได้ทิพยโสตญาณอย่างเดียวนะ ไปศึกษาในตำราก็แล้วกันว่ามีอะไรบ้าง

เป็นอันว่าท่านสามารถที่จะได้ยินเสียงอาตมาพูดกันได้ นี่ก็เป็นที่น่าเลื่อมใส ต่อจากนั้นไปก็ได้ศึกษากรรมฐานจากท่าน ท่านก็บอกว่า

พระกรรมฐานนี่นะพวกเธอน่ะ (ท่านใช้คำว่า "เธอ") เวลาพูดกรรมฐานนี่ไม่ได้ยกมือเชียว ยกมือพนมหันไปไว้พระพุทธรูป นี่หลวงพ่อยิ้มน่ะ ว่า...

"..พระกรรมฐานนี่ ว่าเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ฉันไม่ทำอย่างอาจารย์ปาน อาจารย์ของเธอนะ ฉันไม่เรียกท่านปานนะ ฉันจะเรียกอาจารย์ปาน เพราะพูดถึงเรื่องตำรับตำราเป็นอาจารย์ เขาชอบเป็นครูคน

ปฏิปทาของเขากะของฉันเป็นคนละอย่าง เขาปรารถนาพระโพธิญาณ เขาก็ต้องแจกจ่ายความดีกับบรรดาท่านพุทธบริษัท ท่านบำเพ็ญบารมีให้เต็ม แต่ฉันนี่ต้องการอย่างเดียวนะ ตายไปแล้วไม่เกิดอีก

เพราะฉันไม่ต้องการเกิด ฉันจึงตัดกังวล ถ้าจะไปสร้างอะไรต่ออะไร ตามที่คนเขาเรียกร้อง ฉันก็มีกังวลในการก่อสร้าง เพราะฉันไม่มีหนี้นี่ ฉันไม่มีภาระกับใคร

ภาระใดๆ ก็ตามฉันจะต้องชำระหนี้ ชาตินี้ไม่มีแล้วสำหรับฉัน ฉันหมดหนี้แล้วนี่ เมื่อฉันหมดหนี้ฉันก็ไม่สร้างให้ใครเป็นหนี้ฉันใหม่

สำหรับเงินทองที่ได้มา เวลาฉันตายเขาสร้างกันเอง เงินทุกบาทที่ได้มานอกจากว่าจะซื้อยารักษาโรคบ้าง ซื้อของตามความจำเป็นเล็กน้อยบ้าง ฉันเก็บไว้ฉันไม่ให้ใครใช้ของฉัน.."

ก็เลยถามแนวปฏิบัติพระกรรมฐาน..ว่าหลวงพ่อทำอย่างไรขอรับ ? ก็บอกว่า..

ฉันทำมาแบบเดียวกับอาจารย์ของเธอ อาจารย์ปานน่ะ มาแบบเดียวกัน แต่มาแยกกันอยู่นิดหนึ่ง ตอนที่ฉันได้สมาบัติ ๘ แล้ว ฉันก็กลับไปทำวิปัสสนาญาณให้เต็มที่

ในที่สุดเมื่อฉันจับมุมวิปัสสนาญาณรวมได้หมดแล้ว ฉันก็อยู่เป็นปกติ คือหมายความว่าฉันไม่ไปเบียดเบียนใคร ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แต่ว่าของสิ่งใดก็ตาม ถ้าใครเขาถวายเพื่อสงฆ์ ฉันจะเก็บไว้เพื่อสงฆ์ แต่ส่วนตัวฉัน ฉันเอาตัวของฉันรอด

เวลานี้ชาวบ้านชาวเมืองเขาหาว่าฉันเป็นพระไม่ดี พระขี้เหนียว ก็ช่างเขา ฉันได้ยิน แม้พระเหมือนกันก็พูดว่าพระพวกเดียวกัน พวกพระเขาพากันตำหนิติเตียนฉันกันทั้งนั้นแหละ

ฉันได้ยินเขาพูดกันที่วัด ฉันได้ยินเขาพูดกันในระหว่างต่อหน้าฉัน ฉันก็ได้ยิน ถามว่าหลวงพ่อได้ยินแล้วหลวงพ่อมีความรู้สึกอย่างไรขอรับ ท่านเลยบอกว่า

ฉันเกิดความสงสารพระพวกนั้นนะสิ สงสารพระพวกนั้นว่าเอาตัวไม่รอด มั่วแต่ไปเพ็งเล็งความดีความชั่วของบุคคลอื่น แต่ไอ้ความดีความชั่วของตัวเองไม่มองดู พระแต่ละพระพากันบ้าในลาภ บ้าในยศ บ้าในสรรเสริญ บ้าในสุข อยากรวยสะสมเงินทอง แล้วก็ไปซื้อโน่นซื้อนี่เป็นสมบัติส่วนตัว

อยากให้เขาตั้งยศถาบรรดาศักดิ์ มีแค่นั้นอยากเลื่อนแค่โน่น อยากให้เขาสรรเสริญเยินยอ ถ้าใครเขาตำหนิติเตียนก็ไม่ชอบใจ แล้วก็อยากได้ในความสุข พระพวกนี้เป็นพระของอบายภูมิ ไม่ควรนะเธอ อย่าทำตามนะ

เอาละ..บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ประวัติความเป็นมาของ "หลวงพ่อยิ้ม" เป็นพระดีที่ชาวบ้านมองไม่เห็น ก็จะขอเล่าให้ฟังเพียงแค่นี้..สวัสดี.


ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 9/7/20 at 14:28 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top